แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่

“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่
        ศูนย์ข่าวศรีราชา - “สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้านบาท ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา บนถนนสายสุขุมวิท-หนองยายบู่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ตกแต่งพร้อมอยู่สไตล์โมเดิร์น คาดปิดการขายได้ภายใน 6 เดือน เชื่อกำลังซื้อในพื้นที่ยังมีอยู่สูงแม้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว
      
       วันนี้ (17 ก.ย.) บริษัท สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ภายใต้การนำของ นายนิมิต โมนฤมิตร ประธานกรรมการบริหาร และนายวุธิพรรษ์ กังสนันที กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ได้จัดให้มีการแถลงเปิดตัวโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ณ สำนักงานขายในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าเยี่ยมชมห้องตัวอย่างที่จัดแสดง
      
       นายนิมิต กล่าวว่า บริษัท สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้ฯ ก่อตั้งมาเป็นปีที่ 6 และได้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี รวม 7 โครงการ มียอดขายรวมกว่า 4 พันล้านบาท ในปี 2558 มีแผนขยายการลงทุนเข้ามาในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี หลังพบมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐก็ยังสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาโครงข่ายสาธารณูปโภค และโครงข่ายคมนาคม เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง และเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา
“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่
        สำหรับ “พลัส คอนโด ศรีราชา” เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรู ขนาด 25 ชั้น ภายใต้งบลงทุน 1.5 พันล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนสายสุขุมวิท-หนองยายบู่ ภายใต้คอนเซ็ปต์การตกแต่ง พร้อมอยู่สไตล์โมเดิร์น เหมาะสำหรับการลงทุน หรืออยู่อาศัยด้วยตนเอง นอกจากนั้น ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้ง ออนเซ็น สระว่ายน้ำ และฟิตเนสลอยฟ้า ห้องประชุมฯลฯ โดดเด่นด้วยระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด ขณะที่ลิฟต์เฉพาะชั้นถูกควบคุมด้วยระบบคีย์การ์ด และดิจิตอล ดอร์ ล็อก ราคาเริ่มต้นที่ 2.3 ล้านบาท
      
       “แม้เราจะขยายการลงทุนเข้ามาใน จ.ชลบุรี แต่ก็ยังไม่ทิ้งการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งหลังเปิดขายในโครงการเฟสแรกได้หมด เราก็จะมองหาพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดชลบุรีในการขยายการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าโครงการนี้จะสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 20% โดยจะเริ่มลงเสาเข็มได้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และจะดำเนินการก่อสร้างในไตรมาสแรกของปี 2559 เพื่อให้แล้วเสร็จพร้อมอยู่ในไตรมาส 3 ของปี 2561”
“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่
        ขณะที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ กลุ่มนักลงทุนที่ซื้อห้องเพื่อปล่อยให้ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เช่า และกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย
      
       2 ผู้บริหารบริษัท สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้ฯ ยังเชื่อว่า จุดขายที่แข็งแก่รงด้านทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง การคมนาคมที่สะดวกสบาย และภาพรวมการตกแต่งที่ทันสมัย หรูหา สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย และชาวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีจะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่สำคัญยังมั่นใจศักยภาพการทำงานของทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมทั้งการออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังก็จะเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน
“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่

Cr.http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000105223&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

คอนโดไทยขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด "ไซมิส" ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก

คอนโดขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด"ไซมิส"ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก"แสนสิริ-บีทีเอส"ดันเดอะไลน์ขึ้นฝั่ง
"คอลลิเออร์ส" ชี้นักลงทุนจีนช็อปอสังหาฯไทยไม่หยุด แนวโน้มกำลังซื้อโตปีละ 10% สอดคล้องสถิติคนจีนทำงานในไทย 1.7 หมื่นคน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น "แสนสิริ-บีทีเอส" ชิมลางเปิดขายคอนโดฯเดอะไลน์ 2 โครงการ กวาดลูกค้าฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันอยู่หมัด เล็งบุกเปิด


บูทล่าลูกค้าจีนแผ่นดินใหญ่ "ไซมิสแอสเสท" ปิ๊งไอเดียดึงเอเย่นต์จีนเหมาซื้อคอนโดฯเจริญราษฎร์ 2 ตึก

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวนักลงทุนจีนเริ่มเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย เป็นปรากฏการณ์คึกคักมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งกลุ่มทัวร์ชาวจีนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี คาดว่าจะสูงแตะ 8 ล้านคนในปีนี้ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาจเห็นโอกาสการลงทุนคอนโดมิเนียมให้เช่าใน กทม.และหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายป้องกันปัญหาฟองสบู่อสังหาฯในประเทศ จึงออกกฎอนุญาตให้ชาวจีนซื้ออสังหาฯได้ไม่เกินคนละ 2 ยูนิต กดดันให้มีการนำเงินออกมาลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

แสนสิริ-BTS ขายเพลิน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมทุนกับชาวไทยในฐานะดีเวลอปเปอร์รายโครงการ เช่น ทีซีกรีน พระราม 9 พัฒนา 2 เฟส 1,600 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท, เดอะโพรดิจี้ เพชรเกษม 62 กว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท, มิราเคิล หัวหินกว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.8 ล้านบาท และอีกหลายโครงการในพัทยา ใช้กลยุทธ์ดึงนักลงทุนรายย่อยจีนเป็นลูกค้าหลัก 

"แต่เดิมนักลงทุนจีนมีไม่มากเพียง 10% ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ แต่เมื่อแสนสิริกับบีทีเอสร่วมมือกันนำโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต และเดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 เข้าทำตลาดชาวจีน ทำให้สัดส่วนนักลงทุนจีนเพิ่มมาเป็น 30% มีแนวโน้มว่าจะโตต่อเนื่องปีละ 10%" นายสุรเชษฐกล่าว

สอดคล้องกับสถิติจำนวนคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานระบุว่า ชาวจีนเป็นชาติอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 58 มีชาวจีนได้รับอนุญาตทำงาน 16,648 คน เทียบกับเดือน มิ.ย. 58 มี 13,565 คน ยังไม่นับรวมชาวไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง 7,004 คน 

บุกแน่ เปิดบูทจีนแผ่นดินใหญ่

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่าโครงการร่วมทุนของแสนสิริกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในปีนี้ตั้งเป้าขายคอนโดฯให้กับลูกค้าต่างประเทศ 3,000 ล้านบาท เน้นตลาดลูกค้าจีนโดยตรง ทั้งในตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ที่ผ่านมาเปิดตัวแล้ว 2 โครงการ 

"ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มีศักยภาพสูงมาก จีนมีประชากร 2,000 ล้านคน ถ้ามีเศรษฐีที่เป็นนักลงทุนเพียง 1% จะเท่ากับ 20 ล้านคนเทียบเท่า 1 ใน 3 ของประชากรไทยทีเดียว ดังนั้น ปีนี้จะได้เห็นบริษัทร่วมทุนแสนสิริกับบีทีเอสนำโครงการใหม่ไปเปิดตัวในจีนแน่นอน ขณะนี้มีเอเย่นต์ 1-2 รายแล้ว กำลังเจรจาหาเอเย่นต์เพิ่มเติม" นายอุทัยกล่าว

โดยโครงการแรก "เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต" มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท เป็นยอดจองของลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์) 1,400 ล้านบาท คิดเป็น 25% โครงการที่ 2 คือ "เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71" มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน) จองเกือบ 1,000 ล้านบาท เต็มโควตา 49% ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของห้องชุดได้ โดยทั้ง 2 โครงการสามารถปิดการขายทั้งหมดในงานพรีเซลที่ประเทศไทย

สำหรับแผนบริษัทร่วมทุนจะเปิดตัวเพิ่มในปีนี้ 4 โครงการ และมีการวางแผนเปิดพรีเซลในประเทศจีน ได้แก่ 1) เดอะ ไลน์วงศ์สว่าง 2) เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค 3) เดอะ ไลน์ เพชรบุรี 18 และ 4) คอนโดฯกลางเมืองยังไม่เปิดเผยชื่อแบรนด์

เอเย่นต์จีนเหมาไซมิสฯยกตึก

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทมีโครงการไซมิส สาทร-เจริญราษฎร์ทำเล ถ.เจริญราษฎร์ ห่างสถานี BTS สุรศักดิ์ 900 เมตร ออกแบบเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ 5 อาคาร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท รวม 800 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ไร่ เตรียมเปิดพรีเซลเดือน ต.ค.นี้ 

กลยุทธ์การขายแบ่งโควตาให้เอเย่นต์ประเทศจีนไปแล้ว 2 อาคาร มูลค่า 1,200 ล้านบาท รวมกว่า 400 ยูนิตโดยเอเย่นต์รายดังกล่าววางเงินมัดจำ 5% หรือ 60 ล้านบาทไว้กับไซมิสฯ จากนั้นจะเปิดพรีเซลช่วงเดือน ต.ค. 58 ให้กับลูกค้าชาวจีน โดยเอเย่นต์ทำการตลาดเจาะนักลงทุนปล่อยเช่า การันตีค่าเช่า 5-7% เป็นเวลา 5 ปี เมื่อมีลูกค้าจีนสนใจจะต้องวางเงินค่าทำสัญญาและเงินดาวน์งวดเดียว 25% ให้กับไซมิสฯ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นการทำตลาดที่ประกันความเสี่ยงได้ดี 

"สำหรับลูกค้าจีน แม้จะเป็นตลาดนักลงทุนซื้อไว้ปล่อยเช่า แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะชื่อเสียงพฤติกรรมอยู่อาศัยคนจีนมีภาพลักษณ์ค่อนข้างเป็นลบ อาจกระทบต่อการขายลูกค้าเรียลดีมานด์ในส่วน 51% ดังนั้น จะเลือกทำเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถแยกอาคารขายให้ชาวจีนและดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้แยกเป็นส่วนตัวได้" นายขจรศิษฐ์กล่าว


วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เปิดงานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ



        นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด พร้อมด้วย 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกันเปิดงานอภิมหกรรมบ้าน-คอนโดฯ และสินเชื่อแห่งปี "NPA & Resale Home 2015" มหกรรมอสังหาริมทรัพย์และบ้านมือสอง "Home Loan & Consumer Credit 2015" มหกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคล และงาน "Home Buyers' Expo 2015" มหกรรมเลือกซื้อบ้าน-คอนโดฯ 

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000096475&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พลัสฯ เผยคอนโดฯ ใหม่ครึ่งปีแรกราคาเฉลี่ยพุ่ง 35%

ภูมิภักดิ์ จุลมณี
        เผยภาพรวมตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ครึ่งปีแรกเปิดตัวลดลง 21% สวนทางราคาเฉลี่ยพุ่งกว่า 35% เหตุโครงการเกิดใหม่ส่วนมากจับตลาดกลาง-บนมากขึ้น แจงอัตราระบายออกซัปพลายใหม่ 61% ใกล้เคียงกับครึ่งหลังปี 57 ซึ่งมีอัตราระบายออก 60% ชี้โซนฮอตขายดีสุด พระโขนง-อ่อนนุช, รัชดา-ลาดพร้าว และจตุจักร-บางซื่อ อัตราการขยายออกสูงถึง 87% มองตลาดครึ่งปีหลังคอนโดฯ ไม่หวือหวา ส่วนคอนโดฯ หรูยังคึกคักตามกำลังซื้อลูกค้าระดับบนที่ยังดีต่อเนื่อง
       
       นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งแรกปี 58 ในกรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 44 โครงการ จำนวน 20,052 ยูนิต ลดลง 21% จากครึ่งหลังของปี 57 ซึ่งมีการเปิดตัว 56 โครงการ จำนวน 22,491 ยูนิต โดยดีมานด์ในครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 12,165 ยูนิต หรือมีอัตราการระบายออก 61% ส่วนราคาเฉลี่ยของโครงการเปิดใหม่มีการปรับเพิ่มขึ้น 35% จาก 97,000 บาท/ตารางเมตร มาเป็น 131,000 บาท/ตารางเมตร โดยช่วงราคาขายที่ 100,000-200,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) มีอัตราการขายดีที่สุดถึง 84% รองลงมา คือ มากกว่า 200,000 บาทต่อ ตร.ม. มีอัตราการขายที่ 60% ส่วนระดับราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อ ตร.ม. มีอัตราการขายน้อยที่สุดที่ 49%
       
       หากพิจารณาแบ่งตามพื้นที่ในแต่ละโซน จะพบโซนกรุงเทพฯ ชั้นกลาง เช่น พระโขนง-อ่อนนุช (ตอนต้น), รัชดา-ลาดพร้าว และจตุจักร-บางซื่อ ขายดีที่สุด ด้วยอัตราการขายสูงถึง 87% เนื่องจากเดินทางสะดวกมีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินพาดผ่าน ที่สำคัญราคาไม่สูงมากเหมือนโซนกรุงเทพฯ ชั้นใน มีตลาดเช่ารองรับอัตราผลตอบแทนจากการเช่าสูงกว่าโซนกรุงเทพฯ ชั้นใน ฐานลูกค้าไม่จำกัดเพราะมีทั้งลูกค้าที่ใช้เงินสด และเงินกู้ซื้อ เป็นผู้มีรายได้ และมีศักยภาพในการชำระหนี้ทำให้สถาบันทางการเงินยังคงสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้อย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ โซนกรุงเทพฯ ชั้นใน ได้แก่ พระราม 4-สีลม-สาทร ราชเทวี-พญาไท อโศก-เพชรบุรี และสุขุมวิทตอนต้น มีอัตราการขายที่ 60% ส่วนโซนกรุงเทพฯ ชั้นนอก เช่น บางนา ธนบุรี และ ดอนเมือง-มีนบุรี มีอัตราการขายที่ 46%
       
       อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการที่อยู่พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในแม้ไม่ได้มีอัตราการขายที่ดีที่สุด แต่มีหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จขายหมดได้ภายในไม่กี่วันหลังเปิดขาย เช่น เดอะโมนูเมนต์ สนามเป้า ของแสนสิริ นิมิต หลังสวน ของเพซ ดีเวลลอปเมนท์ คลาส สยาม และแอชตัน เรสซิเดนซ์ 41 ของอนันดา ดีเวลลอปเมนท์ เป็นต้น ซึ่งประเมินได้ว่าสถานการณ์ตลาดคอนโดฯ หรูยังเติบโตได้ดี และเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่
       
       ส่วนสาเหตุที่ทำให้อัตราการขายโดยรวมไม่สูงมากน่าจะมีสาเหตุมาจากบางโครงการที่เปิดขายมาแล้วสินค้าไม่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นขนาดของห้องชุด การเลือกใช้วัสดุ หรือการออกแบบ หรือชื่อเสียงของผู้ประกอบการ เป็นต้น ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีความละเอียดมากขึ้นในการเลือกซื้อคอนโดมิเนียม ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องทำการบ้านให้เป็นอย่างดีก่อนจะนำเสนอโครงการออกขาย หากทำแล้วตอบโจทย์ก็จะขายหมดโดยเร็วเหมือนอย่าง 4-5 โครงการข้างต้น
       
       นายภูมิภักดิ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมครึ่งปีหลัง คาดว่า ยังคงไปได้แต่ไม่หวือหวา เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่มีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม โครงการระดับราคาสูงน่าจะขายดีที่สุด เนื่องจากลูกค้ายังมีกำลังซื้อ และความต้องการเพิ่มต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการลงทุนระยะยาว และซื้อไว้เพื่อเป็นมรดก รวมถึงโครงการที่อยู่ในโซนนี้เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีความต้องการของการอยู่อาศัยจริง และการซื้อเก็บไว้ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ การออกแบบโครงการต้องสอดคล้องต่อความต้องการในแต่ละโซน เพราะโซนที่เป็นที่นิยมของการเช่า และโครงการที่เป็นที่นิยมของเจ้าของอยู่อาศัยเองจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้าผู้ประกอบการทำโครงการออกมาตอบโจทย์ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะประสบความสำเร็จ 

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000088368&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ห้ามพลาด! งาน CITI CONDO EXPO ลดกระหน่ำคอนโดกว่า 100 โครงการ 2,000 ยูนิต

มองไปทางไหนก็เห็นแต่คอนโดหรูผุดขึ้นทั่วเมือง ตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคก็มีมากและหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย(สำหรับบางคน) สวนทางกับภาพมโนคติคอนโดในฝัน ที่ต้องใกล้เส้นรถไฟฟ้า วิวสวยงาม เดินทางไปมาสะดวก หรืออยู่ในย่านธุรกิจได้ก็ยิ่งได้เฮสองเด้ง แต่เอ... สเป็กสูงขนาดนี้ กับงบประมาณที่มีอยู่ในมือ มันจะสมดุลกันมั้ย หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ได้ข้อมูลที่ตรงใจ แถมสร้างความสับสนมากขึ้น เอาล่ะ ทุกกอย่างจะง่ายขึ้น เพราะตอนนี้มีงานที่จะตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาคอนโด ชนิดที่เรียกว่างานเดียวครบ! และตอบทุกคำถามคาใจ พร้อมรวบรวมคอนโดบนทำเลเอาไว้กว่า 100 โครงการ 2,000 ยูนิต ทั่วกรุงเทพ ในดีลราคาพิเศษที่หาจากที่ไหนไม่ได้แน่นอน ในงาน CITI CONDO EXPO by BC ซึ่งเปิดซิงจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคมนี้ ที่ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน
สำหรับมือใหม่ที่กำลังมองหาคอนโดเพื่อซื้อลงทุนเก็งกำไร หรืออยู่อาศัย แต่ตัวเลือกและโปรโมชั่นที่ยังไม่โดนใจ งานนี้สามารถตอบโจทย์ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภายในงานตั้งอยู่ลานแฟชั่น ชั้น 1 สยามพารากอน แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็จัดวางโซนเอาไว้ชัดเจน โดยแบ่งตามราคากำลังซื้อ เรียกว่างบประมาณในใจมีเท่าไหร่ ดิ่งตรงไปโซนนั้นได้ทันที 


แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะเอ๋อ หรือทำอะไรไม่ถูก เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละโซนเยอะและข้อมูลแน่น มือใหม่รับรองว่าได้ข้อมูลแบบครบถ้วนกระบวนความ ใครที่กำลังงบข้อมูลในมหาสมุทรบนเว็บไซต์ มางานนี้งานเดียว ย่อทุกโครงการทั่วกรุงเทพมาไว้ในงานเดียว โดยโซนในงานแบ่งออกเป็น 4 โซน ดังนี้

โซน งบ 3 ล้านบาท รวมทุกโครงการยอดนิยมที่อยู่ในเส้นรถไฟฟ้า BTS - MRT ลดกระหน่ำตั้งแต่ 100,000-370,000 บาท เช่นแอสปาย สุขุมวิท, แอสปาย สาทร-ตากสิน, 
โซน งบ 5 ล้านบาท สามารถหาซื้อคอนโดดีลราคาพิเศษและเป็นมัลติคอนเนคชั่น ติดทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน, รถไฟฟ้าบนดินและแอร์พอตลิงค์ (ARL) อาทิ ริธึ่ม อโศก (RHYTHM Asoke), ไลฟ์ รัชดาภิเษก (Life Ratchadapisek) ได้ตั้งแต่ราคา 3.5 ล้านบาท ไปจนถึง 7.7 ล้านบาท พร้อมย่านทำเลที่ต้องโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน
โซน งบ 9 ล้านบาท เบส อินเวสเมนต์ เช่น ริธึ่ม สาทร (Rhythm Sathorn), ริธึ่ม สุขุมวิท 36-38 (Rhythm 36-38), ริธึ่ม รางน้ำ (Rhythm Rangnam) และโซนสุดท้าย ซูเปอร์พรีเมี่ยม รวม 24 โครงการระดับไฮเอนด์ของกรุงเทพฯที่มีกำลังซื้อสูง ราคาตั้งแต่ 15.41 ล้าน-51.27 ล้าน อาทิ นิมิต หลังสวน (Nimit Lungsuan), มหานคร (Mahanakorn), เดอะ เทอร์ทีไนน์ สุขุมวิท 39 (The XXXIX Sukhumvit 39) โดยทั้ง 4 โซนถูกแบ่งออกมาเพื่อให้สามารถเลือกสเป็กและงบประมาณได้แบบตรงความต้องการจริงๆ
ไม่เพียงเท่านี้ หากสนใจหรืออยากดูห้อง ก็สามารถไปดูห้องจริงๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ ใครก็ตามที่กำลังมองหาคอนโดราคาโดนๆ ในทำเลดีๆ ที่ต้องการ อย่าชะล่าใจ เพราะหากหมดงาน CITI CONDO EXPO by BC ไปแล้ว โปรโมชั่นแรงๆ ราคาแบบนี้อาจไม่มีให้เห็นแล้วก็ได้

ด้าน ขยล ตันติชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพ ซิตี้สมาร์ท จำกัด บริษัทผู้นำที่ปรึกษาด้าน การซื้อ ขาย เช่า และลงทุนอสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมืองในเครือเอพี เปิดเผยว่า 

"ไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยทั้ง คนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างให้การยอมรับการอยู่ในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งกว่า 85% ของคอนโดพร้อมอยู่เป็นเรียลดีมานด์ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง อีก 15% ลงทุน เพื่อให้เช่า และเพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ที่เกิดขึ้นจริงในตลาด บีซี ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท จัดงาน CITI CONDO EXPO by BC โดยการคัดสรรคอนโดมิเนียมจำนวนกว่า 2,000 ยูนิต จาก 100 โครงการ บนทำเลที่ดีที่สุดจากทั่วกรุงเทพฯ มาให้เลือกซื้อ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของการอยู่อาศัยในเมืองภายใต้สโลแกน ลดทุกยูนิต ต่อติดชีวิตเมือง"
"โดยทุกโครงการที่ บีซี เลือกมาภายในงานนั้น นอกจากเรื่องทำเลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่อยู่อาศัยแล้ว เรื่องงบประมาณก็ยังเป็นโจทย์สำคัญอีกประการหนึ่ง ผมมองว่าคอนโดมิเนียมเป็นทางออกของคนที่ต้องการที่อยู่อาศัยในเมือง และผมเชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนได้มาภายในงาน CITI CONDO EXPO by BC จะได้พบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่คุณต้องการ ว่าโครงการไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์และเหมาะกับงบประมาณในกระเป๋าของคุณมากที่สุด ซึ่งที่นี้เรามีทีมงาน พร็อพเพอร์ตี้ คอนเซาท์แทนท์ (Property Consultant) ที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องอสังหาฯ ที่สำคัญทุกคนสามารถตอบคำถามของคุณได้หมดแบบมืออาชีพ และมีเพียงพอต่อผู้เข้าชมงานอย่างแน่นอนครับ" คุณขยล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับการจัดงาน CITI CONDO EXPO by BC พบคอนโดฮอตบนทำเลฮิตกว่า 100 โครงการ รวม 2,000 ยูนิต จากทั่วกรุงเทพฯ พร้อมโปรโมชั่นสุดแรงแห่งปี ลดทุกยูนิต ต่อติดชีวิตเมือง พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดกว่าล้านบาท สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ที่กำหนดรวมมูลค่าสูงสุดในแต่ละวันภายในงาน รับ MacBook Air รุ่น 13 นิ้ว ขนาด 128 GB มูลค่า 34,900 บาท จำนวน 1 เครื่อง หรือเมื่อจองยูนิตรีเซลในงานรับ Paragon Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท และยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมายจากพันธมิตรทางการเงิน พร้อมร่วมฟังสัมมนาเรื่อง "ซื้อคอนโดอย่างไรไม่ให้เสี่ยง" โดยกูรูอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง "Mr.Oe" จาก Thinkofliving.com ฟรี

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บีทีเอส-แสนสิริ ประกาศแผนร่วมทุน 5 ปี ผุดคอนโดฯ 25 โครงการ มูลค่ากว่าแสนล้าน


        บีทีเอส - แสนสิริ ประกาศแผนร่วมทุนระยะ 5 ปี ทุ่มเกือบ 70,000 ล้านบาท ผุดคอนโดฯ 25 โครงการ มูลค่าโครงการกว่า 1 แสนล้านบาท ปี 58 เปิดอีก 5 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท หลังเดอะ ไลน์ จตุจักร มูลค่า 5,700 ล้านบาท ประสบความสำเร็จปิดการขายภายในวันเดียว ด้านบีทีเอสเผยเตรียมลงทุนอาคารสำนักงาน 2 แห่ง โรงแรมอีก 1 แห่งย่านกลางเมือง มูลค่าเกือบ 15,000 ล้านบาท ขณะที่แสนสิริ รับปีนี้ชะลอลงทุนคอนโดฯ เผยยอดขายครึ่งปี 1.55 หมื่นล้าน
       
       นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในระยะยาวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ มีแผนร่วมมือกันเปิดโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบริษัทบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยปีนี้เปิดคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 1 โครงการ มูลค่า 5,700 ล้านบาท
       
       “หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คือ ปีนี้เปิดขายครบ 6 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท ก็จะให้บริษัทฯ รับรู้กำไรตามสัดส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับแสนสิริเข้ามาในปี 2561 ประมาณ 1,000 ล้านบาท” นายคีรี กล่าว
       
       นอกจากการร่วมทุนกลับแสนสิริเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว บีทีเอส ยังมีแผนลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า หรือสร้างรายได้ระยะยาว เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม เป็นต้น โดยปีนี้จะพัฒนา 2 โครงการ ได้แก่ ทำเลพญาไท เนื้อที่ 5 ไร่ พัฒนาเป็นโรงแรม และอาคารสำนักงาน มูลค่าโครงการราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมมือทางธุรกิจ หลังจากที่บีทีเอสเข้าไปถือหุ้นในบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) (U) หรือเอ็น-พาร์คเดิมในสัดส่วน 35% และโครงการสำนักงานอีก 1 แห่ง ย่านจตุจักร ติดกับโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร บีทีเอสจะพัฒนาเอง บนเนื้อที่ 11 ไร่ มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท โดยบางส่วนจะใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของบีทีเอส กรุ๊ป ที่เหลือปล่อยเช่า
       
       “ทั้ง 2 โครงการจะช่วยเพิ่มรายได้ระยะยาวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะสร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และสม่ำเสมอให้แก่บีทีเอสในอนาคต โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ในครึ่งหลังปีนี้ นอกจากนี้ บีทีเอสยังมีแผนพัฒนาโรงแรม และสำนักงานอย่างต่อเนื่อง” นายคีรี กล่าว
       
       นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะนำที่ดินที่เหลืออยู่ 400 ไร่ ในโครงการ ธนาซิตี้ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ ถ.บานา-ตราด กม.14 มาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ใช้ระยะเวลาในการพัฒนา 4 ปี อยู่ระหว่างการจัดแผน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ปัจจุบัน บีทีเอส ยังมีที่ดินที่รอการพัฒนาอีกกว่า 1,800 ไร่ มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท
       
       สำหรับผลการดำเนินงานของบีทีเอสในงวดปี 58/59 (เม.ย.58-มี.ค.59) คาดว่าจะดีกว่างวดเดียวกันปีก่อนที่บริษัทฯ มีรายได้รวม 23,000 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการให้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งงวดปีนี้คาดว่ารายได้จากสายธุรกิจขนส่งมวลชนจะโตประมาณ 6-8% โดยในรายได้ก้อนดังกล่าวนี้เป็นการเติบโตของรายได้ให้บริการเดินรถ 2% และยอดผู้โดยสารที่คาดว่าจะโต 4-6% จากงวดเดียวกันปีก่อน
       
       นายคีรี กล่าวต่อว่า ภาพรวมเศรษฐกิจตอนนี้ค่อนข้างฝืด จึงหวังว่ารัฐบาลจะมีโครงการใหม่ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งในส่วนของบีทีเอสได้เสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางไปยังรัฐบาลเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเส้นทางที่บริษัทสนใจลงทุนคือ เส้นทางขอนแก่น-แหลมฉบัง ระยะทาง 500 กิโลเมตร เป็นรถไฟทางคู่ มูลค่าลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้ BTS เข้ามา
       
       แสนสิริชะลอลงทุนคอนโดฯ
       
       ด้าน นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า ที่ผ่านมา แสนสิริได้รับการยอมรับด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี โดยลูกค้ากว่า 90-99% เป็นชาวไทย แต่การร่วมทุนกับบีทีเอส สะท้อนให้เห็นศักยภาพในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทสามารถปิดการขายโครงการ เดอะ ไลน์ จตุจักร - หมอชิต ได้ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ โดยมีลูกค้าต่างชาติทั้งในฮ่องกง และจีนให้ความสนใจโครงการ และเข้าร่วมงานโรดโชว์จำนวนมากมียอดขายสูงถึง 200 ยูนิต และมีสัดส่วนยอดขายชาวต่างชาติถึง 40% โดยเฉพาะที่ฮ่องกงซึ่งคุณคีรี นับเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวฮ่องกงเป็นอย่างดี จนส่งผลให้สามารถสร้างยอดขายโครงการจากลูกค้าต่างชาติได้จำนวนมาก และปิดการขายได้ภายในวันเดียว
       
       ทั้งนี้ จากความสำเร็จดังกล่าวทำ ให้บริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้งฯ มีแผนพัฒนาโครงการเดอะ ไลน์ อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนลงทุนพัฒนาคอนโดฯ เพิ่มอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นแบรดน์เดอะไลน์ 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71, เดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง, เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค, เดอะ ไลน์ เพชรบุรี 18 และอีกหนึ่งคอนโดมิเนียมกลางเมือง
       
       สำหรับการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริ ปีนี้มีการเปิดตัวเพียงโครงการเดียว คือ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า มูลค่า 1.5 ล้านบาท ปิดการขายแล้ว เนื่องจากรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเปิดโครงการใหม่แต่เหมาะสำหรับการซื้อที่ดินเข้ามาเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะขยายการลงทุนได้ตลอดเวลา แต่ต้องให้สถานการณ์เศรษฐกิจ และภาวะตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขาย 15,500 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้ 5,700 ล้านบาท เป็นยอดขายของบริษัทร่วมทุน จากเป้าหมายยอดขายทั้งปี 33,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีสต๊อกบ้านเหลือขายพร้อมอยู่ มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท สามารถสร้างยอดขาย และรับรู้รายได้ในปีนี้
       

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“ฮาบิแทท ไฟว์” รุกแนวสูงเมืองพัทยายันคอนโดฯ หรูยังมีช่องแม้ตลาดซบเซา

“ฮาบิแทท ไฟว์” รุกแนวสูงเมืองพัทยายันคอนโดฯ หรูยังมีช่องแม้ตลาดซบเซา
ชนินทร์ วงนิชงวศ์
        น้องใหม่อสังหาฯ “ฮาบิแทท ไฟว์” เปิดแนวรบคอนโดฯ บุกเมืองพัทยา ปักหมุดนาจอมเทียน พัทยา ผุดคอนโดฯ โลว์ไรส์หรู “X2 Vibe PattayaSeaphere” มูลค่า 300 ล้านบาท มั่นใจศักยภาพพัทยายังดี พร้อมผนึกแบรนด์ครอสทู บริหารโครงการการรันตีผลตอบแทนค่าเช่า 7% ต่อปี ตั้งเป้ายอดขายรวมปีนี้ 500 ล้านบาท เผยแผนลงทุน 2-3โครงการต่อปี เน้นเจาะตลาดหรู แอสเซท ไวส์” ส่งคอนโดฯ “เอชทู” เฟส 2 
      
       นายชนินทร์ วงนิชงวศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท ไฟว์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากการซื้อห้องชุดใน กทม.เพื่อการลงทุน รวมถึงการซื้อบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ในโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ใน กทม. เพื่อนำมารีโนเวตเพิ่มมูลค่า และขายต่อกว่า 80 ยูนิต ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ในช่วงที่ 10 ปีผ่านมา จึงตัดสินใจนำเงินมาลงทุนเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยก่อนหน้านี้ บริษัท ได้เข้าเทกโอเวอร์โครงการเดอะ วิลล์ จอมเทียน มูลค่ารวม 600 ล้าน ซึ่งเดิมเป็นโครงการบ้านเดี่ยวราคา 3-4 ล้านบาท มาปรับแบบเป้นโครงการพูลวิลล่า ขายในราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ปรากฏว่า ได้ผลตอบรับดีเกินคาดสามารถปิดการขายแล้ว โดยโครงการดังกล่าวจะสร้างเสร็จภายในต้นไตรมาส 4 ปีนี้
      
       ล่าสุด ทางบริษัทได้เปิดตัว ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สุดหรูติดนาจอมเทียน มูลค่าโครงการราว 300 ล้านบาท โดยโครงการตั้งบนเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ เป็นอาคารสูง 8 ชั้น มีจำนวน 65 ยูนิต รวมชั้นจอดรถแล้วห่างจากชายหาดเพียง 100 เมตร ตกแต่งพร้อมอยู่ มีห้องพักให้เลือก 2 ประเภท คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 29-35 ตารางเมตร จำนวน 53 ห้อง ราคาเริ่มต้นที่ 2.84 ล้านบาท และแบบ 1 ห้องนอน พลัส ราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 2 ปี 2560
      
       “แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะชะลอตัวในบางพื้นที่ แต่พัทยาโดยเฉพาะโครงการที่ติดชายหาดมีไม่มาก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่าน มีโครงการเปิดขายประมาณ 5 โครงการ และราคาขายเริ่มต้นที่ 7 ล้านบาทขึ้นไป การที่บริษัทพัฒนาโครงการดังกล่าวเชื่อว่าด้วยโปรดักต์ และราคาที่ขายซึ่งเซกเมนต์กลุ่มนี้มีไม่มาก จึงมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้”
      
       ทั้งนี้ ลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนทางบริษัทฯ มีโปรแกรม Rental Management Program การันตีผลตอบแทนค่าเช่าที่ 7% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยการบริหารการเช่านั้นบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้ลูกค้า และจ่ายผลตอบแทนให้ทุกเดือน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรับความเสี่ยงในช่วงที่ไม่มีผู้เช่า
      
       “ทั้งนี้ โครงการ “X2 Vibe PattayaSeaphere” บริษัทได้เปิดขายอย่างไม่เป็นทางการให้แก่ลูกค้าเก่า ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมียอดขายแล้ว 50% หรือประมาณ 31 ยูนิต โดยจำนวนนี้เป็นต่างชาติ 20% ทั้งนี้ ทางบริษัทจะเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทมีแผนจะเปิดตัวอีก 1 โครงการ ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ในลักษณะพูลวิลล่า บนพื้นที่ 10 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 700-800 ล้านบาท ราคาขายประมาณ 10 ล้านบาทบวก/ลบ ซึ่งเป็นไปตามแผนของบริษัทที่จะพัฒนาโครงการปีละ 2-3 โครงการ โดยทั้งงบซื้อที่ดินประมาณ 15-20% ขอองมูลค่าโครงการ ซึ่งปีนี้ซื้อที่ดินไปกว่า 150 ล้านบาท สำหรับยอดขายรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ปะมาณ 500 ล้านบาท โดยปีที่แล้วอยู่ที่ 200 ล้านบาท
      
       ** “แอสเซท ไวส์” ลุยต่อ “เอชทู” เฟส 2
      
       นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้ส่งโครงการ “H2” (เอชทู) คอนโดมิเนียมบนทำเลซอยรามอินทรา 21 ในเฟสแรก ซึ่งมียอดจองโครงการ 100% และการก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนกันยายนศกนี้ ล่าสุด บริษัทฯได้ลงทุนพัฒนาโครงการ “H2” (เอชทู) เฟส 2 รูปแบบโลว์ไรส์ จำนวน 8 ชั้น มูลค่าโครงการ 280 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 อาคาร รวม 154 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท พิเศษสุดสำหรับผู้สนใจจองคอนโดฯ “เอชทู” (H2) ตั้งแต่วันนี้-19 ก.ค.ศกนี้ รับเพิ่มฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า 10 ชิ้น

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000073961&Keyword=%cd%ca%d1%a7%cb%d2

ส่องธุรกิจอสังหาฯ แดน “อิเหนา”


โดยพัชรพงศ์ ลิมปนะเวช
       Research กองทุนบัวหลวง
       บลจ.บัวหลวง 
       
       ปี 2557 ที่ผ่านมานับว่าเป็นปีร้อนแรงอีกปีหนึ่งของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย โดยดัชนี JCI - Jakarta Stock Exchange Composite Index ปรับเพิ่มถึง 21% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างฟิลิปปินส์ ที่ดัชนี PSE Composite Index ปรับขึ้น 21% เช่นกัน ขณะที่ SET Index ของบ้านเราให้ผลตอบแทน 16%
       
       แต่หากเจาะพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมแล้ว พบว่าอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ก็คือ ธุรกิจกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (JAKPROP) ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึง 56% เป็นกอบเป็นกำ หากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในฟิลิปปินส์และไทยที่ 26% และ 25% ตามลำดับ
       
       มูลค่าหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งทะยานอย่างแรงได้สะท้อนปัจจัยบวกภายในต่างๆ ที่นักลงทุนควรจับตามอง ดังต่อไปนี้
       
       •โครงสร้างประชากร - หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีพลเมืองเป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นประเทศที่มีอายุเฉลี่ยประชากรในวัยรุ่นในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยมีประชากรอายุต่ำกว่า 24 ปี ถึง 44% ของประชากรทั้งหมดราว 250 ล้านคน (ข้อมูลจาก CIA World Factbook) สัดส่วนประชากรรุ่นเยาว์ที่มีเกือบครึ่งของคนทั้งประเทศ คือกลุ่มคนที่เข้าสู่ช่วงวัยทำงาน และมีแนวโน้มที่จะซื้อบ้านหลังใหม่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
       
       •สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ปานกลางเพิ่มสูงขึ้น - ตั้งแต่ปี 2551-2556 สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลาง (รายได้ต่อปีเท่ากับหรือเกิน 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ) ก้าวกระโดดจากเดิม 17% เป็น 40% ของครัวเรือนทั้งหมด
       
       •การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ - ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค มีอัตราส่วนการลงทุนต่อ GDP เพียง 2.1% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 3.6% ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องวางแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี เพื่อเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มากมายหลายด้าน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ (demand) ในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยให้มากขึ้นในระยะยาว
       
       •ราคาที่ดิน - ข้อมูลจาก CBRE ระบุว่า แม้ราคาที่ดินในเขตเมืองจะแพงขึ้นกว่า 20-30% ในตลอดสามปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังถูกกว่าราคาที่ดินในประเทศอื่นๆ ในย่านเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย ราคาที่ดินในตัวเมืองของอินโดนีเซียในวันนี้เฉลี่ยตารางเมตรละ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 60,000-100,000 บาทเท่านั้น
       
       •อัตราการก่อหนี้ต่ำ - สัดส่วนเงินกู้สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อ GDP ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 3.3% เมื่อสิ้นปี 2557 ขณะที่ประเทศไทยเป็น 11% นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ก็ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 17% ขณะที่ประเทศไทยสูงถึง 85%
       
       เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารชาติอินโดนีเซียจึงได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์อันร้อนแรงของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไว้แล้ว พร้อมกับปรับมาตรการควบคุมดูแลให้เข้มงวดขึ้นด้วยมาตรการ LTV Ratio (อัตราส่วนการให้สินเชื่อซื้อที่พักอาศัยเทียบกับมูลค่าบ้าน) ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2556 ด้วยเกณฑ์ 70/60/50 กล่าวคือ บ้านหลังแรก (พื้นที่มากกว่า 70 ตารางเมตร) กู้ได้สูงสุดที่ 70% ของมูลค่าบ้าน ขณะที่บ้านหลังที่ 2 และ 3 เป็นต้นไปจะกู้ได้สูงสุดที่ 60% และ 50% ของมูลค่าบ้านตามลำดับ
       
       อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียยังมีความโดดเด่นน่าสนใจเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมเดียวกันในประเทศไทย ดังนี้
       
       •อัตราส่วนในการทำกำไร - อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในอินโดนีเซียอยู่ระหว่าง 44%-65% ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในไทยซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น 32-40% สาเหตุสำคัญเป็นเพราะธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ในอินโดนีเซียมักจะถือครองที่ดินเพื่อรอพัฒนาโครงการเป็นจำนวนมาก ทำให้มีภาระต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก เพราะส่วนใหญ่ก็ซื้อสะสมมาตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” นั่นเอง โดยที่ดินทั้งหมดเพียงพอที่จะรองรับโครงการใหม่ๆ ได้นานอีกหลายสิบปี ต่างกับกลุ่มผู้ประกอบการในไทยที่มักไม่ซื้อที่ดินเก็บไว้ก่อน รอจนเมื่อต้องการพัฒนาโครงการถึงค่อยหาซื้อที่ดิน ทำให้ภาระต้นทุนด้านนี้ท่วมท้น
       
       •สัดส่วนรายได้ recurring income ต่อรายได้รวม - บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซียแทบทุกรายจะมีแหล่งรายได้ประเภท recurring income เสมอ ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือค่าเช่าอาคารสำนักงาน นับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงต่อรายได้ของภาคธุรกิจที่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจอย่างสูง โดยมีสัดส่วนรายได้ในส่วนนี้ราว 20-50% ขณะที่ผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่มักพึ่งรายได้จากยอดขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว
       
       •backlog (ยอดขายรอรับรู้รายได้จากการโอน) - จากข้อมูลปี 2557 มูลค่า backlog ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียมีมากพอที่จะบันทึกการรับรู้รายได้ตลอดปีได้นานถึงสองปี ในขณะที่ผู้ประกอบการในไทยมีน้อยรายที่จะมียอด backlog ในระดับใกล้เคียงกัน แสดงว่าธุรกิจในอินโดนีเซียมีความมั่นคงในเชิงการรับรู้รายได้มากกว่า
       
       อย่างไรก็ตาม จุดด้อยของกลุ่มธุรกิจนี้ในอินโดนีเซียก็คือ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างต่ำ โดย payout ratio เฉลี่ยอยู่ที่ราว 20% ของกำไรสุทธิเท่านั้น เมื่อเทียบกับของผู้ประกอบการในไทยที่มักจะจ่ายราว 30-50%
       
       กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซียจะยังคงน่าลงทุนต่อหรือไม่นั้น นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยทางมหภาคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย หรือมาตรการควบคุมความร้อนแรงของตลาด เป็นต้น
       
       นอกจากนี้ ปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทก็สำคัญไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่า backlog ของบริษัทมีคุณภาพแค่ไหน ความสามารถในการทำกำไรเป็นเช่นไร รวมทั้งมูลค่าของราคาหุ้น ซึ่งมักจะพิจารณาในแง่ของ NAV ว่าเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับผลงานในอดีตหรือคู่แข่ง

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คอนโดวิวแม่น้ำแตกทำเลราม3-ท่าน้ำนนท์ "พฤกษา-ศุภาลัย-มั่นคง"แข่งโกยลูกค้าเซ็กเมนต์1-2ล้าน/ยูนิต

ดีเวลอปเปอร์ชี้เทรนด์คอนโดฯวิวแม่น้ำ ขยายพื้นที่จากในเมืองออกกรุงเทพฯชั้นกลาง-ต่างจังหวัด จับตลาดเซ็กเมนต์ชนชั้นกลางราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1-2 ล้านบาท "พฤกษาฯ" เปิดตัวเดอะทรี เอลิแกนซ์ฯ ใกล้ท่าน้ำนนท์ เพิ่มจุดขายให้พื้นที่ส่วนกลางเยอะ ปิดยอดขาย 2 วันแรกเกือบ 300 ยูนิต "ซีเอ็มซี-ศุภาลัย-มั่นคงฯ" ปักหมุดโซนพระราม 3-สะพานพระราม 8 "เพอร์เฟค-ริชี่เพลซ"โกยยอดขายคอนโดฯสะพานพระนั่งเกล้าไปแล้ว 50-70%

ผู้สื่อข่าวสำรวจการเปิดตัวคอนโดมิเนียมที่มีจุดขายเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาหรืออยู่ริมน้ำพบความเปลี่ยนแปลงเรื่องทำเลจากปีที่ผ่านมาเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมืองได้แก่สาทร เจริญกรุง และเจริญนคร ราคาตารางเมตรละ 2-3 แสนบาทหรือ ยูนิตละ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ด้วยที่ดินที่หายากขึ้นทุกวัน มาปีนี้ได้เกิดปรากฏการณ์ขยายพื้นที่พัฒนาคอนโดฯวิวแม่น้ำเจ้าพระยาออกมาในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นกลาง และจังหวัดนนทบุรีมากขึ้น เช่น โซนติวานนท์ พระราม 3 สะพานพระนั่งเกล้า บางอ้อ บางพลัด ฯลฯ จับลูกค้าชนชั้นกลาง ราคาเริ่มต้นยูนิตละกว่า 1-2 ล้านบาท

พฤกษ"ฯรุกทำเลท่าน้ำนนท์

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์เทรนด์การเปิดตัวคอนโดฯวิวแม่น้ำ จะขยายออกมาในพื้นที่กรุงเทพฯรอบนอกและจังหวัดนนทบุรี จากเดิมกระจุกตัวอยู่ในเมืองเพียงไม่กี่ทำเล โดยเฉพาะทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างด้วย เชื่อว่าจะเป็นที่นิยม

ล่าสุด 13-14 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวคอนโดฯ "เดอะทรี เอลิแกนซ์ ติวานนท์" วิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงท่าน้ำนนท์ สูง 42 ชั้น จำนวน 1,336 ยูนิต ห้องชุดแบบสตูดิโอ 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 22-48.5 ตารางเมตร เริ่มต้นยูนิตละ 1.39 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท

จุดขายมี 3 ส่วนคือ 1) เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงท่าน้ำนนท์ 2) ใกล้รถไฟฟ้าสถานีกระทรวงสาธารณสุขและสถานีติวานนท์ และ 3) เน้นสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการพื้นที่รวม 4-5 พันตารางเมตร เช่น ห้องเล่นพูล สระว่ายน้ำบนดาดฟ้า สกายเลานจ์ สกายวอล์กเวย์ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเปิดตัวโครงการเดอะทรี เอลิแกนซ์ ติวานนท์ 13-14 มิถุนายนที่ผ่านมา สามารถปิดยอดขายได้เกือบ 300 ยูนิต หรือ 70% ของห้องชุดที่เปิดขายส่วนแรกประมาณ 400 ยูนิต ปัจจุบันจัดโปรโมชั่นส่วนลดวันโอน 1 หมื่นบาท และแถมซัมซุง กาแล็คซี่ แท็บเอ มูลค่ากว่า 1 หมื่นบาท

ศุภาลัย-CMC-มั่นคงฯลุย

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย เปิดเผยว่า มีแผนเปิดตัวคอนโดฯริมน้ำในโซนพระราม 3 ราคาขายตารางเมตรละ 8-9 หมื่นบาท ในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2559 หลังจากโครงการศุภาลัย พรีมา ริวาพระราม 3 ขายได้ 100% และอยู่ระหว่างโอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการในทำเลใกล้เคียงกัน หากยอดขายดีก็จะเปิดตัวคอนโดฯริมน้ำต่อเนื่องช่วงปลายปีนี้

ทั้งนี้ จากประสบการณ์พัฒนาคอนโดฯริมน้ำในย่านเจริญนครและพระราม 3 แล้ว 4 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าซื้ออยู่จริง อยู่อาศัยเป็นครอบครัว จึงควรมีที่จอดรถเกิน 100% ของจำนวนห้องชุด เพราะทำเลไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า และควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าปกติ เช่น มีสวนพักผ่อนมากกว่า 1 จุด ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ บมจ.เจ้าพระยามหานคร (ซีเอ็มซี) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเปิดตัวโครงการชาโตว์ อินทาวน์ พระราม 8 คอนโดฯวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสูง 13 ชั้น จำนวน 506 ยูนิต แบบ 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 28-70 ตารางเมตร ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2.1 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 7.5 หมื่นบาท มียอดขาย 85% ส่วน บมจ.มั่นคงเคหะการ เตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดฯวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้สะพานพระราม 8 ในครึ่งปีหลัง เป็นตึกสูง 13 ชั้น รวม 300 ยูนิต ราคาเฉลี่ยยูนิตละ 2.4 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 730 ล้านบาท

เมโทรฯ-ราชพาร์คขาย 50-70%

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า เห็นด้วยว่าปัจจุบันเทรนด์การพัฒนาคอนโดฯริมน้ำขยายออกมารอบนอกมากขึ้น เนื่องจากโครงการริมน้ำย่านสาทร เจริญกรุง มีราคาสูงตารางเมตรละ 2-3 แสนบาท ปีที่ผ่านมาเพอร์เฟคจึงเปิดโครงการเมโทรลักซ์ ริเวอร์ฟร้อนท์ รัตนาธิเบศร์ มูลค่าโครงการ 1.6 พันล้านบาท อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพระนั่งเกล้า และใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีไทรม้า

จุดขายคือที่ดินมีหน้ากว้างติดแม่น้ำเจ้าพระยา 120 เมตร และออกแบบสระว่ายน้ำอยู่ใกล้ริมน้ำ ปัจจุบันราคาขายตารางเมตรละ 7 หมื่นบาท มียอดขาย 50% จากทั้งหมดกว่า 800 ยูนิต

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ริชี่เพลซ (2002) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการริชพาร์ค@เจ้าพระยา บริเวณเชิงสะพานพระนั่งเกล้า ห่างสถานีไทรม้า 80 เมตร เป็นตึกสูง 33 ชั้น จำนวน 633 ยูนิต ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละกว่า 6 หมื่นบาท เห็นวิวแม่น้ำได้ตั้งแต่ชั้น 8 ปัจจุบันมียอดขาย 70% โดยเฉพาะห้องชุดด้านที่เห็นวิวแม่น้ำ ถึงแม้ราคาสูงกว่าด้านซิตี้วิวเฉลี่ยตารางเมตรละ 8 พันบาท แต่ขายเกือบหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวสำรวจโครงการคอนโดฯวิวแม่น้ำตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ พบว่ามียอดขายดี ได้แก่ 1) โครงการเดอะทรี ริโอ บางอ้อสเตชั่น จำนวนกว่า 1.4 พันยูนิต ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพระราม 7 ห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 28 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.95 ล้านบาท เปิดตัวปลายปี 2557 มียอดขายแล้วกว่า 85% เตรียมเปิดขายห้องชุดที่เหลืออีก 15% สุดท้ายปลายเดือนมิถุนายน 2558

และ 2) โครงการบริกซ์ บางพลัด ของบริษัท มีสไตล์ เอสเตท จำกัด เปิดตัวเดือนมีนาคม 2558 เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานกรุงธน จำนวน 560 ยูนิต แบบสตูดิโอพื้นที่ใช้สอย 22 ตารางเมตร ราคายูนิตละ 1.59 ล้านบาท เคลมว่าขายหมด 100%



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”


เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดการสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ” มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 คน 
      
       วันนี้ (25 มิ.ย.) บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดการสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ” โดยช่วงแรกจะเป็นการรายงานผลสำรวจตลาดบ้านสงขลาครึ่งแรกปี 2558 โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       ดร.โสภณ ได้นำเสนอผลการศึกษาล่าสุดในนครหาดใหญ่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์มี 228 โครงการ 15,598 หน่วย รวมมูลค่า 44,767 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วหน่วยละ 2.87 ล้านบาท ยังเหลือขายอยู่เพียง 2,458 หน่วย
      
       ในการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งปี 2557 พบว่า มีเปิดตัวน้อย คือ มีเพียง 33 โครงการ 1,166 หน่วย รวมมูลค่า 4,001 ล้านบาท ตกเป็นเงินหน่วยละ 3.4 ล้านบาท แต่ในด้านของการขายได้ในปี 2557 พบว่า มีหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด 2,079 หน่วย รวมมูลค่า 6,303 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหน่วยที่ขายได้คือ 3.03 ล้านบาท แสดงว่าขายบ้านราคาไม่สูงมากนัก ที่ขายได้กลุ่มใหญ่สุดราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขายได้เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากปี 2556
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       สรุปแล้วสถานการณ์ในขณะนี้ชะลอตัวลง การเปิดตัวโครงการใหม่จำเป็นต้องมีการศึกษาให้ดีเป็นพิเศษ แนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีอาจจะไม่ดีดังหวัง ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อบ้านจึงควรตรวจสอบสถานการณ์โดยใกล้ชิด การคุ้มครองเงินดาวน์ และรับผิดชอบต่อผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้ความมั่นคงแก่ตลาดในระยะยาว
      
       จากนั้นก็มีการจัดเสวนารวมในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า อสังหาริมทรัพย์สงขลา” โดยมี นายธีระพร ศรีรัตน์ ผู้บริหารส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย และนายธนวัตน์ พูนศิลป์ กรรมการหอการค้าจังหวัดสงขลา เป็นผู้ร่วมการเสวนา
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       การเสวนาครั้งนี้ สรุปได้ว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ในสงขลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีกว่าสาขาอื่นๆ โดยเฉลี่ย 6.0 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตเพียงแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สรุปได้ว่า ในปลายปี 2558 นี้ เศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ในสงขลาจะยังคงไม่ฟื้นฟูมากเท่าที่ควร
      
       ช่วงนี้เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นเรื่อยๆ ตามปัจจัยต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร ราคาน้ำมัน ราคายาง เช่นเดียวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด ย่อมเป็นไปตามปัจจัยเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้อาจสร้างมาตอนเศรษฐกิจไม่ดี เมื่อมีโปรโมชันต่างๆ ก็พอที่จะขายได้ ซึ่งบ้านและคอนโดในขณะนี้ที่สร้างไม่เสร็จล้วนมีปัญหามาจากผู้ประกอบการ เช่น ธนาคารไม่อนุมัติการกู้ยืม มีการสะดุดขาตัวเองทำให้สร้างไม่เสร็จ ทำเลไม่ดี หรืออาจมีผังเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
         
       จากการคาดการณ์ในอนาคตบ้านเดี่ยวราคาเฉลี่ยต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งคนในปัจจุบันที่มีฐานะปานกลาง สำหรับคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้มีรายได้ไม่พอซื้อ ทำให้คนเหล่านั้นเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว คือ การหันมาซื้อคอนโดอย่างแน่นอนทำให้คอนโดในอนาคตจะมีการเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
Cr.http://manager.co.th


กลุ่มสหพัฒน์จับมือโตคิวรุกอสังหาฯ เมืองไทย


กลุ่มสหพัฒน์จับมือโตคิวรุกอสังหาฯ เมืองไทย
กลุ่มสหพัฒน์ร่วมกับโตคิวญี่ปุ่นรุกธุรกิจอสังหาฯ
        กลุ่มสหพัฒน์ ร่วมทุนโตคิวจากญี่ปุ่น ช.การช่าง-โตกิว เปิดบริษัทลูก สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น รุกธุรกิจอสังหาฯ เผยตั้งงบลงทุนหลายหมื่นล้านเยนลงทุนระยะยาว เน้นอสังหาฯ ให้เช่า โรงแรม สำนักงาน ประเดิมโครงการแรก “HarmoniQ Residence Sriracha” 180 ยูนิต
      
       นายวิชัย กุลสมภพ ตัวแทนผู้บริหารและผู้ถือหุ้นกลุ่มสหพัฒน์ และกรรมการบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มสหพัฒน์ดำเนินธุรกิจในย่านศรีราชามากกว่า 30 ปี มีการร่วมทุนกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นมากมายหลากหลายธุรกิจ ทำให้ทราบความต้องการที่อยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในย่านศรีราชา
      
       ล่าสุด กลุ่มสหพัฒน์ ได้ร่วมกับ 2 บริษัทฯ จากญี่ปุ่น คือ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา และให้บริการระบบรถไฟในเขตชานเมืองโตเกียว การพัฒนาเมือง และอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงกิจการโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจอื่นๆ และบริษัท ช.การช่าง-โตกิว คอนสตรัคชั่น จำกัด ในการก่อตั้งบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 332 ล้านบาท โดยการร่วมทุนครั้งนี้กลุ่มสหพัฒน์ถือหุ้นสัดส่วน 50% กลุ่มโตคิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 45% และกลุ่ม ช.การช่าง-โตกิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 5% เพื่อพัฒนาโครงการ “HarmoniQ Residence Sriracha” ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์นำร่องเป็นโครงการแรก
      
       ด้านนายอะคิโตะ โทบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ-การเมือง แต่มองว่าเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบต่อการร่วมทุนในครั้งนี้แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน และทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จากสถิติของสมาคมหอการค้าญี่ปุ่น เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงาน และพักอาศัยในประเทศไทย 59,270 คน และเชื่อว่ายังมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกอย่างต่อเนื่อง
      
       อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านเยนในการร่วมทุนระยะยาวประมาณ 6 ปีกับกลุ่มสหพัฒน์ในประเทศไทย โดยมองว่า ประเทศไทยเป็นฮับการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จึงมีการร่วมทุนพัฒนาอสังหาฯ กับกลุ่มสหพัฒน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นโครงการในรูปแบบให้เช่า ในย่านศรีราชา รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อีกในอนาคต
      
       ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 3 ที่กลุ่มโตคิวฯ เข้ามาลงทุน (ไม่รวมการร่วมทุนกับกลุ่ม ช.การช่างฯ เมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา และห้างสรรพสินค้าโตคิว เมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา) จากก่อนหน้านี้ เคยไปลงทุนพัฒนาอสังหาฯ ที่ฮาวาย-ซีแอตเทิล ในสหรัฐฯ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเวียดนาม เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
      
       “ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการลงทุน ยิ่งได้พันธมิตรในการร่วมทุนที่ดี จึงมีโอกาสในการลงทุนระยะยาวในอนาคต และการที่เราสนใจร่วมทุนกับกลุ่มสหพัฒน์พัฒนาโครงการในรูปแบบการให้เช่า เพราะมองถึงการร่วมทุนกันในระยะยาว 30 ปี ทั้งในรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงาน โดยธุรกิจหลักของบริษัทที่ญี่ปุ่น คือ การพัฒนาและให้บริการระบบรถไฟ แต่มีผลกำไรปีละประมาณ 34% น้อยกว่าธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็นธุรกิจรอง แต่ให้ผลกำไรถึงปีละประมาณ 48.7% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 46% จะเป็นผลกำไรจากธุรกิจอื่นๆ”
      
       สำหรับโครงการ “HarmoniQ Residence Sriracha” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ มีจำนวน 3 คลัสเตอร์ แต่ละคลัสเตอร์สูง 2 ชั้น ขนาด 110-130 ตารางเมตร จำนวน 180 ยูนิต ราคาเช่า 60,000-70,000 บาท/เดือน มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่น โดยเปิดให้จองในเดือนสิงหาคม และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ ด้านการก่อสร้างจะเป็นเทคโนโลยีจาก SCG Heim และก่อสร้างโดยบริษัท ช.การช่าง-โตกิว คอนสตรัคชั่น จำกัด คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนกันยายน 2559 ซึ่งมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 130-150 ล้านบาท/ปี และถึงจุดคุ้มทุนภายในระยะเวลา 9 ปี

Cr.http://manager.co.th/

“ซี.พี.แลนด์” ปักธงแม่สอด-ทุ่ม 380 ล้านขึ้นคอนโดฯ หรู ดีเดย์เปิดตัวต้น ก.ค.นี้

ตาก - เครือ ซี.พี.เดินหน้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชายแดนแม่สอด ทุ่มกว่า 380 ล้านบาทขึ้น “พาร์ค คอนโดดรีม แม่สอด” ริมถนนยอดข้าว ย่านเศรษฐกิจสำคัญเชื่อมเส้นทาง EWEC ดีเดย์เปิดตัวต้นเดือนหน้า
       
       วันนี้ (25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวโครงการ “พาร์ค คอนโดดรีม” มูลค่ากว่า 380 ล้านบาท บนพื้นที่ 2-3-32.35 ไร่ ตรงข้ามโรบินสันแม่สอด ถนนยอดข้าว อ.แม่สอด จ.ตาก หรือถนนเลี่ยงเมือง (บายพาส) แม่สอด ในวันที่ 4 ก.ค.นี้
       
       โครงการพาร์คคอนโดดรีม แม่สอด เป็นอาคารชุด 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 270 ยูนิต พร้อมห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ลานสาธารณะอเนกประสงค์ กำหนดราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 1.35 ล้านบาท แต่ในวันเปิดตัวโครงการจะมีโปรโมชันพิเศษลุ้นซื้อห้องชุดในราคาสุดพิเศษ 999,999 บาท พร้อมโปรโมชันฟรีเงินทำสัญญา และส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท
       
       ทั้งนี้ “ถนนยอดข้าว” เป็นถนนหลักเมืองแม่สอด ที่ถือเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของชายแดนแม่สอด พื้นที่เป้าหมายของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก (แม่สอด-พบพระ-แม่ระมาด) ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) 

Cr.http://manager.co.th/