วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กปน.ไม่หวั่นภัยแล้ง มั่นใจน้ำประปามีเพียงพอ แนะประชาชนสำรองน้ำดื่มครัวเรือนละ 60 ลิตร รอฝนตก

นายธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ กปน.ให้ความมั่นใจว่ามีน้ำประปาเพียงพอป้อนให้กับผู้ใช้น้ำในเขตบริการ 3 จังหวัดคือกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ โดยมีการมอนิเตอร์ข้อมูลน้ำดิบหรือน้ำต้นทุนผลิตประปาอย่างใกล้ชิด ผ่าน "ศูนย์วิกฤตน้ำประปา" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557

กรณีมีข้อวิตกปัญหาน้ำเค็มหนุน ที่อาจสร้างผลกระทบ 2 กรณีคือ 1.น้ำประปาเค็ม 2.ต้องใช้น้ำดิบมาช่วยผลักดันน้ำเค็ม อาจจะเป็นการแย่งน้ำธรรมชาติ

ข้อชี้แจงคือ 1.น้ำประปาจะเค็มหรือไม่ มาตรฐานความเค็มของน้ำประปาต้องไม่น้อยกว่า 0.25 มก./ลิตร ล่าสุดตัวเลขที่วัดได้ยังต่ำกว่า อยู่ที่ 0.20 มก./ลิตรเท่านั้น ขณะที่ความเค็มที่ผู้บริโภคจะรู้สึกได้คือ 0.40 มก./ลิตรขึ้นไป ดังนั้นยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ ขณะเดียวกัน ถ้าหากการตรวจวัดค่าความเค็มพบว่าสูงถึงระดับ 0.30 มก./ลิตร ทางประปาจะมีมาตรการประกาศแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าต่อไป

2.ปัญหาการผลักดันน้ำเค็ม ทาง กปน. บริหารจัดการโดยลดการใช้ปริมาณน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยาลง จากเดิมป้อนให้กับโรงผลิตน้ำบางเขนเพื่อผลิตน้ำประปาวันละ 3.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดเหลือวันละ 3.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้วิธีหันไปเพิ่มการใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำแม่กลอง ฝั่งตะวันตก ที่ดึงน้ำมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ระยะทางเกือบ 200 ก.ม.ทดแทน

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการลดการใช้น้ำลงตามช่วงเวลา เพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยช่วงกลางคืนมีการลดการผลิตและการจ่ายน้ำประปาลง เป็นไปตามความต้องการใช้น้ำที่ลดลง ส่วนช่วงพีคคือตอนกลางวันทั้งเช้าและเย็นยังจ่ายน้ำประปาปกติ

นายธนศักดิ์กล่าวด้วยว่า ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้น้ำประปา เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งทางกรมชลประทานมีการประเมินว่าอาจจะต้องใช้เวลา 1 เดือนรอฝนตกมาเติมน้ำในเขื่อน ดังนั้น จึงขอให้ผู้ใช้น้ำสำรองน้ำประปาสำหรับเป็นน้ำดื่ม โดยสำรองครัวเรือนละ 60 ลิตร ก็เพียงพอกับการดื่ม 1 เดือน


ปิดยาวข้ามปีถนนพหลโยธิน ทำใจทุบทิ้งสะพาน "รัชโยธิน-เกษตร"

เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้ "รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย" จะปิดการจราจร"ถนนพหลโยธิน" เพื่อทุบทิ้งสะพานข้าม "แยกรัชโยธิน" เปิดหน้าดินรับตอม่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว"หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต" 18.7 กม. 

"พีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล" ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้นกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบังคับการตำรวจจราจร ตั้งแต่เดือนกันยายนที่จะถึงนี้จะเริ่มปิดการจราจรบนถนนพหลโยธินเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าไปรื้อย้ายสะพานข้ามแยกรัชโยธิน จากนั้นเดือนพฤศจิกายนเป็นการรื้อสะพานข้ามแยกเกษตรศาสตร์ โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการรื้อย้ายกว่า 2 ปี 
โดยแยกรัชโยธินมีสะพานข้ามแยกสะพานขวางอยู่ หาก รฟม.สร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าจะทำให้ต้องยกข้าม และมีระดับที่สูงเกินความจำเป็น จำเป็นต้องรื้อสะพานข้ามแยกออก และปรับเป็นสร้างอุโมงค์ทางลอดในแนวถนนรัชดาภิเษกแทน ส่วนแยกเกษตรศาสตร์จะรื้อและปรับโครงสร้างสะพานให้สั้นลงจากเดิม คงไว้เป็นสะพานขนาดเล็กข้ามทางแยก เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับสร้างสถานี

"ช่วงปิดการจราจรจะมีทางเลี่ยงแนะนำเพื่อให้ประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในบริเวณดังกล่าวได้หลีกเลี่ยงรถติดเมื่อรื้อสะพานแล้วเสร็จระหว่างก่อสร้างเสาโครงสร้างรถไฟฟ้าบนเกาะกลางถนนพหลโยธินจะปรับสัญญาณไฟจราจรใหม่เป็น 4 แยก ขณะที่ช่องการจราจรจะถูกปรับลดลงไปด้วย อาจจะเหลือข้างละ 1-2 เลน เป็นต้น"

ทั้งนี้ "ผู้ว่าการ รฟม." กล่าวยอมรับว่า ช่วงที่ระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้าซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีนี้ จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจะประสบปัญหารถติดมาก แต่อยากจะขอให้นักธุรกิจและประชาชนอดทน เนื่องจากรถไฟฟ้าเป็นโครงการมีความจำเป็น เมื่อสร้างเสร็จจะทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น


ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊คประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

DDproperty รับอานิสงส์ 3 ทุนยักษ์ใหญ่ร่วมทุน 4.3 พันล้านในบริษัทแม่ PropertyGuru

“DDproperty” หวังรับอานิสงส์ 3 ทุนยักษ์ใหญ่เข้าร่วมทุนในบริษัทแม่ PropertyGuru ด้วยเม็ดเงินกว่า 4.3 พันล้านบาท คาดนำเงินไปพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การตลาด หนุนเพิ่มมาร์เกตแชร์เว็บไซต์อสังหาฯ ในไทยเป็น 70-80% ภายใน 3-5 ปี        
       
นายณพงศ์ ปานทอง ผู้อำนวยการบริษัท ออลพร็อพเพอร์ตี้ มีเดีย จำกัด ผู้บริษัทเว็บไซต์ DDproperty.com สื่อกลางค้นหาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า 3 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บริษัทลงทุนระดับนานาชาติ TPG Capital (TPG), Emtek Group (Emtek) บริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และบริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีชั้นนำในเอเชีย-แปซิฟิกSquare Peg Capital (Square Peg) ได้เข้าลงทุนในบริษัทPropertyGuru เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ DDproperty ด้วยเม็ดเงินลงทุน 4,300 ล้านบาท

       
       โดยการร่วมลงทุนครั้งดังกล่าวจะแล้วเสร็จกลางเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับเม็ดเงิน 4,300 ล้านบาท ดังกล่าว PropertyGuru จะนำมาพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพิ่มความเร็ว พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และลงทุนด้านการตลาด เพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาค และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสื่ออสังหาฯ ออนไลน์ในระดับภูมิภาค
       
       สำนักงานของ PropertyGuru ในภูมิภาค ประกอบด้วย PropertyGuru.com.sg ประเทศสิงคโปร์ ครองส่วนแบ่งตลาด 90%, PropertyGuru.com.my ประเทศมาเลเชีย ครองส่วนแบ่งตลาด 30%, DDProperty.com ประเทศไทย ครองส่วนแบ่งตลาด 60% และ Rumah.com ประเทศอินโดนีเซีย ครองส่วนแบ่งตลาด 50% โดยมียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 11 ล้านคนต่อเดือน มียอดเพจวิว 104 ล้านครั้ง และมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานกว่า 28% ต่อปี
       
       ปัจจุบัน มีอัตราการค้นหาอสังหาฯ ผ่านมือถือสูงถึง 52% จากการค้นหาทั้งหมด มูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ผ่าน PropertyGuru คิดเป็นมูลค่าประมาณ 14 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ต่อปี หรือประมาณ 10% ของมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในภูมิภาคนี้
       
       นายณพงศ์ กล่าวเพิ่มว่า บริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการร่วมทุนในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการลงทุนพัฒนาระบบจะต้องพัฒนาในทุกสาขาในภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกัน นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะได้เม็ดเงินการการทำการตลาดมากขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ และเพิ่มความสนใจแก่ประชาชนทั่วไปให้มาเข้าชมเว็บไซต์ DDProperty มากขึ้น จากปัจจุบันมีผู้เช้าชม 3.5 ล้านคนต่อเดือน มีอสังหาฯ ฝากขายกว่า 2 แสนรายการ มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในไทยเป็น 80-90% ภายใน 3-5 ปี เร็วขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่วางเอาไว้ 5-10 ปี โดยตั้งเป้ารายได้ในปี 2558 จำนวน 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20% 

Cr.http://manager.co.th/

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เอคิว ไม่หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัว เดินหน้าเปิด 8 โครงการ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ยอมรับเลื่อนเปิด 1 โครงการใหญ่ย่านรังสิต เหตุรออนุมัติ EIA เชื่อไตรมาส 3 สถานการณ์ตลาดกระเตื้องจากการลงทุนภาครัฐ ดอกเบี้ยต่ำ ล่าสุด เปิดตัว “เอคิว อาเรีย อโศก”
ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์

       
       นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นตามแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ จากการลงทุนโครงการภาครัฐเริ่มเห็นผลชัดเจนในไตรมาส 3 ทั้งในเรื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นผู้บริโภคว่าจะฟื้นตัวได้เร็วมากน้อยเพียงใด สถานการณ์การเมืองที่นิ่ง และการกำหนดวันเลือกตั้งที่มีความชัดเจน
       
       “การที่ภาครัฐให้ความสําคัญที่จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ถือเป็นแรงผลักดันสําคัญที่ทําให้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยเกิดการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ด้านผู้ประกอบการเองก็นําเสนอโปรดักต์สู่ตลาดอย่างหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการอย่างตรงจุดมากขึ้นกว่าในอดีต กลุ่มตลาดที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ กลุ่มตลาดระดับกลางถึงบน ซึ่งซัปพลาย ณ ปัจจุบันยังถูกดีมานด์ดูดซับอย่างรวดเร็ว หากพิจารณาในเรื่องราคาพบว่า ขยับสูงขึ้นทุกปี และจากการสํารวจโดยหลายหน่วยงานพบว่า ในปีนี้คอนโดมิเนียมในย่านทองหล่อ พร้อมพงษ์ อโศก มีความต้องการจากทั้งชาวไทย และต่างชาติ” นายยงยุทธ กล่าว
       
       ในปีนี้บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท แต่ได้มีเลื่อนเปิดโครงการออกไป จำนวน 1 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในย่านรังสิต มูลค่าโครงการ 2,750 ล้านบาท เนื่องจากต้องรอขออนุญาตจัดสรรก่อน จึงเลื่อนการเปิดขายโครงการดังกล่าวออกไปก่อน ทำให้คงเหลือโครงการเปิดใหม่ จำนวน 8 โครงการ มูลค่ากว่า 5,250 ล้านบาท
       
       โดยยังคงเป้าหมายยอดขายเดิมที่ 2,500 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายแล้ว 1,300 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าครึ่งปีแรกนี้บริษัทจะมียอดขายที่ 2,000 ล้านบาท โดยมียอดขายรอรับรู้รายได้ราว 600 ล้านบาท และสต๊อกพร้อมโอนประมาณ 500 ล้านบาท
       
       ล่าสุด บริษัทเปิดตัวโครงการ “เอคิว อาเรีย อโศก” สร้างอยู่บนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา รวม 1 อาคาร สูง 29 ชั้น ขนาด 1 ห้องนอน จํานวน 315 ยูนิต ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 160,000 บาทต่อตารางเมตร มูลค่า 1,500 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2561 โดยจะเปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ และเปิดให้จองอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ คาดว่าจะมียอดขายวันเปิดจองที่ประมาณ 50%
       
       นอกจากนี้ บริษัทมีแผนรับงานบริหารโครงการคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา 3 ราย โดยมูลค่าโครงการที่บริษัทจะเข้าไปบริหารอยู่ที่ระดับ 800-1,000 ล้านบาท คาดว่าภายในปีนี้จะได้ข้อสรุป 1 ราย มูลค่าโครงการมากกว่า 1,000 ล้านบาท
       
       “ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนบอกว่าเหนื่อย และถือเป็นอีกปีที่เหนื่อยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หากเป็นมืออาชีพคงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวัง ซึ่งข้อดีในภาวะเช่นนี้ซัปพลายในตลาดจะลดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ที่ควบคุมตลาดไม่ทรุดลงไปมากกว่านี้ คือ ธนาคาร ปัจจุบันธนาคารเข้ามาดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ซัปพลายในตลาดในภาวะที่ไม่ดีลดลง” นายยงยุทธ กล่าว
       

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เผยโฉม ... อนาคต "สามย่าน-จุฬา-สยาม" จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ?

เผยโฉม ... อนาคต "สามย่าน-จุฬา-สยาม" จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ?



เผยโฉม ... อนาคต "สามย่าน-จุฬา-สยาม" จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ?

พื้นที่หลายๆ ส่วนในย่าน "สามย่าน-จุฬา-สยาม" นั้นไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือประชาชนทั่วไป แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตัวจริงเสียงจริงของพื้นที่เหล่านี้คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เมื่อสองหน่วยงานใหญ่นี้เริ่มขยับตัวก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทำให้พี้นที่หลายๆ ส่วนตรงนี้เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง และจะเปลี่ยนแปลงไปอีกเรื่อยๆ ในอีก 2 - 5 ปีข้างหน้านี้ คำถามคือในช่วง 1 - 2 ปีทีผ่านมา มีอะไรใหม่ๆ ในย่านนี้? และนับจากปี 2558 เป็นต้นไป จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตรงไหนบ้าง? วันนี้ Checkraka เราได้รวบรวมความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในย่านนี้มาให้ชมกันค่ะ
โครงการพัฒนาแล้วเสร็จช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา
แผนที่แสดงตำแหน่งโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2556 - 2558 ที่ผ่านมา
โครงการในอนาคตที่กำลังพัฒนาหรือวางแผนออกแบบอยู่ในปี 2558
แผนที่แสดงตำแหน่งโครงการต่างๆ ที่จะทยอยเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ในย่านสามย่าน - จุฬา - สยาม นี้
1. ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า









3. รูปแบบการพัฒนาคอนโดมิเนียม
สำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียมในย่านนี้ หลักๆ มี 2 แบบคือ แบบสิทธิการเช่า (Leasehold) ซึ่งก็คือแปลงที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง และสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อสร้าง และพัฒนาเพื่อปล่อยเช่า และแบบเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Freehold) ซึ่งก็คือแปลงที่ดินซึ่งผู้ประกอบการเอกชนซื้อมา และพัฒนาคอนโดขาย
  • คอนโดแบบ Leasehold


จามจุรี สแควร์ เป็นคอนโดแบบสิทธิการเช่า 30 ปี สูง 24 ชั้น 
ปัจจุบันสิทธิการเช่าผ่านไปแล้วประมาณ 7 ปี คงเหลือ 23 ปี
CU Terrace และ CU iHouse เป็นรูปแบบการเช่า 30 ปีเช่นกัน อาคารสองอาคารนี้สร้างเสร็จเข้าอยู่เมื่อปี 2557
  • คอนโดใหม่แบบ Freehold

แอชตัน จุฬา-สีลม (Ashton Chula-Silom) ของอนันดาฯ จะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในปี 2561
ไอดีโอ คิว จุฬา-สามย่าน (Ideo Q Chula-Samyan) ของอนันดาฯ จะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในปี 2559
เดอะ รูม พระราม 4 (The Room Rama 4) ของ L&H จะสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในปี 2559
คลาส สยาม (Klass Siam) ของกลุ่มบริษัทคลาส จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2559

ระบบคมนาคมขนส่งในอนาคต

โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลระยะสั้นรูปแบบรถไฟฟ้ายกระดับรางเดี่ยว เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) (BMA: Bangkok Metropolitan Administration) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหารถติดบริเวณนี้ และเชื่อม BTS และ MRT ให้เข้ามาเป็น Loop ง่ายต่อการเดินทางเชื่อมต่อให้มากที่สุด โครงการนี้ครอบคลุมรอบจุฬาฯ ตั้งแต่ถนนพระราม 1 ถึง พระราม 4 มีระยะทางทั้งหมด 6.7 กิโลเมตร จำนวน 11 สถานี จะแบ่งการก่อสร้างเป็น 3 Phases เมื่อ 2 ปีที่แล้วทาง Team Group (ในฐานะที่ปรึกษา) ได้มีการออกแบบโครงการขึ้นมาเบื้องต้นแล้ว และได้มีการจัด Public Hearing แล้วด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้กระแสตอบรับในทางบวกมากสักเท่าไหร่ ณ ปัจจุบันนี้ โครงการยังอยู่ในความดูแลของ กทม. และก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า กทม. จะเดินหน้าหรือไม่ และกำหนดการก่อสร้างจะเป็นอย่างไร
แนวเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า Monorail
(ขอบคุณภาพจาก Wikipedia)
Phase 1 (เส้นสีน้ำเงินในรูปข้างบน) บนถนนพญาไท จำนวน 6 สถานี ระยะทาง 4 กิโลเมตร สถานีเฉลิมเผ่า สยามสแควร์ ปทุมวัน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสามย่าน
Phase 2 (เส้นสีชมพูในรูปข้างบน) เพิ่มอีก 3 สถานี บริเวณสามย่าน (จุฬา ซอย 5 และจุฬา ซอย 12) คือ สถานีตลาดสามย่าน บรรทัดทอง และจุฬา ซอย 12
Phase 3 (เส้นสีแดงในรูปข้างบน) บนถนนอังรีดูนังต์ เพิ่มอีก 2 สถานี คือ สถานีสภากาชาดไทย และราชกรีฑาสโมสร
บทสรุปทำเล สามย่าน-จุฬา-สยาม
เจ้าของพื้นที่อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น มีแผนและโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ทำเล "สามย่าน-จุฬา-สยาม" นี้เปลี่ยนแปลงพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า ในส่วนของคอนโดทำเลนี้นั้น ก็เริ่มจะได้รับความนิยมในตลาดมากขึ้น เมื่อดูจากราคาเริ่มต้นโครงการในข้างต้นกับราคาขายปัจจุบันจะเห็นว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้น และด้วยความที่ทำเลนี้ใกล้ทั้งแหล่งทำงาน สถานศึกษาและช้อปปิ้งไลฟ์สไตล์ทำให้ทำเลนี้เหมาะแก่การซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า หรืออยู่อาศัยในอนาคตเป็นอย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ญี่ปุ่นลงพื้นที่เดือนหน้าลุยไฮสปีดกรุงเทพ-เชียงใหม่


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้จะประชุมคณะกรรมร่วมไทย-ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกหลังเซ็น MOC (บันทึกความร่วมมือ) และตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินงานร่วมกัน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 2.คณะทำงานเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ, กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง และ 3.คณะทำงานด้านการเงินและรูปแบบการลงทุน 

"ญี่ปุ่นให้ความสนใจรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เป็นโครงการแรก จะเริ่มพิจารณาด้านการเงินและรูปแบบการลงทุนก่อนเพราะญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก เพราะใช้เม็ดเงินลงทุนสูง อีกประมาณ 1 เดือนหรืออย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งสองฝ่ายจะจัดทำแผนการทำงานของโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถเริ่มทำงานได้"

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ฝ่ายไทย-ญี่ปุ่นจะร่วมมือกันในการดำเนินโครงการก่อสร้างโดยใช้เทคโนโลยีชินคันเซ็น อีกทั้งญี่ปุ่นช่วยหาแหล่งเงินลงทุนและให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร คาดว่า 2 เดือนนับจากนี้จะได้รูปแบบความร่วมมือจะเป็น EPC หรือ PPP เนื่องจากกิจการรถไฟของญี่ปุ่นดำเนินการโดยบริษัทเอกชน คือ บริษัท JR East ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจเหมือนรถไฟไทย-จีน แต่ความร่วมมือเป็นจีทูจี (รัฐบาลต่อรัฐบาล) แน่นอน ส่วนกรอบเวลาทำงานจะมีกี่แผนงาน จะต้องใช้เวลาสำรวจ ออกแบบ ประมาณราคาอีกสักระยะหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ง่าย เนื่องจากญี่ปุ่นมีมาตรฐานและความปลอดภัยต้องได้ 100% แม้จะมีแบบอยู่แล้วก็ตาม 

"ปลายปีนี้จะเห็นความชัดเจน จะเริ่มสำรวจพื้นที่ปลาย ก.ค.นี้ เพราะมีผลศึกษาโครงการเดิมของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่แล้ว ใช้เงินลงทุน 426,898 ล้านบาท สามารถนำมาทบทวนแบบรายละเอียดได้ คาดว่าจะเสร็จต้นปี59 จากนั้นกลางปีเริ่มสร้าง ใช้เวลา 4 ปี หรือแล้วเสร็จปี63"

ส่วนแนวเส้นทางอยู่ที่ญี่ปุ่นจะเลือก เนื่องจากรับผิดชอบด้านออกแบบรายละเอียด การสำรวจคาดว่าจะไม่เกิน 2 ครั้ง จะทราบแนวที่แท้จริง ซึ่งญี่ปุ่นเคยศึกษาเบื้องต้นไว้บ้างแล้วก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยก็มีผลศึกษาเดิมที่ สนข.ศึกษาไว้ ก็เตรียมแนวตามผลการศึกษาเดิมไว้ ที่จะเบี่ยงแนวใหม่ช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่จะตัดผ่านพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

สำหรับการสำรวจพื้นที่จะแบ่งเป็นช่วงๆ เหมือนรถไฟไทย-จีน จะแบ่งเป็น 2-3 ช่วง เช่น ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก, พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ หรือพิษณุโลก-สุโขทัย-ลำปาง และช่วงลำปาง-เชียงใหม่ จะดูความยากง่ายของสภาพพื้นที่ด้วย เนื่องจากเกี่ยวกับเรื่องการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หากต้องเสนอทำอีไอเอทั้งโครงการ อาจจะติดขัดทำให้โครงการล่าช้าได้ จะต้องแยกเป็นช่วง ๆ ไป เพื่อให้โครงการได้เริ่มต้น 

พล.อ.อ.ประจินกล่าวอีกว่า ส่วนเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง เชื่อมต่อท่าเรือทวายในอนาคตและเส้นทางกรุงเทพฯ-สระแก้ว เพื่อเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม ระยะทางรวม 574 กิโลเมตร ทางญี่ปุ่นยังไม่มีระบุกำหนดกรอบเวลาที่จะก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของการศึกษาและสำรวจเส้นทางจะเป็นรถไฟทางคู่ 1 เมตร หรือรางมาตรฐาน แต่จะพยายามให้ทันรัฐบาลชุดนี้


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ณุศาศิริ โชว์บ้านหรู “ณุศา ชีวานี พัทยา” ภายใต้แนวคิด “บ้านเพื่อสุขภาพ”

ณุศาศิริ เชื่ออสังหาฯ เมืองท่องเที่ยวยังได้รับความนิยม ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดฯ เดินหน้าแนะนำโครงการบ้านหรู ณุศา ชีวานี พัทยา ภายใต้แนวคิด “บ้านเพื่อสุขภาพ”

       ปัจจุบัน เทรนด์โครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแหล่งหัวเมืองท่องเที่ยวกำลังเป็นที่สนใจมากอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบ้านเดี่ยว หรือคอนโดมิเนียม ดังนั้น บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) จึงได้แนะนำ โครงการ ณุศา ชีวานี พัทยา (NUSA Chivani Pattaya) พัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ สไตล์ทัสคานี ประเทศอิตาลี
       
       ภายใต้แนวคิด “บ้านเพื่อสุขภาพ” ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 86-146 ตร.ว. (เฟส 1) รวมยูนิตสำหรับพักอาศัยทั้งหมด 84 ยูนิต (เฟส 1) โดยรูปแบบของบ้านแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ 
       1.บ้าน Nike มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 165.40 ตร.ม.
       2.บ้าน Athena มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 211.56 ตร.ม. (บ้าน 2 ชั้น)
       3.บ้าน Hermes มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 211.76 ตร.ม. และ
       4.บ้าน Zeus มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 267.26 ตร.ม. (บ้าน 2 ชั้น)
       
       ภายในโครงการ ณุศา ชีวานี พัทยา ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภค พร้อมสรรพทุกฟังก์ชันเน้นการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด คลับเฮาส์ และศูนย์การรักษาระดับมาตรฐานภายในโครงการ ซึ่งบริหารงานโดย “พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์” (Panacee Medical Center) โดยเป็นศูนย์การรักษาระดับมาตรฐาน มั่นใจได้ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจ และมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย รวมไปถึงผู้สูงอายุภายในบ้านของท่าน 
พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้คุณสามารถสบายใจได้ในยามที่คุณไม่อยู่บ้าน นอกจากนี้ โดยรอบโครงการยังมีโครงการในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก เช่น โรงแรม คอนโด และสวนน้ำ Nusa Water Land
       
       ด้านทำเลที่ตั้งนั้นตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ บริเวณหาดจอมเทียน ถนนพัทยาใต้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นทำเลหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เน้นการใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ผู้อาศัย แวดล้อมไปด้วยแหล่งอำนวยความสะดวก และศูนย์รวมไลฟ์สไตล์มากมาย เช่น สวนนงนุช โรงแรมแอมบาสเดอร์ สวนน้ำการ์ตูนเน็ตเว็ค ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ตลาดน้ำ 4 ภาค วัดเขาชีจรรย์ เป็นต้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nusasiri.com หรือ Call Center 1608