วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บีทีเอส-แสนสิริ ประกาศแผนร่วมทุน 5 ปี ผุดคอนโดฯ 25 โครงการ มูลค่ากว่าแสนล้าน


        บีทีเอส - แสนสิริ ประกาศแผนร่วมทุนระยะ 5 ปี ทุ่มเกือบ 70,000 ล้านบาท ผุดคอนโดฯ 25 โครงการ มูลค่าโครงการกว่า 1 แสนล้านบาท ปี 58 เปิดอีก 5 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท หลังเดอะ ไลน์ จตุจักร มูลค่า 5,700 ล้านบาท ประสบความสำเร็จปิดการขายภายในวันเดียว ด้านบีทีเอสเผยเตรียมลงทุนอาคารสำนักงาน 2 แห่ง โรงแรมอีก 1 แห่งย่านกลางเมือง มูลค่าเกือบ 15,000 ล้านบาท ขณะที่แสนสิริ รับปีนี้ชะลอลงทุนคอนโดฯ เผยยอดขายครึ่งปี 1.55 หมื่นล้าน
       
       นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในระยะยาวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ มีแผนร่วมมือกันเปิดโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบริษัทบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1 แสนล้านบาท โดยปีนี้เปิดคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 1 โครงการ มูลค่า 5,700 ล้านบาท
       
       “หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คือ ปีนี้เปิดขายครบ 6 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท ก็จะให้บริษัทฯ รับรู้กำไรตามสัดส่วนการลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับแสนสิริเข้ามาในปี 2561 ประมาณ 1,000 ล้านบาท” นายคีรี กล่าว
       
       นอกจากการร่วมทุนกลับแสนสิริเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว บีทีเอส ยังมีแผนลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า หรือสร้างรายได้ระยะยาว เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม เป็นต้น โดยปีนี้จะพัฒนา 2 โครงการ ได้แก่ ทำเลพญาไท เนื้อที่ 5 ไร่ พัฒนาเป็นโรงแรม และอาคารสำนักงาน มูลค่าโครงการราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมมือทางธุรกิจ หลังจากที่บีทีเอสเข้าไปถือหุ้นในบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) (U) หรือเอ็น-พาร์คเดิมในสัดส่วน 35% และโครงการสำนักงานอีก 1 แห่ง ย่านจตุจักร ติดกับโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร บีทีเอสจะพัฒนาเอง บนเนื้อที่ 11 ไร่ มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท โดยบางส่วนจะใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของบีทีเอส กรุ๊ป ที่เหลือปล่อยเช่า
       
       “ทั้ง 2 โครงการจะช่วยเพิ่มรายได้ระยะยาวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะสร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และสม่ำเสมอให้แก่บีทีเอสในอนาคต โดยจะเริ่มก่อสร้างได้ในครึ่งหลังปีนี้ นอกจากนี้ บีทีเอสยังมีแผนพัฒนาโรงแรม และสำนักงานอย่างต่อเนื่อง” นายคีรี กล่าว
       
       นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะนำที่ดินที่เหลืออยู่ 400 ไร่ ในโครงการ ธนาซิตี้ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ ถ.บานา-ตราด กม.14 มาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ใช้ระยะเวลาในการพัฒนา 4 ปี อยู่ระหว่างการจัดแผน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ปัจจุบัน บีทีเอส ยังมีที่ดินที่รอการพัฒนาอีกกว่า 1,800 ไร่ มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท
       
       สำหรับผลการดำเนินงานของบีทีเอสในงวดปี 58/59 (เม.ย.58-มี.ค.59) คาดว่าจะดีกว่างวดเดียวกันปีก่อนที่บริษัทฯ มีรายได้รวม 23,000 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากการให้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งงวดปีนี้คาดว่ารายได้จากสายธุรกิจขนส่งมวลชนจะโตประมาณ 6-8% โดยในรายได้ก้อนดังกล่าวนี้เป็นการเติบโตของรายได้ให้บริการเดินรถ 2% และยอดผู้โดยสารที่คาดว่าจะโต 4-6% จากงวดเดียวกันปีก่อน
       
       นายคีรี กล่าวต่อว่า ภาพรวมเศรษฐกิจตอนนี้ค่อนข้างฝืด จึงหวังว่ารัฐบาลจะมีโครงการใหม่ๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งในส่วนของบีทีเอสได้เสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางไปยังรัฐบาลเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเส้นทางที่บริษัทสนใจลงทุนคือ เส้นทางขอนแก่น-แหลมฉบัง ระยะทาง 500 กิโลเมตร เป็นรถไฟทางคู่ มูลค่าลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้ BTS เข้ามา
       
       แสนสิริชะลอลงทุนคอนโดฯ
       
       ด้าน นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า ที่ผ่านมา แสนสิริได้รับการยอมรับด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี โดยลูกค้ากว่า 90-99% เป็นชาวไทย แต่การร่วมทุนกับบีทีเอส สะท้อนให้เห็นศักยภาพในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทสามารถปิดการขายโครงการ เดอะ ไลน์ จตุจักร - หมอชิต ได้ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ โดยมีลูกค้าต่างชาติทั้งในฮ่องกง และจีนให้ความสนใจโครงการ และเข้าร่วมงานโรดโชว์จำนวนมากมียอดขายสูงถึง 200 ยูนิต และมีสัดส่วนยอดขายชาวต่างชาติถึง 40% โดยเฉพาะที่ฮ่องกงซึ่งคุณคีรี นับเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวฮ่องกงเป็นอย่างดี จนส่งผลให้สามารถสร้างยอดขายโครงการจากลูกค้าต่างชาติได้จำนวนมาก และปิดการขายได้ภายในวันเดียว
       
       ทั้งนี้ จากความสำเร็จดังกล่าวทำ ให้บริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้งฯ มีแผนพัฒนาโครงการเดอะ ไลน์ อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนลงทุนพัฒนาคอนโดฯ เพิ่มอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นแบรดน์เดอะไลน์ 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71, เดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง, เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค, เดอะ ไลน์ เพชรบุรี 18 และอีกหนึ่งคอนโดมิเนียมกลางเมือง
       
       สำหรับการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมของแสนสิริ ปีนี้มีการเปิดตัวเพียงโครงการเดียว คือ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า มูลค่า 1.5 ล้านบาท ปิดการขายแล้ว เนื่องจากรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเปิดโครงการใหม่แต่เหมาะสำหรับการซื้อที่ดินเข้ามาเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะขยายการลงทุนได้ตลอดเวลา แต่ต้องให้สถานการณ์เศรษฐกิจ และภาวะตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขาย 15,500 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้ 5,700 ล้านบาท เป็นยอดขายของบริษัทร่วมทุน จากเป้าหมายยอดขายทั้งปี 33,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีสต๊อกบ้านเหลือขายพร้อมอยู่ มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท สามารถสร้างยอดขาย และรับรู้รายได้ในปีนี้
       

“LPN” จากธรรมมาภิบาลธุรกิจสู่ “Strong Brand”


        เมื่อพูดถึงการคืนกำไรแก่สังคมของผู้ประกอบการในทุกๆ ธุรกิจแล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกๆ รายพยายามที่จะสร้างกิจกรรม หรือจัดทำโครงการดีๆ เพื่อเป็นการคืนกำไรแก่สังคมแน่นอน แต่ก็ต้องรับว่า ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่จัดกิจกรรมคืนกำไรสังคม เพียงเพื่อให้สอดรับต่อข้อบัญญัติของธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจ และนำมาใช้ในการสร้างแบรนด์ของบริษัท แต่บางรายกลับให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว และสานต่อกิจกรรม หรือโครงการเพื่อคืนกำไรแก่สังคมจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้า นำมาซึ่งความแข็งแกร่งของแบรนด์และแบรนด์แวลู จนแบรนด์ของบริษัทเข้าไปครองใจลูกค้าอย่างเหนียวแน่น ส่งผลดีต่อสินค้าของบริษัทนั้นๆ อย่างมหาศาล
       
       สำหรับในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว ที่เห็นเด่นชัดมากคือ “LPN” ซึ่งสามารถพูดได้เต็มปากว่า มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทำกิจกรรม และโครงการการคืนกำไรต่อสังคม รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูง จนทำให้วันนี้เมื่อพูดถึงการเลือกซื้อห้องชุด หรือคอนโดมิเนียม ราคาระดับกลาง-ล่าง ชื่อแบรนด์ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียม ชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้บริโภคหลายๆ รายคือ LPN ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากผู้ริโภคผู้อยู่อาศัยในโครงการของ LPN อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหารจัดการโครงการ การดูแลลูกค้าในฐานนะตัวแทนบริหารชุมชนจากนิติบุคคลอาคารชุด และการรับผิดชอบต่อสังคมในด้านระบบก่อสร้าง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงเพียงงานก่อสร้างในไซต์งาน แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมรอบข้างในทุกๆ โครงการที่ LPN ได้เข้าไปพัฒนาโครงการในพื้นที่ต่างๆ
       
       “พิเชษฐ ศุภกิจจานุสันติ์” กรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ความหมายของ GRREN นั้นมีความเกี่ยวกับสังคม และสิ่งแวดล้อม และในส่วนด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นมีบทบาท และมีส่วนเกี่ยวข้องต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะโดยภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ จะเกี่ยวกับผู้ประกอบการพัฒนาโครงการส่งมอบให้แก่ลูกค้าเอากำไรเข้ากระเป๋าถือว่าเสร็จสิ้นในเรื่องของกระบวนการขาย นี่คือขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ประกอบการทั่วไป โดยเฉพาะถ้าเป็นบ้านจัดสรร โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ แต่ในส่วนของคอนโดมิเนียมนั้นจำเป็นต้องมีผู้บริหาร และในปัจจุบัน มีกฎหมายให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร นิติบุคคลอาคารชุดออกมาเพื่อเข้ามาดูแลตัวโครงการ
       
       แต่ในส่วนของ LPN แล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายและต่อเนื่องไปถึงชีวิตการอยู่อาศัยของลูกค้าหลังส่งมอบห้องชุด LPN ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา รวมถึงในด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ตึกที่สร้างขึ้นมาไปบังทิศทางลม ไปบังแสง ไปบังทัศนียภาพ ระหว่างก่อสร้าง ฝุ่น เสียง มลพิษ ภาระทั้งหมด รัศมีประมาณ 500 เมตร มีปัญหาหมด สร้างเสร็จคอนโดหลายๆ คอนโดต้องมีการดูแลที่ดี ไม่งั้นจะกลายสลัมลอยฟ้า สร้างภาระให้แก่สังคม 


        จากแนวคิดของ LPN ที่ทำหน้าที่พัฒนาโครงการอาคารชุดมานาน ได้ตกผลึกด้านความรับผิดชอบในทุกๆด้านว่ามีความจำเป็น และต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อเกิดแนวคิด SD หรือ Sustainable Development คือ การพัฒนาการอย่างยั่งยืน เพราะในสมัยก่อนผู้ประกอบเองจะเน้นผลกำไร ผลกำไรดี ทุกอย่างก็ดี ทุกคนได้ผลตอบแทน แต่ทางนักวิชาการบอกว่า ผลประการในเชิงกำไรอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องมองไปที่สังคม และสิ่งแวดด้วย
       
       ดังนั้น ขอบเขตของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นโยบายหลักของบริษัทในปัจจุบันเริ่มขยายกว้าง และะลึกขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างความยั่งยืนระดับนโยบาย (GREEN POLICY) จากแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ของธุรกิจต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลัก Triple Bottom Line (3P) ทำให้ LPN ก้าวมาสู่การค้นพบกลยุทธ์ที่เป็นของตนเอง คือ 6 GREEN LPN
       
       ปัจจุบัน การเติบโตของเมืองและการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาที่ดินในเมืองใหญ่สูงขึ้น พฤติกรรมการซื้อที่พักอาศัยของผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงไป การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ แนวราบที่เคยเป็นที่นิยม กลับกลายเป็น “คอนโดมิเนียม” หรือที่อยู่อาศัยแนวสูงที่ครองตลาดส่วนใหญ่ บวกกับวิถีชีวิตของคนวัยทำงานที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง ทำให้อาคารชุดพักอาศัยทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ
       
       ดังนั้น LPN ในฐานะผู้พัฒนาอาคารชุดพักอาศัยที่มุ่งมั่นในส่งมอบบ้านคุณภาพ และ “ชุมชนน่าอยู่” ให้แก่กลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงกลาง-ล่าง ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ (Affordable House) จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product and Service Value) ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (STAKEHOLDERS) เพราะ LPN ตระหนักเสมอว่าการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยมีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนรอบข้าง LPN จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ และกระบวนการพัฒนาโครงการ โดยได้มีการกำหนดเป็นแนวทางในการบริหาร และดำเนินงานในกระบวนการ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม 


        และเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความอย่างยั่งยืน บริษัทได้นำหลักTriple Bottom Line (3P)ที่บริษัทยึดเป็นแนวทางมากว่า 10 ปี คือ 1.Profit หรือผลประกอบการและเศรษฐกิจ 2.People คนในสังคม และ 3. Planet สิ่งแวดล้อม มาดำเนินการต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นแนวคิดและกลยุทธ์ในแบบฉบับของ LPN คือ “6 GREEN LPN” ซึ่งเป็นการแตกแขนงจาก Triple Bottom Line (3P) ประกอบด้วย 1.Profit (ผลประกอบการและเศรษฐกิจ) ซึ่งได้แตกออกเป็นGreen Marketing Management และGreen Financial Management 2.People (สังคม) ได้แตกแขนงออกเป็น Green Enterprise และ Green Community Management และ 3.Planet (สิ่งแวดล้อม) แตกออกเป็น Green Design Concept และGreen Construction Process
       
       “Profit” ซึ่งในความหมายของ LPN คือ ผลประกอบการและเศรษฐกิจ มีเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของบริษัท คือ การสร้างสมดุลของผลตอบแทนในการดำเนินงานที่พอประมาณและต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบในการประกอบกิจการด้วยความโปร่งใส และเปิดเผย รวมถึงการแบ่งปันผลตอบแทนไปสู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
       
       ซึ่งบริษัทได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบต่อผลประกอบการ และเศรษฐกิจไปสู่ Green Marketing Management หมายถึง การตลาดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือลูกค้า และคู่แข่ง โดยบริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องต่อปณิธานในการสร้างบ้านหลังแรกที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายระดับกลาง ถึงกลาง-ล่าง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดี ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคตั้งแต่ก่อน และหลังการส่งมอบ ตลอดจนดำเนินนโยบายการตลาดที่เป็นธรรม เคารพสิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งปฏิบัติต่อคู่แข่งอย่างเป็นธรรม ไม่โจมตี โดยแบ่งตามกลยุทธ์ทางการตลาด 6 ประการ คือ Product, Price, Place, Promotion, People และ Process
       
       และยังต่อยอดออกไปเป็น Green Financial Management คือ การกำหนดผลตอบแทนและการเติบโตขององค์กรให้เหมาะสม ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดทำงบการเงินที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เพื่อความโปร่งใสของงบการเงิน จัดให้มีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ มีการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญอย่างเพียงพอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น และนักลงทุนในการใช้งบการเงินตามหลักการของ Accountability Financial Statement ได้แก่ ความโปร่งใส การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ การเปิดเผย และไม่มีวาระซ่อนเร้น สอบวัดได้ มีวินัย และจัดการความเสี่ยงทางการเงิน
       
       “People” คือ ความรับผิดชอบต่อคนในสังคม ซึ่งบริษัทคำนึงอยู่เสมอว่าธุรกิจนั้นจะเติบโตได้ด้วยพื้นฐานของสังคมที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย การรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบุคลากรภายใน (พนักงาน) เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสังคมภายนอก บุคลากรของคู่ค้า ลูกค้า และผู้พักอาศัยในโครงการ รวมถึงสังคมภายนอก อันได้แก่ ชุมชนเพื่อนบ้าน แรงงานก่อสร้าง ตลอดจนสภาพสังคมโดยรวมของประเทศ ซึ่ง 2 แนวคิดจาก “6 GREEN LPN” ที่ใช้ในการดำเนินการ คือ
       
       Green Enterprise คือ การดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการและทุนมนุษย์ ด้วยการกำหนดนโยบายระดับองค์กรที่มุ่งสู่ “องค์กรคุณค่า” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนและการจัดการทุนมนุษย์ Green Community Management คือ การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยในโครงการหลังการส่งมอบ รวมทั้งดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้อยู่อาศัย และชุมชนโดยรอบโครงการ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ ด้วยกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่” ซึ่งไม่เพียงดูแลรักษาอุปกรณ์ และทรัพย์สินต่างๆ ให้เกิดความพร้อม และปลอดภัยการใช้งานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการสร้างความสุข และสังคมที่ดี มีความอบอุ่น ปลอดภัย ด้วยวัฒนธรรมการอยู่อาศัย “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” และส่งเสริมจิตสำนึกของการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และสม่ำเสมอ
       
       “Planet” ความรับผิดชอบต่อ สิ่งแวดล้อม ด้วยลักษณะธุรกิจของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีบทบาทและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน จากเหตุผลดังกล่าว บริษัทจึงให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดผลกระทบจากการพัฒนาโครงการในกระบวนการ (In process) ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ กระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน และชุมชนข้างเคียงภายหลังการส่งมอบ โดย 2 แนวคิดจาก “6 GREEN LPN” ที่ใช้ในการดำเนินการ คือ
       
       Green Design Concept คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทจะให้ความสำคัญต่อการออกแบบ และพัฒนาโครงการ ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการวางผังโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทได้พัฒนาแนวทางให้สอดคล้องต่อมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) ของสหรัฐอเมริกา (LEED - The Leadership in Energy and Environmental Design)
       
       Green Construction Process คือ การบริหารจัดการผลกระทบที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากที่สุด บริษัทจึงได้พัฒนากระบวนการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้น และได้พัฒนากลยุทธ์ Q-C-S-E-S+P เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานก่อสร้างให้ทั้งบุคลากรของบริษัท รวมถึงปิยมิตรผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยสำหรับคนงาน และผู้เกี่ยวข้อง 


กรรมการบริหาร ได้เล่าถึงกลยุทธ์ดังกล่าวว่า จากกลยุทธ์ 6 GREEN LPN สู่การพัฒนาโครงการสีเขียว LPN Green Project ...กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Green Design Concept) ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การเลือกทำเล ที่ LPN จะมองหาทำเลในเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงกลาง-ล่าง (Affordable House) แต่มีความต้องการที่พักอาศัยหนาแน่น มีศักยภาพในการพัฒนา อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อลดผลกระทบด้านการใช้พลังงาน และการจราจร การออกแบบและจัดวางผังโครงการ มิได้คำนึงแต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวภายในโครงการเพื่อความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน การใช้น้ำ และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุและทรัพยากรที่เหมาะสม การสร้างสิ่งแวดล้อมภายในอาคารที่มีคุณภาพแก่ผู้อยู่อาศัย รวมทั้งการนำนวัตกรรมจากการออกแบบมาใช้งาน
       
       สำหรับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการก่อสร้าง (Green Construction Process) ครอบคลุมทั้งในบริเวณก่อสร้างและบริเวณข้างเคียง ซึ่งนอกเหนือจากการการดำเนินงานตามหลักกลยุทธ์การก่อสร้าง และมาตรฐานด้านการกำกับดูแลผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดระยะเวลาในการพัฒนาโครงการ อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อยู่อาศัยข้างเคียง เพื่อรับฟังข้อคิด และกำหนดแนวทางป้องกันผลกระทบร่วมกัน ทั้งในเรื่องของ ฝุ่น เสียง การจราจร การสั่นสะเทือน และความปลอดภัยในการก่อสร้าง เป็นต้น 


        เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีของการเพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการพัฒนาโครงการ กับ LPN Signature Green Project ...โครงการลุมพินี เพลส พระราม 9-รัชดา นับเป็นโครงการพักอาศัยที่พัฒนาขึ้นตามมาตรฐาน และเป็นต้นแบบโครงการ LPN Green Project แห่งแรกที่เสร็จสมบูรณ์ และในปัจจุบัน LPN มีโครงการภายใต้การพัฒนาตามมาตรฐาน LPN Signature Green Project อีก 2 โครงการ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2557 ได้แก่ โครงการ ลุมพินี พาร์ค นวมินทร์-ศรีบูรพา โครงการอาคารชุดพักอาศัย สูง 15 ชั้น บนเนื้อที่ 15 ไร่เศษ บนถนนนวมินทร์ และโครงการมิลล์ เพลส โพศรี ศูนย์การค้าชุมชน หรือคอมมูนิตี มอลล์ ที่พัฒนาภายใต้มาตรฐานอาคารเขียว “LEED” แห่งแรกของ LPN และแห่งแรกในจังหวัดอุดรธานี
       
       แนวคิดในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน อันเป็นกลยุทธ์ในแบบฉบับของ LPN “6 GREEN LPN” และการพัฒนาโครงการภายใต้มาตรฐาน LPN Green Project นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของ LPN ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสานฝันการมี “บ้าน” คุณภาพ และสังคมที่เปี่ยมสุขให้แก่ทุกครอบครัวตามกลยุทธ์การสร้าง “ชุมชนน่าอยู่” 


วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

GOLD ลุยทาวน์โฮมกางแผนเปิด 6 ทำเลไตรมาส 4


"โกลเด้นแลนด์" เปิดแผนครึ่งหลัง ลุย "ทาวน์โฮม" ตีตลาดปีหน้า ชูฟังก์ชั่นเป็นจุดขาย "4 ห้องนอน-ครัวไทย-ห้องพระ"
นายภวรัญชน์ อุดมศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส โกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุ๊ป ในเครือ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ GOLD เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังจะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 10 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ และทาวน์โฮม 6 โครงการ หลังจากครึ่งปีแรกเปิดตัวบ้านเดี่ยวไปแล้ว 1 โครงการ และทาวน์โฮม 2 โครงการ

สาเหตุที่เปิดตัวทาวน์โฮมมากขึ้น เนื่องจากแบรนด์ "โกลเด้น ทาวน์" ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2557 มีการตอบรับจากลูกค้าดี มียอดโอน 1,458 ล้านบาท ปัจจุบันมีโครงการเปิดขาย 7 โครงการ รวม 1,570 ยูนิต มูลค่า 4,830 ล้านบาท มียอดขายเฉลี่ยรวม 72% โดยเฉพาะโครงการที่งามวงศ์วาน-ประชาชื่น 148 ยูนิต มียอดพรีเซล 100% ตั้งแต่เปิดตัว 2 วันแรก คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้จะมียอดโอน 624 ล้านบาท ถือว่าเป็นอันดับที่ 6 ในตลาด เทียบกับ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์, บมจ.เอพี (ไทยแลนด์), บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บมจ.แสนสิริ ซึ่งปีหน้าตั้งเป้าจะขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ในตลาด คาดว่าจะเป็นรองเพียง บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท

สำหรับจุดขายของ "โกลเด้น ทาวน์" คือ 1)มีครัวไทย เป็นลานซักล้างหลังบ้าน ที่ตอกเสาเข็มยาว 20-22 เมตรเท่ากับเสาเข็มบ้าน ก่อรั้วสูงเท่าผนัง 2.5-3 เมตร และทำรางน้ำฝนไว้ให้สำหรับลูกค้าต่อเติมบ้านเองและลดปัญหาพื้นหลังบ้านทรุด

2)ห้องพระหรือห้องสมุด มุมใต้หลังคาบ้าน 3)ทุกหลังเริ่มต้นที่ 4 ห้องนอน ขนาดเล็กที่สุด 7.5 ตร.ม. และดัดแปลงเป็นห้องอเนกประสงค์ได้ 4)ทาวน์โฮม 3 ชั้น สามารถจัดห้องนอนแกรนด์สวีท ที่มีวอล์กอินโคลเซตและห้องน้ำในตัวและทุกหลังยังมีหน้ากว้าง 5.7 เมตร จอดรถได้ 2 คัน และใช้วัสดุประตู, หน้าต่าง, โคมไฟดาวน์ไลต์ เกรดเดียวกับบ้านเดี่ยว

"ทาวน์โฮมถูกมองเป็นสินค้าระดับชั้นต่ำกว่าบ้านเดี่ยว การพัฒนาคุณภาพเหมือนบ้านเดี่ยวจะตอบโจทย์ลูกค้าได้ จึงต้องมีฟังก์ชั่นที่เท่ากับหรือมากกว่าบ้านเดี่ยว แม้แต่พื้นที่ส่วนกลางของทาวน์โฮมก็ไม่แตกต่าง มีคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ซึ่งราคาทาวน์โฮมทำเลเดียวกับบ้านเดี่ยวจะถูกกว่า 3 เท่า บางครั้งลูกค้าที่อยากอยู่ใกล้เมืองแต่กำลังซื้อไม่ถึงก็ยอมเปลี่ยนความต้องการ เพราะเรามีฟังก์ชั่นให้ไม่ต่างกัน" 

นายภวรัญชน์กล่าวและว่า ทาวน์โฮมแบรนด์โกลเด้น ทาวน์ มีแบบ 2 ชั้น-3 ชั้น ขนาด 18, 21, 23 ตร.ว. ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีทำเลอยู่ในถนนซอยลึกจากถนนใหญ่ไม่เกิน 1 กม. แม้ว่าทำเลอาจไม่ติดถนนใหญ่ และราคาสูงกว่าคู่แข่งในทำเลถนนซอยเดียวกัน 1-2 แสนบาทแต่จากฟังก์ชั่นที่ให้มากกว่าทำให้ลูกค้าตอบรับดี สำหรับ 6 โครงการทาวน์โฮมที่จะเปิดในครึ่งปีหลัง ได้แก่ 1)อ่อนนุช-พัฒนาการ 2 โครงการ 2)ลาดพร้าว 101-เกษตรนวมินทร์ 3) ถ.รามคำแหง 4)บางนา-ตราด 5)ปิ่นเกล้า รวม 2,219 ยูนิต มูลค่า 6,600 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

การเมืองนิ่งหนุน สนง.ให้เช่า แนะตึกเก่า 7 ล้าน ตร.ม. รีโนเวตรับขาขึ้น


การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับภาคธุรกิจ ยืนยันด้วยสถิติการเช่าสำนักงานในเขตใจกลางมหานครกรุงเทพ ข้อมูลของ "ซีบีริชาร์ด เอลลิส ประเทศไทย" หรือ CBRE โดย "นิธิพัฒน์ ทองพันธุ์" ผู้บริหารซีบีฯ ระบุว่า อัตราพื้นที่ว่างลดต่ำกว่า 10% มีให้เห็นในปี 2557 นับเป็นสถิติในรอบ 20 ปี เหตุผลชัดถ้อยชัดคำเพราะการเมืองภายในนิ่ง (รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557) ผู้เช่าหลักคือลูกค้าต่างชาติมีความมั่นใจ หันมาเป็นลูกค้าสำนักงานให้เช่า (ออฟฟิศ บิลดิ้ง) เกรดเอและบีมากขึ้น

ภาพรวมพื้นที่อัพเดต ณ ช่วงครึ่งปีแรก 2558 มี 8.4 ล้าน ตร.ม. เพิ่มขึ้น 8.6 หมื่น ตร.ม. มาจาก 2 โครงการใหม่คือ เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ กับภิรัช ทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ จะเห็นได้ว่าดีมานด์-ซัพพลายค่อนข้างจะขี่กันอยู่เนื่องจากคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 4.8% เท่านั้น

มองอนาคตอันใกล้ กรุงเทพฯ จะมีอาคารสำนักงาน 3.4 แสน ตร.ม. ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและทยอยสร้างเสร็จตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2558 ไปจนถึงปี 2561 โครงการไฮไลต์จะมีอาคารเกษร ทาวเวอร์ 2 กับสิงห์ คอมเพล็กซ์ ทำให้ซีบีฯ ประเมินว่าอัตราพื้นที่ว่าง (Vacancy Rate) จะลดต่ำลงแตะ 5% ภายใน 2-3 ปีหน้า

นั่นหมายถึงซัพพลายมีจำกัดจำเขี่ยมากสำหรับตลาดย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม น่าแปลกที่ในด้านราคากลับพบว่า ค่าเช่าสำนักงานตกต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ แทบจะต่ำที่สุดในโลก ยกเว้นกรุงเทพฯ ยังแซงหน้าอัตราค่าเช่าสำนักงานในกรุงเแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย โดยโฟกัสค่าเช่าเฉลี่ยทำเลเกรดเอ, เกรดบี ดังนี้

ค่าเช่าเฉลี่ยสูงสุด เกรดเอ อยู่ที่ 870 บาท/ตร.ม./เดือน ทำเลซีบีดี (ทำเลศูนย์กลางธุรกิจ ได้แก่ สีลม สาทร วิทยุ เพลินจิต สุขุมวิทตอนต้น) ทำเลน็อน-ซีบีดี เกรดเอ เฉลี่ย 687 บาท/ตร.ม./เดือน

ค่าเช่าเฉลี่ยสูงสุด เกรดบี 646 บาท/ตร.ม./เดือน และทำเลน็อน-ซีบีดี เกรดบี อยู่ที่ 593 บาท/ตร.ม./เดือน

โดยเปรียบเทียบค่าเช่าสำนักงานเกรดเอ-บี ของไทยกับต่างประเทศ พบว่า เฉลี่ยในฮ่องกง 6-7 พันบาท/ตร.ม./เดือน สิงคโปร์ 2.5-3 พันบาท/ตร.ม./เดือน มาเลเซีย 2.4 พันบาท/ตร.ม./เดือน เหลียวกลับมาดูไทย 900 บาท/ตร.ม./เดือน แนวโน้มที่มองคือค่าเช่าเฉลี่ยของไทยใน 3 ปีหน้าไม่ควรจะต่ำกว่า 1,000 บาท/ตร.ม.เดือน

กลับมาดูอัตราค่าเช่าสูงสุด แชมป์ยังเป็นของรายเดิม "อาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโค่เพล็กซ์" 1,200 บาท/ตร.ม./เดือน สถิติเมื่อเทียบปีต่อปีพบว่า ค่าเช่าเติบโต 4-10% ในจำนวนนี้อัตราเพิ่มต่ำสุดคือสำนักงานให้เช่าเกรดเอ ที่เพิ่มเพียง 4% โดยค่าเช่าที่มีอัตราเพิ่มสูงสุดย้ายทำเลไปอยู่ย่านน็อน-ซีบีดี เกรดเอ

"ผมไม่อยากใช้คำว่า เซคันด์ซีบีดี แต่เป็นซีบีดีที่ขยายตัวออกไปแถวย่านรัชดาภิเษก โดยค่าเช่าจะแตกต่างจากซีบีดี 20%"

เจาะไปที่กลุ่มผู้เช่าหลักซึ่งก็ระบุไปแล้วว่าเป็นชาวต่างชาติ นาทีนี้พบว่า นักลงทุนญี่ปุ่น เป็นกลุ่มใหญ่สุด รองลงมาคละกันในกลุ่มนักลงทุนยุโรป อเมริกา ระยะหลัง ๆ เริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่มีผู้เช่าชาวจีนทยอยเข้ามาเติมดีมานด์มากขึ้น

พฤติกรรมการเช่า ขนาดพื้นที่ยอดนิยมคือ 100-300 ตร.ม. อาทิ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ กับลูกค้าที่มองหาโอกาสการลงทุนในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ความต้องการอยู่แถว ๆ 1,000-3,000 ตร.ม.

"ธุรกิจยุคใหม่ลูกค้าเอสเอ็มอีจะเริ่มต้นจากการเช่าไซซ์เล็กก่อน ถ้าไปได้ดีก็ขยับขยายสำนักงานใหญ่ขึ้น ไซซิ่งยอดนิยม 100-300 ตร.ม.สะท้อนการออกแบบตัวตึกด้วย เป็นข้อดีที่เจ้าของโครงการให้ความสนใจผู้เช่าต้องการอะไร เช่น ถ้าตึกไหนที่ไม่ใช่คอลัมน์ฟรี (ไม่มีเสา) ค่าเช่าจะไม่ดีเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็นตึกไม่มีเสาผู้เช่าจะสามารถจัดพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ได้เต็มที่ มีความลงตัวมากกว่า..."

นำไปสู่การสะท้อนข้อมูลอีกตัวคือ พื้นที่สำนักงานรวม 8.4 ล้าน ตร.ม.ดังกล่าว เป็นตึกที่มีอายุการใช้งานน้อยกว่า 10 ปีเพียง 14% หรือเกือบ 1.2 ล้าน ตร.ม. นั่นหมายความว่ามากกว่า 7 ล้าน ตร.ม.เป็นตึกเก่า ทางซีบีฯ ส่งสัญญาณถึงเจ้าของโครงการว่าควรจะลงทุนปรับปรุง หรือรีโนเวตตึก เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้เช่ายุคใหม่และสร้างโอกาสในการปรับขึ้นค่าเช่าในอนาคต

"สำนักงานให้เช่าที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีเวอร์ติคอลซิตี้หรือมิกซ์ยูสในตึกเดียวกันมีทั้งโรงแรม ค้าปลีก ตัวอย่างสำนักงานในยุโรป อเมริกา หลายบริษัทโฟกัสไปที่พนักงาน ถ้าสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ตอบโจทย์จะเพิ่มโปรดักติวิตี้ของพนักงานโดยตรง เช่น เพดานสูง 3 เมตร ห้องจะโปร่งโล่ง สบาย มีห้องอาบน้ำส่วนกลางเพราะไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบันพนักงานหลายคนปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายฟิตเนสตอนเช้า เป็นต้น"

อีกตัวคือทำเลต้องใกล้แมสทรานสิต ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ รัศมีห่างจากสถานีรถไฟฟ้าอย่าเกิน 100 เมตร ยิ่งใกล้กันแบบเชื่อมสกายวอล์กเข้าตึกเลยยิ่งดี

ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊คประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

แรงกระเพื่อม กรีซ + จีน อสังหาไทยฯ เปราะบาง ครึ่งปีหลัง ยิ่งลุ้นยิ่งเหนื่อย


สัมภาษณ์พิเศษ
บรรยากาศในวินาทีนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตะลึงจากภาวะฟองสบู่ตลาดหุ้นในจีน ผสมโรงกับประเทศกรีซลงประชามติ หรือที่เรียกกันว่า ปฏิบัติการกรีซเบี้ยวหนี้ ยังไม่นับรวมภาคส่งออกของไทยที่ถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยลบรอบด้าน ตลอดจนกำลังซื้อชะลอตัว ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ใหญ่การทำธุรกิจครึ่งปีหลังอย่างไม่ต้องสงสัย "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษระดมข้อคิดเห็น 3 นายกสมาคมวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อร่วมกันหาทางออก

แนะผู้บริโภคอย่าซื้อเกินตัว

"อธิป พีชานนท์" นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร แสดงข้อคิดเห็นว่า ปัจจัยในกรีซและจีนแน่นอนว่าส่งผลกระทบกับไทย ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในของเราเองก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าการส่งออกการลงทุนลดลง ราคาพืชผลเกษตร ปัญหาภัยแล้ง เรียกว่ากระทบกำลังซื้อทั้งวงจรโดยเฉพาะธุรกิจในต่างจังหวัด

สำหรับภาคอสังหาฯสินค้าบ้านและคอนโดมิเนียมเป็นสินค้ามีราคาสูงเป็นสินค้าถาวรคนซื้อต้องมั่นใจว่าตัวเองสามารถแบกรับภาระในระยะยาวได้

"ถ้าจะให้ผมชี้ไปเลยในต่างจังหวัดกระทบมากสุดคือคอนโดฯ เพราะเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนผู้ซื้อหลากหลายประเภท มีทั้งซื้ออยู่จริงและเก็งกำไร ฉะนั้น พอเศรษฐกิจไม่ดีจึงชะลอง่าย จะเห็นว่าคอนโดฯยอดขายเงียบสนิทพอสมควรทั้งในจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่ ส่วนบ้านจัดสรรกระทบเหมือนกันแต่น้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าต้องการซื้ออยู่จริง รอไม่ได้ พฤติกรรมผู้ซื้อ 100% เพื่ออยู่จริง"

กลับมาที่ตลาดกรุงเทพฯ ปริมณฑล ข่าวร้ายจากเศรษฐกิจโลกมีการทยอยรับรู้ผลกระทบทางจิตวิทยาบ้างแล้ว โดยกลุ่มที่กระทบสูงสุดมองว่าตลาดกลาง-ล่างกับบ้านจัดสรร ซึ่งกระทบน้อยที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่ซื้อเพราะความจำเป็น ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไร

"อธิป" ส่งสัญญาณถึงผู้บริโภคด้วยว่า สถานการณ์ปัจจุบันการซื้ออสังหาฯ ให้เลือกซื้อตามความจำเป็นและความสามารถ (ในการผ่อน) ของตัวเองไม่ควรไปซื้อแบกน้ำหนัก (ซื้อเกินตัว) ในฟากผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจตลาด เพราะมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างเยอะ การขยายโครงการ การลงทุนใหม่ ต้องเลือกและระมัดระวังอย่างที่สุด

แบงก์คุมพรีโพสต์ไฟแนนซ์

"พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์" นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยมองว่า กรีซผ่านขั้นตอนลงประชามติไปแล้ว สิ่งที่อาจจะตามมาคือกลายเป็นตัวอย่าง (เบี้ยวหนี้) ให้กับประเทศอื่น อาทิ สเปน โปรตุเกส อิตาลี ถ้าเป็นจริงจะมีความปั่นป่วนเกิดขึ้นได้ นั่นคือ กระทบการส่งออกของไทยในภาพรวม ถ้ามีวิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นและยังเคลียร์กันไม่ลง

"หมอวินิจฉัยโรคจากอาการที่ตรวจเจอ ผมก็วินิจฉัยผลกระทบจากข้อมูลที่มีในมือ อย่างตลาดอเมริกาที่บอกว่าฟื้นนั้น ฟื้นจริงไหม เศรษฐกิจจีนก็ไม่ได้หวือหวา จีดีพีเคยเติบโต 10% กว่า ตอนนี้ก็ลดลงมาเหลือเท่าประเทศอื่น ๆ คือระดับ 7-8% โลกก็ต้องปรับตัวว่าความจริงคืออะไร จะมีใครล้มละลายก็ต้องยอมรับ..."

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ด่านแรกที่รับผลกระทบก่อนคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนภาคอสังหาฯปีนี้ยังเห็นบิ๊กแบรนด์ลงทุนพัฒนาโครงการตามแผนธุรกิจที่ประกาศไว้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริษัทอสังหาฯมหาชนที่กำลังพยายามจะเข้าตลาดทั้งหมด ในขณะที่ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็กมีการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้พรีไฟแนนซ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำต้องชะลอตัวลง

ควบคู่กันคือ สถาบันการเงินก็เข้มงวดสินเชื่อโพสต์ไฟแนนซ์ด้วย ทำให้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การผลักดันยอดขายโครงการชะลอตัวลง

"เราดูแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจย่ำแย่แต่อสังหาฯมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้เพราะมีของ (สินค้าบ้านและคอนโดฯ) รอให้ช็อป เป็นของดีราคาต้นทุนเดิม ซึ่งซัพพลายออกมาเยอะมากในตอนนี้ โดยจะทยอยสร้างเสร็จตั้งแต่ไตรมาส 3/58 ต่อเนื่องถึงปีหน้า ประเด็นอยู่ที่ลูกค้าจะรับโอนไหม ถ้าทุกอย่างไปได้สวย (มีการโอนกรรมสิทธิ์) ทุกอย่างก็จะกลับมาค่อนข้างดี เพียงแต่ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้าจะรับโอนหรือไม่รับโอน ต้องรอดู"

หุ้นรูด 1,400 จุด คอนโดไปแน่

"ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต" นายกสมาคมอาคารชุดไทยระบุว่า ไทยส่งออกกรีซเพียง 0.6% มองผลกระทบทางตรงจึงไม่น่าจะมีมากนัก จุดน่าห่วงจึงเป็นผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะตลาดคอนโดฯ

"ผมห่วงตลาดหุ้นมากกว่า ถ้าดัชนีลงไปถึง 1,400 จุดต้น ๆ น่าจะกระทบต่อตลาดคอนโดฯ ในเมือง เพราะจะไปกระทบต่อเวลท์ (ความมั่งคั่ง) ของคนระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อที่ขับเคลื่อนตลาดอยู่ ในขณะที่ตลาดระดับล่างเป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนไปเยอะแล้ว ข้อสังเกตคือตลาดระดับกลางที่รอการตัดสินใจซื้อ ถ้าอสังหาฯกลับมาบูมในกลุ่มอสังหาฯราคา 5 ล้านบาททั้งบ้านและคอนโดฯ"

"ประเสริฐ" มีข้อแนะนำถึงผู้บริโภคว่า ภาพรวมตลาดส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นปี โดยแผนลงทุนพัฒนาโครงการของดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ขับเคลื่อนจากกลุ่มกำลังซื้อตลาดบนมาก่อน แล้วลงมาที่ตลาดระดับกลาง เพราะหวังว่าแรงซื้อจะกลับมาในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี

ฟากผู้ประกอบการเกมธุรกิจจะแพ้ชนะกันที่ต้นทุนที่ดิน ภาพ ณ ขณะนี้ส่วนใหญ่ที่เปิดตัวโครงการใหม่มาจากการนำแลนด์แบงก์เดิมมาพัฒนาเพราะเป็นที่ดินต้นทุนเก่า ไม่ใช่แค่คอนโดฯที่เจอเต็ม ๆ กับปัญหาที่ดินแพง แม้แต่โครงการทาวน์เฮาส์ก็ใช้ที่ดินเก่ามาพัฒนาเช่นกัน เพราะแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่ขยายออกนอกเมือง ทำให้ราคาที่ดินปรับสูงขึ้นตาม

ดังนั้น การทำอสังหาฯแนวราบจึงถูกบวกต้นทุนที่ดินไม่น้อยหน้าการทำคอนโดฯในยุคนี้

ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊คประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฮาบิแทท เปิดตัว'ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์'


        นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "บริษัท ฮาบิแทท ไฟว์ จำกัด" เปิดตัวโครงการ"X2 Vibe PattayaSeaphere" (ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์) คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สุดหรู ติดชายหาดบนนาจอมเทียน ที่คุ้มค่าทั้งการลงทุน และอยู่อาศัย มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท จำนวน 65 ยูนิต ชูจุดเด่นมาตรฐานการบริการระดับโรงแรมห้าดาว บริหารโครงการด้วยแบรนด์ดังระดับโลก X2 (ครอสทู) พร้อมรับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าจากบริการ Rental Management Program รองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวพัทยา
        Rental Management Program เป็นโปรแกรมที่การันตีผลตอบแทนค่าเช่าที่ 7% ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยการบริหารการเช่านั้น บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้ลูกค้า และจ่ายผลตอบแทนให้ทุกเดือน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรับความเสี่ยงในช่วงที่ไม่มีผู้เช่า ลดปัญหาการจัดการ 

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000082036&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

ไตร พร็อพเพอตี้ ผุดคอนโดใหม่ “พราว 3” ย่านแจ้งวัฒนะ


  ไตร พร็อพเพอตี้ ผู้นำแนวคิดการออกแบบและนวัตกรรมที่อยู่อาศัยแบบใหม่ สานต่อแบรนด์วิสัยทัศน์ “In Style Inspired” พร้อมแกะกล่องโครงการพราว 3 แจ้งวัฒนะ (Proud 3) คอนโดมิเนียมโลวไรส์ใหม่บนทำเลแลนด์มาร์กย่านแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 23 มูลค่า 400 ล้านบาท พร้อมชูกลยุทธ์ความแตกต่างที่เหนือกว่าทั้งราคาและดีไซน์ ภายใต้คอนเซปต์ที่โดดเด่น “ใช้ชีวิต...อิสระได้ทุกนิยาม” ตั้งเป้าเป็นต้นแบบของไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ย่านแจ้งวัฒนะ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท
       
       นายพงษกานต์ อานนท์วัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไตร พร็อพเพอตี้ จำกัด เผยว่า ที่ผ่านมา ไตร พร็อพเพอตี้ ได้พัฒนาคอนโดโลว์ไรส์ มาอย่างต่อเนื่องทั้งหมด 5 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวม 2,370 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ด้วยจุดแข็งในการเลือกพัฒนาโครงการทำเลศักยภาพสูงเท่านั้น โดยมีนิยามของทำเลศักยภาพสูงของไตร พร็อพเพอตี้ ต้องเป็น “Future Value” และ “Highlight Spot” เรียกได้ว่าทุกโครงการภายใต้แบรนด์ของ ไตร พร็อพเพอรตี้ คือ “การเอาใจใส่ทุกรายละเอียดในการพัฒนาโครงการ เพื่อตอบโจทย์ทั้งทางด้านการอยู่อาศัยและมูลค่าเพิ่มในอนาคต” ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจเป็นอย่างดีถึงความต้องการของคนที่ชื่นชอบคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ว่าเป็นผู้รักความเป็นส่วนตัวสูงสุด และนิยมการใช้ชีวิตอิสระแต่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกๆ มิติของการอยู่อาศัย ซึ่งควบคู่ไปกับโอกาสในการครอบครองสินทรัพย์ที่มองเห็นมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้อย่างชัดเจน
       
       อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเรา คือ การมอบการอยู่อาศัยในแนวคิด “In Style Inspired” ซึ่งหมายถึง ยึดแนวทางการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากมุมมองที่สร้างสรรค์และใส่ใจกับรายละเอียดที่มากกว่า จึงพัฒนาผลงานสู่ดุลยภาพที่พอดีกับวิถีชีวิต ออกแบบความสุขที่อยู่ในความเรียบง่าย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สร้างความแตกต่างให้ทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ไตร พร็อพเพอตี้” ซึ่งจากความสำเร็จของ 2 โครงการที่ผ่านมา ทั้ง PROUD OF CHAENGWATTANA (พราว ออฟ แจ้งวัฒนะ) และ PROUD X2 (พราว เอ็กซ์ทู) ก็ได้การตอบรับอย่างดีจากทั้งกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและลงทุนปล่อยเช่าให้ชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ณ ทำเลแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ซอย 23 นี้ เป็น Highlight Spot ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดใหม่มากมาย จนกลายเป็นพื้นที่ แฮงเอาต์แห่งใหม่ หรือ Lifestyle Hub สมบูรณ์พร้อมที่สุดบนถนนแจ้งวัฒนะ ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินไปใช้บริการ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า, โรงพยาบาลนานาชาติ World Medical Center, ศูนย์นวดสปา Health Land, ร้านอาหารเปิดใหม่มากมาย และใกล้โรงเรียนนานาชาติ ISB อีกทั้งสามารถใช้เส้นทางลัดเข้าศูนย์แสดงสินค้านานาชาติอิมแพค เมืองทองธานี ภายใน 5 นาที และห่างจากทางด่วนศรีรัชไม่ถึง 1 กิโลเมตร เท่านั้นเอง
       
       ล่าสุด ไตร พร็อพเพอตี้ ได้เปิดตัว โครงการพราว 3 แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 23 (Proud 3) มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท บนทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู สถานีแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 28 ชูกลยุทธ์ “ความแตกต่างที่เหนือกว่า” ทั้งในเรื่องราคาและการดีไซน์ โดยราคาเริ่มต้นที่ 1.29 ล้านบาท พร้อมมอบไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยภายใต้แนวคิด “LIVE AT YOUR OWN PACE ใช้ชีวิต…อิสระได้ทุกนิยาม” ที่จะปล่อยให้ “คุณ” ใช้เวลาในแบบที่คุณอยากให้เป็นได้อย่างอิสระ บนทำเล “Highlight Spot” ที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยมากที่สุดบนถนนแจ้งวัฒนะ แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ สามารถเดินทางได้ง่ายขึ้นกับ รถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู ที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) และสายสีม่วง (เตาปูน-บางใหญ่)
       
       โครงการพราว 3 แจ้งวัฒนะ เป็นอาคารสูง 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 170 ห้องชุด แต่มีแบบห้องให้เลือกถึง 6 แบบ ตั้งแต่ขนาด 23-54 ตารางเมตร เพียบพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์พิเศษสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันตอบสนองได้ทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ห้อง Studio Groove 23-25 ตารางเมตร ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด แบ่งพื้นที่พักผ่อนกับส่วนครัวให้เป็นสัดส่วนด้วยบานสไลด์แบบเลื่อนเก็บได้, ห้อง One bed Soul 26 ตารางเมตร เป็นสัดส่วนระหว่างสเปซและการใช้งานในส่วนห้องนอนและส่วนพักผ่อน เพิ่มชั้นหนังสือที่สามารถเป็นโต๊ะทานข้าวและโต๊ะทำงานพับเก็บได้, ห้อง One bed Solo 34 ตารางเมตร เพิ่มความเป็นส่วนตัวทั้งสเปซและรายละเอียดชีวิต ออกแบบเคาน์เตอร์ครัวเป็น 2 ฝั่ง ชุดครัวลอยตัวพร้อมชั้นวางของด้านล่าง Multipurpose-Kitchen Island สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานให้ตอบสนองทุกกิจกรรม เพิ่มพื้นที่เก็บของรวมกับตู้เก็บรองเท้าที่ออกแบบมาให้เป็นตู้โชว์เท่ๆ, ห้อง Duplex Swing 42 ตารางเมตร ที่มีเพียง 6 ยูนิต หลุดออกจากห้องคอนโดมิเนียมแบบเดิมๆ ด้วยห้อง 2 ชั้นแบบ Double Space ตอบครบกับการใช้ชีวิตจริงได้อย่างลงตัว, Two bed Duo แบบ 2 ห้องนอน 54 ตารางเมตร ซึ่งมีบริเวณ Living Space เปิดรับวิวถึง 2 ด้าน ทุกห้องจึงโปร่งสบาย
       
       ด้วยวิธีคิดของการสร้างความสมบูรณ์และอิสระการใช้ชีวิตในทุกนิยามนี้ภายใน พราว 3 แจ้งวัฒนะ ยังมอบส่วนกลางที่โดดเด่นด้วยการดีไซน์ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่ล๊อบบี้ในสไตล์ “Modern loft Lobby” ผ่อนคลายกับสเปซที่ต่อเนื่องของล๊อบบี้ 2 ชั้น เชื่อมสเปซชั้นบนให้เป็นส่วนเดียวกันกับสเปซชั้นล่าง โปร่งสบายแบบ Double Space โอบล้อมด้วยความสดชื่นของต้นไม้เพื่อทุกมุมมองจะมีธรรมชาติที่เชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งกับชีวิต อีกทั้งยังพื้นที่ในส่วนของห้อง Laundry ไว้ให้บริการแก่ลูกบ้านอีกด้วย พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย 3 ชั้น ทั้งประตูทางเข้าล็อบบี้ ระบบลิฟต์ระบุชั้น และกลอนประตูห้องแบบดิจิตอล (Digital Door Lock) แต่สะดวกสบายด้วยระบบ one card access ด้วยบัตรเพียงใบเดียว นอกจากนี้ ยังมอบพื้นที่ Energy Zone ที่เชื่อมโยงกิจกรรมความสุขเข้าไว้ด้วยกันในสเปซแบบเปิด โดยจะเลือกออกกำลังกายใน ฟิตเนส หรือผ่อนคลายไปกับ Water Therapy ในสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มีมุมนั่งเล่นในสระ หรือนั่งชิลในสวนด้านข้าง อิสระกับ Wi-Fi ที่จัดเตรียมไว้ให้ฟังเพลง ดูหนัง ท่องอินเทอร์เน็ตได้เต็มที่

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000081959&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4