วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เพอร์เฟค+AIS ขนสารพัดบันเทิงไฮเทค-ซูเปอร์ไวไฟ ฉลอง 30 ปีโครงการบ้านและคอนโดในเครือ


นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผนว่า บริษัทนำนวัตกรรมประยุกต์ให้กับบ้านในเครือ ยุคที่กำลังก้าวสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ คนใช้ออนไลน์มากขึ้น เพิ่มสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน โครงข่ายระสิทธิภาพสูงจาก AIS เป็นที่มาความร่วมมือพัฒนา "เพอร์เฟค ดิจิทัล วิลเลจ" คาดว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของบ้านที่ลูกค้าต้องคำนึงถึง นอกเหนือจากดีไซน์ตอบโจทย์การพักอาศัยในบ้านเดี่ยวคุณภาพ

"ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นของขวัญมอบให้ลูกค้าในโอกาสครบรอบ 30 ปีเครือเพอร์เฟค"

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้แนะนำ AIS Fibre นำโครงข่ายระบบออนไลน์มาให้กับผู้พักอาศัยในโครงการ โดยพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคเป็นลูกค้าเอไอเอสมาอย่างยาวนาน โดยจะร่วมมอบสิทธิประโยชน์สมาชิกบ้านและคอนโดมิเนียมในเครือเพอร์เฟค ล่าสุด AIS Fibre วางเครือข่ายดิจิทัลครอบคลุม 43 โครงการ แบ่งเป็น บ้านเดีย่ว 19 โครงการ ทาวน์โฮม 8​ โครงการ และคอนโดฯ 16 โครงการ

รายละเอียดคอนเซ็ปต์ Perfect Digital Village powered by AIS Fibre มีดังนี้

1.บอรดแบรนด์อินเตอร์เนตความเร็วสูงสุด 1 Gbps สายไฟเบอร์ออพติก 100% ติดตั้งพร้อมใช้ภายในบ้านและคอนโดฯ รวมทั้งติดตั้ง Super WiFi ความเร็วสูงสุด 650 Mbps เร็วกว่า แรงกว่าสปีดของ 4G ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ สวน คลับเฮาส์ สนามเด็กเล่น ฯลฯ

2.AIS Playbox ความบันเทิงบนสมาร์ทโฟน 3.IP Camera ตรวจสอบการทำงานระบบกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ 

พร้อมกันนี้ เอไอเอสร่วมกับเพอร์เฟค ได้ออกซิมการ์ด "AIS PERFECT SIM" มอบสิทธิประโยชน์ลูกบ้านเพอร์เฟคทุกโครงการ ที่ใช้เบอร์เอไอเอสในปัจจุบัน เมื่อเปิดเบอร์ใหม่ ย้ายค่าย รับส่วนลด "ไอสมาร์ท แพกเกจ" 50% นาน 12 เดือน จำกัดจำนวน 4 เบอร์/บ้าน 1 หลัง ตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย.นี้

อนึ่ง ดิจิทัล เซอร์วิส โพรไวเดอร์ เน็ตบ้าน เน็ตมือถือ โดยเน็ตบ้านลากสายไฟเบอร์ มุดผ่านสายไฟฟ้า มุดเข้าบ้านอีกที เรียกว่าเพียวโพรไวเดอร์เพราะไม่มีสายโทรศัพท์ขวางกั้น ความเร็วสูงสุด 1 Gbps 

มองข้ามชอตอสังหาฯ Q3 (5) "เฟอร์นิเจอร์รับอานิสงส์ถ้าบ้านโอนเยอะ"

ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งปีแรก ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาคอสังหาริมทรัพย์มองคนละมุมเดียวกันถึงแนวโน้มไตรมาส 3/58

"ทักษะ บุษยโภคะ" ผู้บริหารหมายเลข 1 และผู้ก่อตั้งแบรนด์ "โมเดอร์นฟอร์ม" เจ้าตลาดเฟอร์ฯสำนักงานและชุดครัว ได้แต่ส่ายหัวเมื่อชวนคุยถึงภาพรวมไตรมาส 2 ที่กำลังจะจบในเร็ววันนี้ โดยบอกว่าตัวเลขห่ว...มาก

"แนวโน้มไตรมาส 3 ตัวเลขดีขึ้นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แฟกเตอร์สำหรับปีนี้กลายเป็นว่าเฟอร์ฯสำนักงานจะดีไหม เพราะแบ็กล็อก(ออร์เดอร์รอส่งมอบสินค้า) น้อย ส่วนหนึ่งเพราะทำแล้วส่งในปีนี้ได้เลย รอบหมุนเร็ว ถ้ารัฐบาลเริ่มอัดฉีดงบฯลงทุนเข้าระบบ คนกล้าลงทุนเพิ่ม ผมก็จะได้ตัวเลขมาเสริมสำหรับปีนี้"
ธรรมชาติของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ แม้จะโตตามตลาดอสังหาฯ แต่มีข้อได้เปรียบคือจะรู้ตัวล่วงหน้า

"อสังหาฯถ้าไม่ดีผมจะไม่ดีไปด้วย แต่โชคดีหน่อยคือภาวะตลาดขาขึ้นหรือขาลงจะช้ากว่า 1 ปี เช่น ตอนนี้ถ้าตลาดอสังหาฯไม่ดี ผมรู้เลยว่าปีหน้าเฟอร์ฯไม่ดีแน่ ๆ เตรียมหาทางออกไว้ได้เลย"

ความเคลื่อนไหวของโมเดอร์นฟอร์มในช่วงไตรมาส 3 กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วนั่นคือ อีเวนต์ "แอนนวล เซล" กำหนดจัดเดือน 7 (กรกฎาคม) นำสินค้าเฟอร์นิเจอร์มาจัดโปรโมชั่น มีส่วนลดดึงดูดสูงสุด 70% เดิมเคยจัดปีละ 2 ครั้ง หลัง ๆ มานี้เหลือปีละครั้งเดียว

"ลดราคาประจำปี ถือเป็นเทศกาลขอบคุณลูกค้า ลดสูงสุด 70% เคลียร์สต๊อกด้วย แต่ไม่ทำให้หวือหวาไม่อยากให้คนมองโมเดอร์นฟอร์มขายของลดราคาทั้งปี"

วกกลับเข้ามาดูเฟอร์ฯอีกตลาด"กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ" เอ็มดีแบรนด์ชิค รีพับลิค ที่มีแฟนคลับในกลุ่มเซ็กเมนต์กลางถึงบน (บีบวก) ขึ้นไป ถึงแม้จะบอกว่ากำลังซื้อกลุ่มนี้ค่อนข้างราบรื่น ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจลุ่ม ๆ ดอน ๆ ในปัจจุบันมากนัก

"สิ่งที่ผมติดตามในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาถ้าพูดถึงอสังหาฯในกรุงเทพฯแบ่งได้ 2 ส่วนคือ ตลาดกลางขึ้นบน หรือ B+ เท่าที่มีโอกาสได้คุยกับลูกค้ายังค่อนข้างดี โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ตร.ม.ละ 2 แสนบาทขึ้นไปยังไปได้ดี เหตุผลเพราะเรื่องทำเล พอเศรษฐกิจไม่ดี ผู้ซื้อจะเป็นของจริง ของแท้ ตัวโครงการจุดขายอยู่ที่ทำเล เพราะในอดีตเคยมีโครงการที่ทำเลไม่ดีก็ยังขายได้เพราะมีเรื่องซื้อเก็งกำไร แต่วันนี้คนมีเงินในกระเป๋าเริ่มช็อป อีกส่วนคือตลาดกลางลงล่าง ตัวเลขชะลอตัวชัดเจน"

จะเห็นได้ว่าภาพเชิงบวกคงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง "กิจจา" ยอมรับว่า 100% ที่เป็นรายได้รวมของชิค รีพับลิคพบว่า รายได้หลักมาจากกำลังซื้อในกรุงเทพฯ 80-85% รายได้ที่ขาดหายไป 15-20% มาจากตลาดต่างจังหวัด ทั้งเขาใหญ่ หัวหินอย่างไรก็ตาม ตลาดเฟอร์ฯในต่างจังหวัดโดยเฉพาะเขาใหญ่ ยังมีคลื่นแทรกจากนโยบายตรวจสอบเอกสารสิทธิ ทำให้กำลังซื้อชะลอการตัดสินใจทุกอย่าง ทั้งไม่ซื้อไม่ขายบ้านตากอากาศ ลามมาถึงชะลอซื้อเฟอร์ฯไปด้วยโดยอัตโนมัติ

กลยุทธ์การแข่งขันของชิคฯยังคงเป็นโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อลูกค้าให้เร็วขึ้นไปอีกรูปแบบจะเป็นโปรฯออนท็อปถึง 3 เด้ง อาทิ ซื้อสินค้าครบ 1 แสนบาทมีโบนัส 5,000 บาท+ ส่วนลดสมาชิก 5%+ ผ่อน 0% 6-10 เดือนกับบัตรเครดิต เป็นต้น

โดยสรุปภาพรวมกำลังซื้อไตรมาส 3/58 ด้วยว่า กำลังซื้อลูกค้า (กลางถึงบน) น่าจะเหมือนเดิม ไม่น่าจะทรุดมากไปกว่านี้ ความเห็นส่วนตัวก็ยังภาวนาให้ครึ่งปีแรกเป็นจุดต่ำสุดของตลาด...และผ่านไปแล้ว

"แนวโน้มเฟอร์ฯจะขายดีเพราะหน้าฝนปกติเมื่อหน้าฝนผ่านไป ช่วงตั้งแต่หลังเดือน ต.ค.คนจะย้ายเข้าบ้านใหม่เยอะ จึงมองว่าจะเป็นการตัดสินใจ (ซื้อ) อีกช่วงหนึ่ง"
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

"ช.การช่าง" จัดทัพใหม่ โปรโมตทายาทรับมือเมกะโปรเจ็กต์


สัมภาษณ์
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ"ช.การช่าง" ยักษ์รับเหมาก่อสร้างอันดับ 2 ที่ประกาศปรับทัพผู้บริหารระดับสูง

โดยแต่งตั้ง "สุภามาส ตรีวิศวเวทย์" ลูกสาวคนโตดีกรีด็อกเตอร์วัย 41 ปีของ "ปลิว ตรีวิศวเวทย์" ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ บมจ.ช.การช่าง มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้ ขณะเดียวกันก็แต่งตั้ง "ธนวัฒน์" ลูกชายคนรอง เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP)

ถือเป็นการผลักดันทายาทเจเนอเรชั่น2 ขึ้นมารับช่วงต่อ ขณะที่ "ปลิว" ยังรั้งตำแหน่งประธานกรรมการบริหารเพื่อถ่ายทอดงาน

ล่าสุดหลังจากประกาศแต่งตั้งไม่กี่วัน "ปลิว" พร้อมด้วย "สุภามาส" ลูกสาวคนโต และ "ณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์" ลูกชายคนเล็กวัย 36 ปีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยงเป็นครั้งแรก ถึงแนวคิดการส่งไม้ต่อให้ทายาท มุมมองเศรษฐกิจ และแผนธุรกิจ ช.การช่าง

"วันนี้การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เรื่องเทคโนโลยี ไอที ก้าวหน้าไปมาก สามารถเห็นภาพไซต์ก่อสร้างผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ การนำพาบริษัทให้เติบโตจะต้องเปลี่ยนแปลงเร็ว จำเป็นต้องมีคนหนุ่ม-สาวที่ผ่านการพรูฟแล้ว ทั้งเรื่องความสามารถ วิสัยทัศน์ ความตั้งใจในการทำงาน มีแนวคิดสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ มาช่วยเสริม แต่ที่ให้น้ำหนักที่สุดของคนที่มานั่งในตำแหน่งนี้คือ...ความตั้งใจ" คำอธิบายของ "ปลิว" นายใหญ่ ช.การช่าง ในวัยย่าง 72 ปี

ถามว่าแล้ว "สุภามาส" มีจุดเด่นอะไร "ปลิว" ยอมรับในความสามารถของลูกสาวว่า เป็นคนตั้งใจทำงาน รอบคอบ มีความพร้อมทุ่มเทเต็ม 100% และเรียนจบด็อกเตอร์ หลาย ๆ ด้านถือว่าเขา (ลูกสาว) มีมากกว่าผม

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ครั้งนี้ ไม่ใช่การวางมือทางธุรกิจ แต่ "ปลิว" บอกว่า ยังคงมาทำงานเต็มเวลา กินเงินเดือนในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ช.การช่าง ทำหน้าที่ถ่ายทอดงาน ให้คำปรึกษา ผู้บริหารระดับสูงก็ยังอยู่ทั้งหมด แอ็กทีฟกันเต็มที่

หลังจากนี้ก็จะถ่ายทอดประสบการณ์ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็เข้ามาเสริมเรื่องความคิด วิชั่นแบบคนรุ่นใหม่ เพื่อจะได้เห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้มากขึ้น

ปัจจุบันคนในองค์กร ช.การช่าง มีตั้งแต่อายุ 30-60 ปี เพื่อเสริมแนวคิดระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า เพราะเรื่องการเตรียม "คน" เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสายบริหารวิศวกร บริหาร การเงิน

ในฐานะนักธุรกิจบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ "ปลิว" มองว่า ประเทศไทยหลังจากนี้กำลังเดินทางมาถึง "จุดเปลี่ยน" ด้านการพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ 

ขณะนี้ประเทศไทยผ่านการพัฒนาและเรียนรู้มาระดับหนึ่งแล้ว เทียบกับสหภาพเมียนมา ไทยน่าจะนำหน้าอยู่ไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี ถ้าเทียบกับมาเลเซียเชื่อว่าไทยไม่ด้อยกว่า ถึงแม้รายได้ประชากรต่อคนต่อปีสูงกว่าคนไทย แต่เชื่อว่าขีดความสามารถไม่ได้ด้อยกว่า

มองว่าประเทศกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน กลุ่ม ช.การช่างก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ถ้าไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้จะไม่ทันแน่ ไปรออีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเสียโอกาส ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่ สปีดการทำงานต้องเร็วกว่าเดิม

"เป็นการเตรียมพร้อมเรื่องคนไว้ ไม่งั้นจะไม่สามารถฉกฉวยโอกาสสร้างการเติบโตได้ บริษัทที่เคยตามหลังเราเมื่อ 10-20 ปีก่อน ก็จะไล่ตามเราทัน"

ส่วนทางด้านโครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม ช.การช่างปัจจุบัน "ปลิว" บอกว่า การมีธุรกิจรับเหมา ทางด่วน (บีอีซีแอล) เดินรถไฟฟ้า (บีเอ็มซีแอล) และน้ำประปา (ทีทีดับบลิว) เหมาะสมแล้ว ยังไม่มีความคิดจะต้องปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นรูปแบบโฮลดิ้ง คอมปะนี แต่ถ้าจะแตกไลน์ธุรกิจก็สนใจการลงทุนอสังหาฯ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อไร

เพราะปัจจุบันแต่ละบริษัทก็เติบโตแบบมีศักยภาพ ถ้าต้องลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่ก็สามารถร่วมกันได้เลย

ส่วนความคืบหน้าการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์ฯระหว่าง "บีเอ็มซีแอล-บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ" และ "บีเอ็มซีแอล-บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ" จะทำให้ทั้ง 2 บริษัทแข็งแรงขึ้น ถือว่าบริษัทผ่านพ้นช่วงเวลาที่อยู่ไม่ได้มาแล้ว

ขณะนี้กำลังขออนุญาตกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน บริษัทใหม่เมื่อควบรวมกันแล้วน่าจะเริ่มเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ในเดือนสิงหาคม คาดว่าจะใช้ตัวย่อใหม่ว่า "BEM" (Bangkok Express Way and Metro)

ถามว่าควบรวมแล้วจะเกิดอะไร "ปลิว" บอกว่า BEM จะกลายเป็นบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแรงขึ้น เพราะปัจจุบันบีเอ็มซีแอลได้เพิ่มทุนจดทะเบียนรอไว้แล้ว และกำลังดำเนินการลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสม

หลังจากนี้ก็จะเป็นบริษัทที่เริ่มต้นมีกำไร และจะมีรายได้เพิ่มตั้งแต่กลางปี59 หลังจากเริ่มเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) เชิงพาณิชย์ จากนั้นปี60-61 จะมีรายได้เติบโตก้าวกระโดด เพราะจะมีรายได้จากการเดินรถสายสีม่วงเต็มปี และปี61 ก็จะเริ่มเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ความคืบหน้าอยู่ระหว่างรอเจรจาเรื่องการเดินรถสายสีน้ำเงิน การลงทุนขึ้นกับรัฐบาลให้เอกชนเป็นคนลงทุนระบบ เช่น ตัวรถ อาณัตสัญญาณ ระบบเก็บเงิน ฯลฯ

ความคืบหน้าตอนนี้กำลังเตรียมเสนอแผน ยังไม่เริ่มคุย คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปี 2558 ถือว่าเร็วขึ้น ไม่ช้า ถ้าให้เอกชนลงทุนก็ประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาท ลงทุนระบบ-ตัวรถ-ระบบสัญญาณ-ระบบเก็บเงิน ถ้าเจรจาให้เราได้ก็รีบสั่ง ใช้ประมาณ 30 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้

ส่วนฝั่งบีอีซีแอลปลายปีหน้าจะเริ่มเปิดบริการด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก คาดว่าจะเปิดบริการได้เร็วกว่ากำหนด จากปลายปี59 เป็นกลางปี59 จะทำให้มีรายได้เข้ามาเร็วกว่าแผนอีกวันละ 2 ล้านบาท ถ้าเปิดเร็วขึ้น 100 วัน ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 200 ล้านบาท

"เราคาดหวังจะเป็นผู้ได้สิทธิ์เดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน เพราะปัจจุบันเป็นคนโอเปอเรตการเดินรถช่วงบางซื่อ-หัวลำโพงอยู่แล้วเป็นครึ่งวงกลม เหลือส่วนต่อขยายมาทางฝั่งธนฯ ถ้าบริษัทที่เดินรถเป็นคนละรายจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมระบบ เมื่อมาถึงสถานีปลายทาง ผู้โดยสารก็จะต้องเปลี่ยนขบวนไม่สะดวก ค่ารถก็ต้องจ่ายใหม่ โดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วน"

สุดท้ายคือเรื่องการลงทุนโครงการไฮสปีดเทรน "ปลิว" ย้ำว่าสนใจแน่นอน แต่ยังไม่ได้เจรจาพันธมิตรจากจีนหรือญี่ปุ่น แนวคิดคือจะต้องขอดูเงื่อนไขการประมูลและผลตอบแทนการประมูลก่อน

ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มก็คงไม่เข้าร่วม
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย

ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย


ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
บ้านที่ดีควรจะมีฮวงจุ้ยบ้านที่ดีด้วย เพราะจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกภายในบ้าน ทั้งเรื่องการงาน ความรัก สุขภาพ โชคลาภต่างๆที่จะเข้ามาในบ้าน ครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุขนั้น การจัดบ้านให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ละส่วนของบ้านล้วนให้ความสำคัญและมีฮวงจุ้ยที่ดีต่างกันไป รวมไปถึงการจัดวางตำแหน่งหรือการเลือกลักษณะของสิ่งในบ้านให้ถูกตามหลักฮวงจุ้ย
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
รั้วบ้าน บ่งบอกถึงโชคลาภที่เข้ามาในบ้าน ไม่ควรเป็นลักษณะขรุขระ มีปลายแหลมคมหันเข้าไปในบ้าน เพราะจะทำให้ประสบปัญหาเรื่องเงิน รั้วบ้านที่ดีควรเป็นรั้วบ้านที่เท่ากันทั้งหมด
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
ประตูรั้ว ไม่ควรสูงกว่ารั้วบ้าน เพราะจะทำให้ชีวิตไม่ราบรื่น มีปัญหาทางเรื่องการเงิน และหากจะทาสีไม่ควรทาสีเข้ม และห้ามสีทองและขาวทาร่วมกัน เพราะจะส่งผลให้ประสบปัญหาชีวิต ทำอะไรไม่ราบรื่นมีอุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอด
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
บริเวณหน้าบ้านและทางเดิน ควรจัดให้มีพื้นที่โล่งกว้าง จัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่รกรุงรัก ตกแต่งด้วยสีสันที่สวยงาม อาจปูพื้นด้วยหญ้าหรือหินเล็กๆ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งของหรือต้นไม้ที่ใหญ่มาประดับไว้ เพราะจำทำให้บดบังโชคลาภหรือสิ่งดีๆที่จะเข้ามา
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
ประตูบ้าน เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะบ่งบอกถึงเรื่องดีหรือเรื่องร้ายที่จะเข้ามาในบ้าน ประตูหน้าบ้านและหลังบ้านไม่ควรอยู่ตรงกัน เพราะเป็นเรื่องของการเงิน ทองโชคลาภต่างๆหากประตูบ้านและหลังบ้านอยู่ตรงกัน เงินทองจะรั่วไหล เก็บไม่อยู่ ดังนั้นวิธีแก้หากเลี่ยงไม่ได้คือ หาผ้าม่านมากั้นหรือฉากกั้นเป็นการแก้ฮวงจุ้ยให้ดีขึ้นได้
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
ห้องรับแขกภายในบ้าน เป็นห้องที่กักเก็บโชคลาภ ดังนั้นควรจัดห้องให้ดูกว้างขวางที่สุด และควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ
ฮวงจุ้ยดี..บ้านก็ดีด้วย
ตู้ปลาหรือกระถางต้นไม้ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย เชื่อว่า จะช่วยเสริมดวงสนันสนุนเรื่องเงินทองโชคลาภ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนการติดตั้งนั้น ควรหาตำแหน่งฮวงจุ้ยที่ดี ขนาดของตู้ปลาหรือกระถางต้นไม้ควรให้เหมาะสมกับขนาดบ้านด้วย
การจัดบ้านที่ดี น่าอยู่ มีฮวงจุ้ยที่ดีนั้น ก็จะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมา แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างของบ้าน ตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน นับว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกันทั้งหมด จึงควรจัดวางตำแหน่งหรือลักษณะสิ่งต่างๆภายในบ้านให้ดี บ้านก็จะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาค่ะ

เอไอเอสหวังสิ้นปีลูกค้าบรอดแบนด์ 8 หมื่นราย ตั้งเป้าผู้นำตลาดภายใน 5 ปี

เอไอเอสหวังสิ้นปีลูกค้าบรอดแบนด์ 8 หมื่นราย ตั้งเป้าผู้นำตลาดภายใน 5 ปี
        เอไอเอส รุกหนักฟิกซ์บรอดแบนด์ ตั้งเป้าขึ้นผู้นำในอีก 5 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งทำตลาด AIS Fibre อย่างต่อเนื่อง หวังยอดลูกค้าทะลุ 80,000 รายภายในปีนี้ ล่าสุด จับมือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ส่ง “Perfect Digital Village powered by AIS Fibre” ให้บริการบรอดแบนด์เข้าถึงทุกโครงการ และเตรียมเจรจาขยายไปสู่โครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นอีก 5-6 โครงการ 
      
       นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในตลาด Digital Service Provider โดยเร่งรุกตลาดฟิกซ์บรอดแบนด์ภายใต้ชื่อ AIS Fibre อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการขยายทีมงานขายและติดตั้ง รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายลูกค้าไว้ที่ 80,000 รายในปีนี้ และเตรียมขึ้นเป็นผู้นำตลาดไฟเบอร์บรอดแบนด์ในอีก 5 ปีข้างหน้า
      
       ล่าสุด ได้จับมือกับพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ในการสร้าง “Perfect Digital Village powered by AIS Fibre” ให้บริการบรอดแบนด์ภายใต้โครงข่ายไฟเบอร์ในส่วนของลูกค้าในทุกโครงการของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภคที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตกำลังจะกลายเป็นความต้องการ และปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย โดย AIS Fibre จะมาพร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบจากกล่องทีวีอินเทอร์เน็ต AIS Playbox และความปลอดภัยจากกล้อง IP Camera รวมถึงสามารถเข้าใช้เน็ตในพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้านด้วย AIS Super Wifi ได้อย่างสะดวกสบาย
      
       นายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้ AIS Fibre ได้วางเครือข่ายดิจิตอลในบ้านครอบคลุมทุกโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ดำเนินการอยู่รวม 43 โครงการ เป็นบ้านเดี่ยว 19 โครงการ ทาวน์โฮม 8 โครงการ คอนโดมิเนียม 16 โครงการ รวมทั้งโครงการใหม่ที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จะเดินหน้าขยายการลงทุน ซึ่งยังไม่รวมกับโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่เอไอเอสกำลังจะเข้าไปเจรจาเพื่อดำเนินการในรูปแบบเดียวกันอีก 5-6 รายในปีนี้ 
      
       “ปัจจุบัน เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการทั้งเครือข่ายมือถือ ฟิกซ์บรอดแบนด์ และบริการดิจิตอล ที่สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตแบบ LIVE Digital LIVE More โดยมีการใช้งบประมาณในการวางโครงข่ายไฟเบอร์สำหรับทุกบริการรวมอยู่ในโครงข่าย 3Gรวม 3 ปีเป็นเงินทั้งสิ้น 100,000 ล้านบาท ซึ่ง AIS Fibre ถือเป็นหนึ่งในบริการที่เอไอเอสให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าการใช้งานฟิกซ์บรอดแบนด์จะเป็นบริการหลักที่ลูกค้าจะใช้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการใช้งานขณะอยู่ภายในบ้าน ซึ่งเอไอเอสได้เตรียมขยายไปสู่ตลาดต่างจังหวัดซึ่งขณะนี้มีอยู่ 7 จังหวัดที่ให้บริการแล้ว”
      
       โดยความร่วมมือกับพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ดังกล่าวถือเป็นการสนับสนุนการทำงานของพาร์ตเนอร์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ รวมถึงส่งมอบบริการ และสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าของพาร์ตเนอร์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการตอบสนองต่อระบบอีโคซิสเต็มส์ของเอไอเอส
      
       ด้ายนายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า Perfect Digital Village powered by AIS Fibre เน้นการยกระดับบ้านทุกหลังให้เป็นดิจิตอล สมาร์ท โฮม ด้วยการนำโครงข่ายดิจิตอล ทั้ง Fix Broadband และ Super WiFi เข้ามาวางเป็นรากฐาน Home Digital Service Infrastructure เสมือนกับสาธารณูปโภคพื้นฐานพร้อมใช้เช่นเดียวกับไฟฟ้า ประปา ภายในที่พักอาศัย และโครงการ
      
       พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคใช้ AIS Fibre ฟรี 1 ปี ด้วยความเร็วสูงสุด 100/40 Mbps รวมถึงติดตั้ง AIS Super WiFi ให้ใช้ฟรี ในพื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการ สำหรับลูกค้าเก่าของโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษใช้งานครบ 12 เดือนฟรี 1 เดือน เมื่อสมัครใช้บริการ
      
       Company Related Link :
       เอไอเอส

“ฮาบิแทท ไฟว์” รุกแนวสูงเมืองพัทยายันคอนโดฯ หรูยังมีช่องแม้ตลาดซบเซา

“ฮาบิแทท ไฟว์” รุกแนวสูงเมืองพัทยายันคอนโดฯ หรูยังมีช่องแม้ตลาดซบเซา
ชนินทร์ วงนิชงวศ์
        น้องใหม่อสังหาฯ “ฮาบิแทท ไฟว์” เปิดแนวรบคอนโดฯ บุกเมืองพัทยา ปักหมุดนาจอมเทียน พัทยา ผุดคอนโดฯ โลว์ไรส์หรู “X2 Vibe PattayaSeaphere” มูลค่า 300 ล้านบาท มั่นใจศักยภาพพัทยายังดี พร้อมผนึกแบรนด์ครอสทู บริหารโครงการการรันตีผลตอบแทนค่าเช่า 7% ต่อปี ตั้งเป้ายอดขายรวมปีนี้ 500 ล้านบาท เผยแผนลงทุน 2-3โครงการต่อปี เน้นเจาะตลาดหรู แอสเซท ไวส์” ส่งคอนโดฯ “เอชทู” เฟส 2 
      
       นายชนินทร์ วงนิชงวศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท ไฟว์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากการซื้อห้องชุดใน กทม.เพื่อการลงทุน รวมถึงการซื้อบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ในโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ใน กทม. เพื่อนำมารีโนเวตเพิ่มมูลค่า และขายต่อกว่า 80 ยูนิต ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ในช่วงที่ 10 ปีผ่านมา จึงตัดสินใจนำเงินมาลงทุนเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยก่อนหน้านี้ บริษัท ได้เข้าเทกโอเวอร์โครงการเดอะ วิลล์ จอมเทียน มูลค่ารวม 600 ล้าน ซึ่งเดิมเป็นโครงการบ้านเดี่ยวราคา 3-4 ล้านบาท มาปรับแบบเป้นโครงการพูลวิลล่า ขายในราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ปรากฏว่า ได้ผลตอบรับดีเกินคาดสามารถปิดการขายแล้ว โดยโครงการดังกล่าวจะสร้างเสร็จภายในต้นไตรมาส 4 ปีนี้
      
       ล่าสุด ทางบริษัทได้เปิดตัว ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สุดหรูติดนาจอมเทียน มูลค่าโครงการราว 300 ล้านบาท โดยโครงการตั้งบนเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ เป็นอาคารสูง 8 ชั้น มีจำนวน 65 ยูนิต รวมชั้นจอดรถแล้วห่างจากชายหาดเพียง 100 เมตร ตกแต่งพร้อมอยู่ มีห้องพักให้เลือก 2 ประเภท คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 29-35 ตารางเมตร จำนวน 53 ห้อง ราคาเริ่มต้นที่ 2.84 ล้านบาท และแบบ 1 ห้องนอน พลัส ราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 2 ปี 2560
      
       “แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะชะลอตัวในบางพื้นที่ แต่พัทยาโดยเฉพาะโครงการที่ติดชายหาดมีไม่มาก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่าน มีโครงการเปิดขายประมาณ 5 โครงการ และราคาขายเริ่มต้นที่ 7 ล้านบาทขึ้นไป การที่บริษัทพัฒนาโครงการดังกล่าวเชื่อว่าด้วยโปรดักต์ และราคาที่ขายซึ่งเซกเมนต์กลุ่มนี้มีไม่มาก จึงมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้”
      
       ทั้งนี้ ลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนทางบริษัทฯ มีโปรแกรม Rental Management Program การันตีผลตอบแทนค่าเช่าที่ 7% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยการบริหารการเช่านั้นบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้ลูกค้า และจ่ายผลตอบแทนให้ทุกเดือน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรับความเสี่ยงในช่วงที่ไม่มีผู้เช่า
      
       “ทั้งนี้ โครงการ “X2 Vibe PattayaSeaphere” บริษัทได้เปิดขายอย่างไม่เป็นทางการให้แก่ลูกค้าเก่า ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมียอดขายแล้ว 50% หรือประมาณ 31 ยูนิต โดยจำนวนนี้เป็นต่างชาติ 20% ทั้งนี้ ทางบริษัทจะเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทมีแผนจะเปิดตัวอีก 1 โครงการ ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ในลักษณะพูลวิลล่า บนพื้นที่ 10 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 700-800 ล้านบาท ราคาขายประมาณ 10 ล้านบาทบวก/ลบ ซึ่งเป็นไปตามแผนของบริษัทที่จะพัฒนาโครงการปีละ 2-3 โครงการ โดยทั้งงบซื้อที่ดินประมาณ 15-20% ขอองมูลค่าโครงการ ซึ่งปีนี้ซื้อที่ดินไปกว่า 150 ล้านบาท สำหรับยอดขายรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ปะมาณ 500 ล้านบาท โดยปีที่แล้วอยู่ที่ 200 ล้านบาท
      
       ** “แอสเซท ไวส์” ลุยต่อ “เอชทู” เฟส 2
      
       นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้ส่งโครงการ “H2” (เอชทู) คอนโดมิเนียมบนทำเลซอยรามอินทรา 21 ในเฟสแรก ซึ่งมียอดจองโครงการ 100% และการก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนกันยายนศกนี้ ล่าสุด บริษัทฯได้ลงทุนพัฒนาโครงการ “H2” (เอชทู) เฟส 2 รูปแบบโลว์ไรส์ จำนวน 8 ชั้น มูลค่าโครงการ 280 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 อาคาร รวม 154 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท พิเศษสุดสำหรับผู้สนใจจองคอนโดฯ “เอชทู” (H2) ตั้งแต่วันนี้-19 ก.ค.ศกนี้ รับเพิ่มฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า 10 ชิ้น

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000073961&Keyword=%cd%ca%d1%a7%cb%d2

ส่องธุรกิจอสังหาฯ แดน “อิเหนา”


โดยพัชรพงศ์ ลิมปนะเวช
       Research กองทุนบัวหลวง
       บลจ.บัวหลวง 
       
       ปี 2557 ที่ผ่านมานับว่าเป็นปีร้อนแรงอีกปีหนึ่งของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย โดยดัชนี JCI - Jakarta Stock Exchange Composite Index ปรับเพิ่มถึง 21% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างฟิลิปปินส์ ที่ดัชนี PSE Composite Index ปรับขึ้น 21% เช่นกัน ขณะที่ SET Index ของบ้านเราให้ผลตอบแทน 16%
       
       แต่หากเจาะพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมแล้ว พบว่าอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ก็คือ ธุรกิจกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (JAKPROP) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึง 56% เป็นกอบเป็นกำ หากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในฟิลิปปินส์และไทยที่ 26% และ 25% ตามลำดับ
       
       มูลค่าหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งทะยานอย่างแรงได้สะท้อนปัจจัยบวกภายในต่างๆ ที่นักลงทุนควรจับตามอง ดังต่อไปนี้
       
       •โครงสร้างประชากร - หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีพลเมืองเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยประชากรในวัยรุ่นในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยมีประชากรอายุต่ำกว่า 24 ปี ถึง 44% ของประชากรทั้งหมดราว 250 ล้านคน (ข้อมูลจาก CIA World Factbook) สัดส่วนประชากรรุ่นเยาว์ที่มีเกือบครึ่งของคนทั้งประเทศ คือกลุ่มคนที่เข้าสู่ช่วงวัยทำงาน และมีแนวโน้มที่จะซื้อบ้านหลังใหม่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
       
       •สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มสูงขึ้น - ตั้งแต่ปี 2551-2556 สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อปีเท่ากับหรือเกิน 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ) ก้าวกระโดดจากเดิม 17% เป็น 40% ของครัวเรือนทั้งหมด
       
       •การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ - ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค มีอัตราส่วนการลงทุนต่อ GDP เพียง 2.1% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 3.6% ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องวางแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี เพื่อเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มากมายหลายด้าน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ (demand) ในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้มากขึ้นในระยะยาว
       
       •ราคาที่ดิน - ข้อมูลจาก CBRE ระบุว่า แม้ราคาที่ดินในเขตเมืองจะแพงขึ้นกว่า 20-30% ในตลอดสามปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังถูกกว่าราคาที่ดินในประเทศอื่นๆ ในย่านเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย ราคาที่ดินในตัวเมืองของอินโดนีเซียในวันนี้เฉลี่ยตารางเมตรละ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 60,000-100,000 บาทเท่านั้น
       
       •อัตราการก่อหนี้ต่ำ - สัดส่วนเงินกู้สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อ GDP ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 3.3% เมื่อสิ้นปี 2557 ขณะที่ประเทศไทยเป็น 11% นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ก็ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 17% ขณะที่ประเทศไทยสูงถึง 85%
       
       เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารชาติอินโดนีเซียจึงได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์อันร้อนแรงของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไว้แล้ว พร้อมกับปรับมาตรการควบคุมดูแลให้เข้มงวดขึ้นด้วยมาตรการ LTV Ratio (อัตราส่วนการให้สินเชื่อซื้อที่พักอาศัยเทียบกับมูลค่าบ้าน) ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2556 ด้วยเกณฑ์ 70/60/50 กล่าวคือ บ้านหลังแรก (พื้นที่มากกว่า 70 ตารางเมตร) กู้ได้สูงสุดที่ 70% ของมูลค่าบ้าน ขณะที่บ้านหลังที่ 2 และ 3 เป็นต้นไปจะกู้ได้สูงสุดที่ 60% และ 50% ของมูลค่าบ้านตามลำดับ
       
       อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียยังมีความโดดเด่นน่าสนใจเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมเดียวกันในประเทศไทย ดังนี้
       
       •อัตราส่วนในการทำกำไร - อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในอินโดนีเซียอยู่ระหว่าง 44%-65% ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในไทยซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น 32-40% สาเหตุสำคัญเป็นเพราะธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในอินโดนีเซียมักจะถือครองที่ดินเพื่อรอพัฒนาโครงการเป็นจำนวนมาก ทำให้มีภาระต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก เพราะส่วนใหญ่ก็ซื้อสะสมมาตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” นั่นเอง โดยที่ดินทั้งหมดเพียงพอที่จะรองรับโครงการใหม่ๆ ได้นานอีกหลายสิบปี ต่างกับกลุ่มผู้ประกอบการในไทยที่มักไม่ซื้อที่ดินเก็บไว้ก่อน รอจนเมื่อต้องการพัฒนาโครงการถึงค่อยหาซื้อที่ดิน ทำให้ภาระต้นทุนด้านนี้ท่วมท้น
       
       •สัดส่วนรายได้ recurring income ต่อรายได้รวม - บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซียแทบทุกรายจะมีแหล่งรายได้ประเภท recurring income เสมอ ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือค่าเช่าอาคารสำนักงาน นับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงต่อรายได้ของภาคธุรกิจที่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมีสัดส่วนรายได้ในส่วนนี้ราว 20-50% ขณะที่ผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่มักพึ่งรายได้จากยอดขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว
       
       •backlog (ยอดขายรอรับรู้รายได้จากการโอน) - จากข้อมูลปี 2557 มูลค่า backlog ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียมีมากพอที่จะบันทึกการรับรู้รายได้ตลอดปีได้นานถึงสองปี ในขณะที่ผู้ประกอบการในไทยมีน้อยรายที่จะมียอด backlog ในระดับใกล้เคียงกัน แสดงว่าธุรกิจในอินโดนีเซียมีความมั่นคงในเชิงการรับรู้รายได้มากกว่า
       
       อย่างไรก็ตาม จุดด้อยของกลุ่มธุรกิจนี้ในอินโดนีเซียก็คือ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างต่ำ โดย payout ratio เฉลี่ยอยู่ที่ราว 20% ของกำไรสุทธิเท่านั้น เมื่อเทียบกับของผู้ประกอบการในไทยที่มักจะจ่ายราว 30-50%
       
       กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซียจะยังคงน่าลงทุนต่อหรือไม่นั้น นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยทางมหภาคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย หรือมาตรการควบคุมความร้อนแรงของตลาด เป็นต้น
       
       นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทก็สำคัญไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่า backlog ของบริษัทมีคุณภาพแค่ไหน ความสามารถในการทำกำไรเป็นเช่นไร รวมทั้งมูลค่าของราคาหุ้น ซึ่งมักจะพิจารณาในแง่ของ NAV ว่าเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับผลงานในอดีตหรือคู่แข่ง