วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มจธ.วิจัยหมุดสำหรับพื้นไม่มีคาน ช่วยอาคารต้านแผ่นดินไหว

เอกชนและสกว. หนุน มจธ. วิจัยหมุดรับแรงสำหรับพื้นโพสเทนชั่นหรือพื้นไร้คาน นักวิชาการชี้หมุดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านทานผลกระทบแผ่นดินไหวได้จริง

ต้องยอมรับว่า การออกแบบงานก่อสร้างอาคารในประเทศไทย นอกจากจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยแล้วยังให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำในสัดส่วนพอๆ กัน แต่ในระยะ 20- 30 ปีที่ผ่านมา การก่อสร้างอาคารในประเทศไทยมีความนิยมการก่อสร้างอาคารในระบบพื้นคอนกรีตแบบไม่มีคานจำนวนมาก โดยเฉพาะอาคารในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้จะสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการก่อสร้าง แต่นักวิชาการด้านวิศวกรรมพบว่า งานก่อสร้างในระบบแบบนี้ หากอาคารบางอาคารที่มีรูปแบบไม่เอื้อต่อการรับแรงแผ่นดินไหว เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาจจะมีความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดกับอาคารและทรัพย์สินมากกว่าการก่อสร้างในระบบทั่วไป



รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)และกรรมการในคณะอนุกรรมการด้านผลกระทบจากแรงลมและแผ่นดินไหว ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)  เปิดเผยว่า รูปแบบการก่อสร้างด้วยระบบพื้นโพสเทนชั่นหรือพื้นไร้คานในประเทศไทยเป็นที่นิยมมากและอาจจะมากที่สุดในภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ “หากตั้งคำถามว่าอาคารประเภทนี้มีความปลอดภัยหรือไม่ก็ต้องตอบว่าปลอดภัยหากมีการออกแบบถูกต้อง ก่อสร้างถูกวิธี หากแต่ในสถานการณ์แผ่นดินไหวอาคารที่ถูกก่อสร้างในระบบแบบนี้และไม่ได้มีการออกแบบให้รับแรงจากแผ่นดินไหวให้ถูกต้อง ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย” นี่จึงเป็นที่มาของงานวิจัยเพื่อศึกษาความสามารถของหมุดรับแรงเฉือนสำหรับพื้นโพสเทนชั่นในการเพิ่มความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวของพื้นอาคาร         

“จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงราย เนปาล หรือที่ใดก็ตามถ้าเราอยู่ภายนอกอาคาร ก็จะไม่เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมากนัก เราจะเห็นว่าคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการที่อาศัยในอาคารที่ก่อสร้างไม่ปลอดภัยและอาคารพังทลายลง ในประเทศไทยเราอาจจะไม่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่รุนแรงบ่อยนัก อย่างไรก็ดีในระยะหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มีการกำหนดมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างอาคารรองรับแผ่นดินไหว มีการปรับปรุงอาคารรองรับแผ่นดินไหว มีการศึกษาวิจัยมากขึ้น ”

รศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวว่า ในต่างประเทศ มีการผลิตหมุดสำหรับใส่ในพื้นโพสเทนชั่น เพื่อให้ก่อสร้างได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารไร้คาน แต่ในต่างประเทศมักจะใช้วิธีการผลิตที่มีต้นทุนสูง ทำให้เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยก็จะทำให้อุปกรณ์ตัวนี้มีราคาแพง ประกอบกับมีผู้ประกอบการของไทยเล็งเห็นความสำคัญและต้องการลงทุนผลิตหมุดรองรับพื้นโพสเทนชั่น จึงได้ร่วมกับ มจธ. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำงานวิจัย ว่าหากเปลี่ยนวิธีการผลิตหมุดตัวนี้ในรูปแบบอื่นเช่นเป็นการเชื่อมชิ้นส่วนประกอบเข้าด้วยกันแล้วคุณสมบัติในการรับแรงจากแผ่นดินไหวจะเป็นอย่างไร

“ห้องแลปของภาควิชาวิศวกรรมโยธาของเราก็ทำเรื่องทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เสริมกำลังอาคาร อุปกรณ์สลายพลังงานจากการเกิดแผ่นดินไหว ทั้งสำหรับอาคารเก่าและอาคารใหม่ เพื่อป้องกันแรงกระทำจากแผ่นดินไหวอยู่แล้ว จึงมีความพร้อมและทำการทดลองหมุดตัวนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ในห้องปฏิบัติการเราดูว่าอุปกรณ์สามารถรับแรงกระทำจากแผ่นดินได้ดีหรือไม่ ดูว่าการก่อสร้างแบบเดียวกันแบบเสริมหมุดและไม่เสริมหมุด จะมีความสามารถป้องกันอาคารจากแรงกระทำของแผ่นดินไหวได้แตกต่างกันหรือไม่”

รศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวในตอนท้ายว่า ล่าสุดงานวิจัยอยู่ในขั้นตอนที่ทำการทดสอบแล้ว และพบว่า หมุดรับแรงเฉือน สามารถเพิ่มความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวของพื้นได้ดีขึ้น ทั้งนี้เมื่องานวิจัยชิ้นนี้เสร็จเรียบร้อยก็สามารถนำไปเป็นข้อมูลให้กับเจ้าของอาคาร และผู้รับเหมาในการใช้อุปกรณ์นี้กับอาคารในประเทศไทยได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำอุปกรณ์เสริมอาคารไปใช้เพื่อป้องกันหรือลดแรงกระทำจากแผ่นดินไหว จะต้องมีวิศวกรออกแบบติดตั้งอย่างถูกต้องคำนวณสัดส่วนอาคาร จุดติดตั้ง จำนวนหมุด อย่างละเอียดและมีความเข้าใจอุปกรณ์เป็นอย่างดี บุคคลทั่วไปไม่สามารถนำอุปกรณ์ไปใช้ได้ 

ราชพฤกษ์ บานฉ่ำ 140 โครงการ อนาคตอสังหาฯ...ยังมากกว่านี้ได้อีก !

The future is here แคมเปญใหม่หมาดของ "ดร.ทริป-ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ซีอีโอและเอ็มดีใหญ่ควอลิตี้ เฮ้าส์ นั่งบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์บิ๊กเนมได้ 5 เดือนเศษ วันนี้เขานำเสนอแนวคิดว่า คัมภีร์อสังหาฯไม่ใช่ "ทำเล ทำเล ทำเล" (Location Location Location) อีกต่อไป หากแต่เป็น "การเดินทาง การเดินทาง และการเดินทาง" (Transportation Transportation Transportation)

เหตุผลเพราะ "...ทำเลมันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ แต่อินฟราสตรักเจอร์หรือการคมนาคมขนส่งมันเปลี่ยน ทำเลก็เลยเปลี่ยนตาม"



140 โครงการ 7.2 หมื่นล้าน

"อ.ชัชชาติ" นำเสนอแนวคิดนี้ผ่านทำเล "ราชพฤกษ์" โดยนิยามว่าโซนราชพฤกษ์กินพื้นที่ตั้งแต่ตอนเหนือเริ่มต้นที่ถนน 345, ตะวันออก เกาะ ถ.ชัยพฤกษ์ (สะพานพระราม 4) ถ.รัตนาธิเบศร์ (สะพานพระนั่งเกล้า) ถ.นครอินทร์ (สะพานพระราม 5) และ ถ.บรมราชชนนี, ย้ายมาฝั่งตะวันตก เกาะ ถ.กาญจนาภิเษก ถ.วัดพระเงิน ถ.บางกรวย-ไทรน้อย และ ถ.บ้านกล้วย-ไทรน้อย มาจบที่ตอนใต้เกาะ ถ.เพชรเกษม

ตามคำนิยามนี้ทำให้โซนราชพฤกษ์มีรูปร่างโซนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าลากยาวตั้งแต่ถ.345 ถึงเพชรเกษม กับ ถ.วงแหวนหรือกาญจนาภิเษกลากยาวมาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สถิติจากการสำรวจ คือ มีผู้ประกอบการให้ความนิยมพัฒนาที่ดินรวมกัน 140 โครงการในปัจจุบัน มูลค่ารวมกันไม่หนี 72,000 ล้านบาท เป็นข้อมูลเฉพาะโครงการแนวราบที่เหลือขายอีกต่างหาก ถ้าหากนับโครงการสะสมรวมกันมูลค่าน่าจะเป็นหลัก 1-2 แสนล้านบาท

จุดเปลี่ยนของทำเลมาจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐนั่นเอง

รถไฟฟ้า-ทางด่วนจุดพลุ

ตามมาดูโครงข่ายคมนาคมในโซนราชพฤกษ์มีเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐอย่างน้อย 5 โครงการด้วยกัน คือ 1.โครงข่ายรถไฟฟ้า 6 สายด้วยกัน มีสายสีเขียวอ่อนต่อยอดบีทีเอสนั่นเอง ปัจจุบันต่อขยายสถานีสีลมถึงบางหว้าแล้ว อนาคตจะต่อขยายออกไปบรรจบถึงตลิ่งชัน, สายสีม่วงที่จะตัด ถ.ราชพฤกษ์ที่ "สถานีบางรักใหญ่-บางรักน้อย (ท่าอิฐ) ตามแผนจะเปิดทดลองเดินรถปลายปี"59 สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ-หัวลำโพง-บางแค) มาเจอจุดตัด ถ.ราชพฤกษ์ที่สถานีบางหว้า จะเป็นอินเตอร์เชนจ์เพราะบรรจบกับบีทีเอสตามแผนเปิดบริการปี′60

อีก 3 สายของรถไฟฟ้ามีสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ใกล้ ถ.ราชพฤกษ์บริเวณสถานีตลิ่งชัน ตามแผนจะเปิดบริการปี"60, สายสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) คืบหน้ารอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ไม่ถึงกับบรรจบแต่เฉียดใกล้ ๆ อยู่บริเวณสถานีแคราย และสายสีส้ม แนวตะวันออก-ตะวันตก ใกล้ราชพฤกษ์บริเวณสถานีตลิ่งชันเช่นกัน แต่คงต้องรอนานหน่อยเพราะอยู่ขั้นตอนศึกษารายละเอียด แถมแนวเส้นทางผ่าเมืองบริเวณประตูน้ำ-ราชปรารภที่ยังมีชุมชนคัดค้านอยู่

2.แผนลงทุนขยาย ถ.ราชพฤกษ์ทั้งเส้นเป็น 10 เลน 3.ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ที่ก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว เตรียมเปิดบริการกลางปี"59 4.โครงการเชื่อมต่อ ถ.ราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก 5.แผนตัดมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-บ้านโป่ง-เมืองกาญจน์

เมื่อเทียบกับโซนอื่นของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นโซนดอนเมือง, ลำลูกกา, บางนา-วงแหวน และสำโรง-สมุทรปราการ-ปากน้ำแล้ว โครงข่ายการเดินทางหนาแน่นกว่า กลายเป็นที่มาที่ประกาศว่าโซนราชพฤกษ์เป็นทำเลแห่งอนาคตของกรุงเทพฯ หรือ The future is here

คิวเฮ้าส์ตีตรา เจ้าตลาดŽ

จะเป็นด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม ในจำนวน 140 โครงการ มูลค่ารวม 72,000 ล้านบาทของโซนราชพฤกษ์ ปรากฏว่ามีบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และคอนโดมิเนียมในเครือคิวเฮ้าส์กระจายตัวรวมกันถึง 23 โครงการ (รวมโครงการที่กำลังจะเปิดตัวใหม่) มูลค่ารวม 23,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 33% ของตลาดรวมในพื้นที่นั่น

หมายความว่า คิวเฮ้าส์เป็นเจ้าตลาดอสังหาฯในโซนนี้นั่นเอง

ตัวโปรดักต์ก็น่าสนใจ เพราะกินรวบตั้งแต่ตลาดล่าง-กลาง-บนจนถึงพรีเมี่ยม ไล่เรียงแบรนด์จากเซ็กเมนต์หรู แบรนด์ที่ยืนโดดเด่น คือ "คิว 12" คฤหาสน์ขนาด 300 ตร.ว. 1,000 ตร.ม. เพียง 12 หลัง ราคา 100-150 ล้านบาท ทราบมาว่าเหลือขายจำกัดจำเขี่ยเพียง 4 หลังในปัจจุบัน ยังไม่นับแบรนด์พฤกษ์ภิรมย์กับลัดดารมย์ 5 โครงการ

ตลาดกลาง-บนดักลูกค้าผ่านโครงการตระกูลคาซ่าถึง 9 โครงการ ราคา 5 ล้านขึ้นไป กับมีตลาดกลาง-ล่างคือเดอะทรัสต์กับกัสโต้ แต่ถึงจะตลาดล่างยังไงก็ราคาสูงกว่าชาวบ้าน กล่าวคือ นิยามไว้ที่ราคาต่ำ 3 ล้าน (คู่แข่งเฉลี่ยราคาต่ำ 2 ล้าน)

จุดสังเกตคือโซนที่บอกว่าเป็นเจ้าตลาดอยู่ ทางคิวเฮ้าส์กำลังทดลองส่งแนวสูง คือ "คาซ่า คอนโด" ทำเลบางใหญ่ กับ "เดอะทรัสต์ คอนโด" ทำเลงามวงศ์วานชิมลางตลาด เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะฝั่งเพชรเกษม พุทธมณฑล ผังเมืองยังคุมให้ทำแนวราบหลังใหญ่ ในอนาคตหากมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน ซึ่งจะทยอยเปิดปีเลข 6 (2560-2562) เป็นต้นไป มีโอกาสที่ผังเมืองจะปรับให้สามารถขึ้นตึกสูงได้

เมื่อใดก็เมื่อนั้น คิวเฮ้าส์ยังมองเห็นโอกาส ค่ายอสังหาฯคู่แข่งก็มองเห็นเช่นกัน "ราชพฤกษ์" จึงถูกตีราคาว่าเป็นทำเลแห่งอนาคตด้วยประการฉะนี้


ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ

พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ
บ้านแสนอบอุ่นที่อยู่กับเรามานานแสนนาน สภาพตอนนี้ก็อาจจะมีบางส่วนที่ต้องรีโนเวทหรือได้เวลาตกแต่งใหม่ให้สวยวิ๊ง เหมือนได้บ้านใหม่ด้วยราคาเบาๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่ได้บ้านใหม่ที่ราคาแพง ได้เวลาพลิกบ้านใหม่กันแล้วละค่ะ
พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ
เปลี่ยนมุมมองด้วยการโยกย้าย เทคนิคง่ายๆวิธีนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เพียงออกกำลังนิดหน่อย ก็จะช่วยให้บ้านน่าสนใจ สวยดั่งใจ นั่นคือการโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์โซฟา หรือเปลี่ยนมุมนั่งเล่น มุมทีวี เปลี่ยนให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจ อาจมีมุมนั่งเล่นสุดชิลไว้มุมใดมุมหนึ่งของบ้านก็ได้ เพียงเท่านี้ก็ได้บ้านหลังเดิมสภาพเหมือนบ้านหลังใหม่แล้วละค่ะ
พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ
สว่างไสวอัพความสวยชิค  เปลี่ยนจากบ้านที่ดูมึดทึบให้ดูสว่างไสว โดดเด่นด้วยแสงไฟที่ติดตามจุดต่างๆ เพราะถ้าบ้านที่แสงสว่างไม่พอ จะทำให้บ้านดูหมองหม่นและดูเก่าไปได้ ดังนั้นแล้ว ควรหาหลอดไฟมาติดเพิ่มได้ตามความชอบและประโยชน์ในการใช้งาน อาจเป็นหลอดไฟสีวอร์มไวท์ หลอดไฟสีเดย์ไลท์ ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนนะค่ะ
พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ
ทาสีเปลี่ยนความรู้สึก การทาสีให้บ้านใหม่ด้วยสีโทนสว่างๆอาจเป็นแนวเอิร์ทโทน ดูแล้วสบายตา ที่จะช่วยให้บ้านเก่าๆดูสวยเด่นสะดุดตาเหมือนใหม่ขึ้นมาทันตา ส่วนกระเบื้องหรือสุขภัณฑ์บางชิ้นที่สภาพใช้งานไม่ได้แล้วก็ลองเปลี่ยนดูบ้างนะค่ะ เพราะช่วยได้เยอะทีเดียวหากต้องการบ้านให้ดูใหม่ขึ้น
พลิกโฉมบ้านให้สวยเหมือนใหม่ ในราคาเบาๆ
จัดสวนสวยพาสดชื่น ลองเดินเข้าไปดูสวนสวยในบ้านดูสักหน่อยว่า เราลืมดูแลหรือปล่อยปะละเลยพวกเขาไหม?ปล่อยให้แห้งเหี่ยวไม่สดชื่นรึเปล่า หากหลงลืมไปก็ควรหันกลับมาตกแต่งดูแล ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า ต้นไม้ ดอกไม้ ให้เจริญเติบโตสวยงาม และดูสดชื่นใหม่อีกครั้ง เพื่อบ้านจะได้เย็น สบาย ร่มรื่น ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
เคลียร์ทุกความสกปรกรกรุงรัง ปิดจ๊อบการพลิกโฉมบ้านหลังเก่าให้ดูใหม่ด้วยการทำความสะอาด ของที่ไม่ใช้แล้วที่ทำให้บ้านรก ก็ได้เวลากำจัดโยกย้ายสักทีนะค่ะ จากนั้นก็ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมเช็ดถูให้สะอาด เปลี่ยนบ้านรกๆให้สวยวิ๊งเหมือนใหม่ไปเลยค่ะ

เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”


เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดการสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ” มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 คน 
      
       วันนี้ (25 มิ.ย.) บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดการสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ” โดยช่วงแรกจะเป็นการรายงานผลสำรวจตลาดบ้านสงขลาครึ่งแรกปี 2558 โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       ดร.โสภณ ได้นำเสนอผลการศึกษาล่าสุดในนครหาดใหญ่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์มี 228 โครงการ 15,598 หน่วย รวมมูลค่า 44,767 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วหน่วยละ 2.87 ล้านบาท ยังเหลือขายอยู่เพียง 2,458 หน่วย
      
       ในการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งปี 2557 พบว่า มีเปิดตัวน้อย คือ มีเพียง 33 โครงการ 1,166 หน่วย รวมมูลค่า 4,001 ล้านบาท ตกเป็นเงินหน่วยละ 3.4 ล้านบาท แต่ในด้านของการขายได้ในปี 2557 พบว่า มีหน่วยที่ขายได้ทั้งหมด 2,079 หน่วย รวมมูลค่า 6,303 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหน่วยที่ขายได้คือ 3.03 ล้านบาท แสดงว่าขายบ้านราคาไม่สูงมากนัก ที่ขายได้กลุ่มใหญ่สุดราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ขายได้เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากปี 2556
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       สรุปแล้วสถานการณ์ในขณะนี้ชะลอตัวลง การเปิดตัวโครงการใหม่จำเป็นต้องมีการศึกษาให้ดีเป็นพิเศษ แนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีอาจจะไม่ดีดังหวัง ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อบ้านจึงควรตรวจสอบสถานการณ์โดยใกล้ชิด การคุ้มครองเงินดาวน์ และรับผิดชอบต่อผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้ความมั่นคงแก่ตลาดในระยะยาว
      
       จากนั้นก็มีการจัดเสวนารวมในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า อสังหาริมทรัพย์สงขลา” โดยมี นายธีระพร ศรีรัตน์ ผู้บริหารส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย และนายธนวัตน์ พูนศิลป์ กรรมการหอการค้าจังหวัดสงขลา เป็นผู้ร่วมการเสวนา
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
       
       การเสวนาครั้งนี้ สรุปได้ว่า ในปี 2555 เศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ในสงขลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีกว่าสาขาอื่นๆ โดยเฉลี่ย 6.0 เปอร์เซ็นต์ แต่ในปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตเพียงแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สรุปได้ว่า ในปลายปี 2558 นี้ เศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ในสงขลาจะยังคงไม่ฟื้นฟูมากเท่าที่ควร
      
       ช่วงนี้เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นเรื่อยๆ ตามปัจจัยต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร ราคาน้ำมัน ราคายาง เช่นเดียวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด ย่อมเป็นไปตามปัจจัยเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้อาจสร้างมาตอนเศรษฐกิจไม่ดี เมื่อมีโปรโมชันต่างๆ ก็พอที่จะขายได้ ซึ่งบ้านและคอนโดในขณะนี้ที่สร้างไม่เสร็จล้วนมีปัญหามาจากผู้ประกอบการ เช่น ธนาคารไม่อนุมัติการกู้ยืม มีการสะดุดขาตัวเองทำให้สร้างไม่เสร็จ ทำเลไม่ดี หรืออาจมีผังเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
         
       จากการคาดการณ์ในอนาคตบ้านเดี่ยวราคาเฉลี่ยต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งคนในปัจจุบันที่มีฐานะปานกลาง สำหรับคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้มีรายได้ไม่พอซื้อ ทำให้คนเหล่านั้นเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว คือ การหันมาซื้อคอนโดอย่างแน่นอนทำให้คอนโดในอนาคตจะมีการเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น
        
เอกชนสงขลาจัดสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวหน้า อสังหาฯ ก้าวไกล ครึ่งปีของสงขลา ครึ่งทางของปีแพะ”
Cr.http://manager.co.th


กลุ่มสหพัฒน์จับมือโตคิวรุกอสังหาฯ เมืองไทย


กลุ่มสหพัฒน์จับมือโตคิวรุกอสังหาฯ เมืองไทย
กลุ่มสหพัฒน์ร่วมกับโตคิวญี่ปุ่นรุกธุรกิจอสังหาฯ
        กลุ่มสหพัฒน์ ร่วมทุนโตคิวจากญี่ปุ่น ช.การช่าง-โตกิว เปิดบริษัทลูก สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น รุกธุรกิจอสังหาฯ เผยตั้งงบลงทุนหลายหมื่นล้านเยนลงทุนระยะยาว เน้นอสังหาฯ ให้เช่า โรงแรม สำนักงาน ประเดิมโครงการแรก “HarmoniQ Residence Sriracha” 180 ยูนิต
      
       นายวิชัย กุลสมภพ ตัวแทนผู้บริหารและผู้ถือหุ้นกลุ่มสหพัฒน์ และกรรมการบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มสหพัฒน์ดำเนินธุรกิจในย่านศรีราชามากกว่า 30 ปี มีการร่วมทุนกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นมากมายหลากหลายธุรกิจ ทำให้ทราบความต้องการที่อยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในย่านศรีราชา
      
       ล่าสุด กลุ่มสหพัฒน์ ได้ร่วมกับ 2 บริษัทฯ จากญี่ปุ่น คือ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา และให้บริการระบบรถไฟในเขตชานเมืองโตเกียว การพัฒนาเมือง และอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงกิจการโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจอื่นๆ และบริษัท ช.การช่าง-โตกิว คอนสตรัคชั่น จำกัด ในการก่อตั้งบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 332 ล้านบาท โดยการร่วมทุนครั้งนี้กลุ่มสหพัฒน์ถือหุ้นสัดส่วน 50% กลุ่มโตคิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 45% และกลุ่ม ช.การช่าง-โตกิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 5% เพื่อพัฒนาโครงการ “HarmoniQ Residence Sriracha” ในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์นำร่องเป็นโครงการแรก
      
       ด้านนายอะคิโตะ โทบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ-การเมือง แต่มองว่าเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบต่อการร่วมทุนในครั้งนี้แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน และทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จากสถิติของสมาคมหอการค้าญี่ปุ่น เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงาน และพักอาศัยในประเทศไทย 59,270 คน และเชื่อว่ายังมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกอย่างต่อเนื่อง
      
       อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีเม็ดเงินอีกหลายหมื่นล้านเยนในการร่วมทุนระยะยาวประมาณ 6 ปีกับกลุ่มสหพัฒน์ในประเทศไทย โดยมองว่า ประเทศไทยเป็นฮับการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จึงมีการร่วมทุนพัฒนาอสังหาฯ กับกลุ่มสหพัฒน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นโครงการในรูปแบบให้เช่า ในย่านศรีราชา รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อีกในอนาคต
      
       ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 3 ที่กลุ่มโตคิวฯ เข้ามาลงทุน (ไม่รวมการร่วมทุนกับกลุ่ม ช.การช่างฯ เมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา และห้างสรรพสินค้าโตคิว เมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา) จากก่อนหน้านี้ เคยไปลงทุนพัฒนาอสังหาฯ ที่ฮาวาย-ซีแอตเทิล ในสหรัฐฯ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเวียดนาม เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
      
       “ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการลงทุน ยิ่งได้พันธมิตรในการร่วมทุนที่ดี จึงมีโอกาสในการลงทุนระยะยาวในอนาคต และการที่เราสนใจร่วมทุนกับกลุ่มสหพัฒน์พัฒนาโครงการในรูปแบบการให้เช่า เพราะมองถึงการร่วมทุนกันในระยะยาว 30 ปี ทั้งในรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงาน โดยธุรกิจหลักของบริษัทที่ญี่ปุ่น คือ การพัฒนาและให้บริการระบบรถไฟ แต่มีผลกำไรปีละประมาณ 34% น้อยกว่าธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็นธุรกิจรอง แต่ให้ผลกำไรถึงปีละประมาณ 48.7% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 46% จะเป็นผลกำไรจากธุรกิจอื่นๆ”
      
       สำหรับโครงการ “HarmoniQ Residence Sriracha” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ มีจำนวน 3 คลัสเตอร์ แต่ละคลัสเตอร์สูง 2 ชั้น ขนาด 110-130 ตารางเมตร จำนวน 180 ยูนิต ราคาเช่า 60,000-70,000 บาท/เดือน มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่น โดยเปิดให้จองในเดือนสิงหาคม และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้ ด้านการก่อสร้างจะเป็นเทคโนโลยีจาก SCG Heim และก่อสร้างโดยบริษัท ช.การช่าง-โตกิว คอนสตรัคชั่น จำกัด คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนกันยายน 2559 ซึ่งมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 130-150 ล้านบาท/ปี และถึงจุดคุ้มทุนภายในระยะเวลา 9 ปี

Cr.http://manager.co.th/

“ซี.พี.แลนด์” ปักธงแม่สอด-ทุ่ม 380 ล้านขึ้นคอนโดฯ หรู ดีเดย์เปิดตัวต้น ก.ค.นี้

ตาก - เครือ ซี.พี.เดินหน้าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชายแดนแม่สอด ทุ่มกว่า 380 ล้านบาทขึ้น “พาร์ค คอนโดดรีม แม่สอด” ริมถนนยอดข้าว ย่านเศรษฐกิจสำคัญเชื่อมเส้นทาง EWEC ดีเดย์เปิดตัวต้นเดือนหน้า
       
       วันนี้ (25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวโครงการ “พาร์ค คอนโดดรีม” มูลค่ากว่า 380 ล้านบาท บนพื้นที่ 2-3-32.35 ไร่ ตรงข้ามโรบินสันแม่สอด ถนนยอดข้าว อ.แม่สอด จ.ตาก หรือถนนเลี่ยงเมือง (บายพาส) แม่สอด ในวันที่ 4 ก.ค.นี้
       
       โครงการพาร์คคอนโดดรีม แม่สอด เป็นอาคารชุด 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 270 ยูนิต พร้อมห้องออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ลานสาธารณะอเนกประสงค์ กำหนดราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 1.35 ล้านบาท แต่ในวันเปิดตัวโครงการจะมีโปรโมชันพิเศษลุ้นซื้อห้องชุดในราคาสุดพิเศษ 999,999 บาท พร้อมโปรโมชันฟรีเงินทำสัญญา และส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท
       
       ทั้งนี้ “ถนนยอดข้าว” เป็นถนนหลักเมืองแม่สอด ที่ถือเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของชายแดนแม่สอด พื้นที่เป้าหมายของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก (แม่สอด-พบพระ-แม่ระมาด) ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) 

Cr.http://manager.co.th/

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน

เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
การติดผ้าม่านนอกจากจะช่วยบดบังแสงแดดจากนอกตัวบ้านแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์ตกแต่งภายในบ้านให้ดูดีมีสไตล์ได้ดี และช่วยให้บ้านสวยสะดุดตาได้ไม่น้อยทีเดียว แต่จะติดผ้าม่านอย่างไรให้ดูไม่น่าเบื่อ และให้เข้ากับบ้านสวยๆเหมาะสมและลงตัวที่สุด
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
1.เลือกลักษณะผ้าม่านให้ตอบโจทย์การใช้งาน หากต้องการม่านที่บดบังแสงแดด ควรเลือกผ้าม่านที่ผลิตจากผ้าคอตตอลหรือผ้าเนื้อบางเบามีลักษณะพลิ้วลม สบายๆ หากต้องการเพิ่มความหรูหราควรเลือกผ้าม่านที่เนื้อมันวาวหรือเนื้อไหมพรม
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
2.จัดรูปแบบม่านที่ใช้ นอกจากลักษณะของผ้าม่านที่ต่างกันแล้ว ม่านก็ยังมีหลายรูปแบบให้เลือกตามสไตล์ความชอบของแต่ละคน ซึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมได้แก่ ม่านแบบจีบ ม่านพับ ม่านตาไก่ ม่านจีบก็จะดูคลาสสิก เรียบง่าย ม่านพับจะช่วยเพิ่มรายละเอียดในการตกแต่งหน้าต่างมากขึ้น ส่วนม่านตาไก่เหมาะสำหรับคนที่ชอบสไตล์โมเดิร์น
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
3.ความยาวของม่านต้องเหมาะสม ความยาวในการติดผ้าม่านนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน หากติดม่านเพื่อให้บ้านดูหรูหรา ไม่ค่อยได้เปิดปิดบ่อยนัก อาจเลือกติดม่านที่มีเนื้อหนักลากพื้นประมาณ 1-10 นิ้ว แต่หากต้องการให้ติดม่านให้บ้านชิลๆควรติดม่านแบบพลิ้ว ความยาวห่างจากพื้น ½นิ้วจะดีกว่าค่ะ
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
4.รางม่าน  รางม่านกับผ้าม่านซึ่งถือว่าเป็นของคู่กันอยู่แล้ว นอกจากจะเลือกติดม่านแล้ว เราต้องให้ความสำคัญกับรางม่านด้วยนะค่ะ หากชอบเปิด-ปิด ม่านบ่อย ก็ควรเลือกรางม่านชนิดลูกล้อ เช่น รางม่านตัว Mหรือตัว Cแต่หากติดม่านเพื่อความสวยงาม รางม่านควรเลือกแบบรางเหล็ก รางอะลูมิเนียมหรือชนิดไม้ก็ได้ค่ะ
เคล็ดลับ วิธีติดม่านให้บ้านสวยเด่นเหมาะกับการใช้งาน
5.ความกว้างของม่านควรกว้างกว่าขอบหน้าต่าง วิธีติดม่านที่ถูกต้องนั้น ควรให้มีความกว้างกว่าขอบหน้าต่าง ซึ่งจะช่วยให้หน้าต่างดูกว้างขึ้น เพิ่มความโปร่งของหน้าต่างได้ด้วยนะค่ะ
เคล็ดลับในการติดผ้าม่านง่ายๆ คงไม่ยากกันใช่ไหมค่ะ ก็ลองนำไปปรับใช้กันดูนะค่ะ จะช่วยให้บ้านดูเด่นน่าสนใจขึ้น เพราะการติดม่านก็เป็นการตกแต่งบ้านให้ดูสวยและตอบโจทย์การใช้งานและสไตล์การแต่งบ้านได้ดีเดียว