แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LPN แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LPN แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

8อสังหาพุงกางฟันยอดโอน7หมื่นล. "แสนสิริ-SC-AP"ลุยปักธงบ้าน-คอนโดครึ่งปีหลัง

อสังหาฯโชว์พาว ครึ่งปีแรกรายได้+กำไรท่วมตลาด สวนกระแส ศก.ฝืด เผยแค่ 8 บริษัท "เอสซีฯ-เสนาฯ-แสนสิริ-พฤกษาฯ-โกลด์-เอพี-คิวเฮ้าส์-LPN" ฟันยอดขายใหม่ 8.6 หมื่นล้าน ยอดโอนรับรู้รายได้เฉียด 7 หมื่นล้าน กำไรสุทธิเกือบ 9 พันล้าน ครึ่งปีหลังลุยเปิดตัวใหม่เพียบทั้งบ้าน-คอนโดฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนทยอยแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/58 รวมถึงผลงานช่วงครึ่งปีแรก ภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่มีอัตราเติบโตทั้งยอดขาย รายได้ และกำไร สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจฝืดในปัจจุบัน

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกมียอดพรีเซล 5,930 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ (ยอดโอน) 5,931 ล้านบาท มาจากพอร์ตพัฒนาโครงการ 93% และพอร์ตอสังหาฯให้เช่า 7% กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2557 ไฮไลต์อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 15 ล้านบาทของบริษัท ทำรายได้ถึง 67% 

แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เน้นกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ และเตรียมเปิดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 4,800 ล้านบาท โดยแตกแบรนด์บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท "เพฟ-PAVE" โครงการแรกทำเลรังสิต ตั้งเป้ามีรายได้ 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 976.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.33 ล้านบาท ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีสามารถทำยอดพรีเซล 2,500-2,600 พันล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะทำได้ตามเป้า 4,500 ล้านบาท มียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อกกว่า 2,000 ล้านบาท 

ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวแนวราบอีก 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 3-4 พันล้านบาท หลังจากเปิดคอนโดฯเดอะนิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่า 2.23 พันล้านบาทเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 10,167 ล้านบาท เติบโต 65% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาส 1/58 รายได้หลักมาจากทยอยส่งมอบคอนโดฯหลายโครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีกำไรรวม 901 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 33,000 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 17,138 ล้านบาท จากเป้ารายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกทำยอดพรีเซล 23,939 ล้านบาท เติบโต 33.5% ยอดรับรู้รายได้ 21,766 ล้านบาท เติบโต 15.7% กำไรสุทธิ 3,059 ล้านบาท เติบโต 4.2% บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด 12% โดยครองตำแหน่งผู้นำทาวน์เฮาส์ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 33% และบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่งตลาด 13%

สำหรับครึ่งปีหลังมีแบ็กล็อก 20,508 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างขาย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 จำนวน 181 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท 

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 2,019.85 ล้านบาท เติบโต 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 3,666.99 ล้านบาท เติบโต 76% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2557 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาฯ 1,720.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249% เนื่องจากเปิดตัวใหม่ปีนี้ 9 โครงการ เทียบกับปีที่แล้วเปิดตัวใหม่เพียง 3 โครงการ และรับรู้รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรของกลุ่ม บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน 

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีกำไรสุทธิ 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% มีรายได้รวม 5,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการโอนคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการริทึ่ม สาทร, ริทึ่ม สาทร-นราธิวาส, แอสปาย สาทร-ตากสิน, แอสปาย สุขุมวิท 48 และบ้านกลางเมือง พระราม 9-รามคำแหง


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โจทย์หิน "รีเจ็กต์เรต" พุ่ง (1) "พฤกษาฯ-LPN" ผนึกแบงก์ช่วยลูกค้า

ยอดปฏิเสธสินเชื่อหรือ "รีเจ็กต์เรต-Reject Rate" ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อช้าลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมมากขึ้น โดยสำรวจพบว่ายอดรีเจ็กต์เรตมีตั้งแต่ 5-35% "ประชาชาติธุรกิจ" เกาะติดความเคลื่อนไหวการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อรับมือในช่วงครึ่งปีหลังนี้



"โอภาส ศรีพยัคฆ์" กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ LPN เจ้าตลาดคอนโดมิเนียมตลาดกลาง-ล่างราคา 1-3 ล้านบาท ยอมรับว่า ตลาดคอนโดฯ 1 ล้านบาท แม้จะยังมีดีมานด์ต่อเนื่องและคู่แข่งน้อย แต่สิ่งที่เป็นกังวลที่สุดคืออัตราปฏิเสธสินเชื่อสูงในปัจจุบัน โดยรีเจ็กต์เรตของบริษัท 20% แต่บริหารจัดการหลายอย่างจนกดให้ลดเหลือ 5%

กลยุทธ์ของ LPN มีจุดเน้นที่การสร้างสายสัมพันธ์กับสถาบันการเงิน เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของธนาคารให้เห็นข้อดีในการปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายเล็ก กล่าวคือ 1.โอกาสเป็นหนี้เสีย (NPL) ปริมาณสูงในคราวเดียวเกิดขึ้นยากกว่า 2.สร้างโอกาสครอสเซลลิ่ง หรือขายข้ามผลิตภัณฑ์ระหว่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ของธนาคารมีได้มากขึ้น เช่น สินเชื่อพ่วงประกันภัย ประกันชีวิต ฯลฯ

"ทำตลาดล่างต้องไฟต์กับแบงก์ เหนื่อยเหมือนกันกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ เพราะแบงก์มองว่าต้นทุนเปิดลูกค้าต่อหัวมันเท่ากัน จะปล่อยกู้ 20 ล้าน หรือ 5 แสน ต้นทุนก็เท่ากัน เราก็บอกแบงเกอร์ว่าให้มองมุมใหม่ว่า ถ้าลูกค้ากู้ 10 ล้านแล้วเป็นหนี้เสีย อย่าลืมว่าหนี้เสียจะมีก้อนเดียว 10 ล้านทันที แต่ถ้าเงินกู้ 5 แสน ต้องคูณไป 20 คน จึงจะเป็นหนี้เสีย 10 ล้าน"

"โอภาส" แจกแจงด้วยว่า นอกจากนี้ต้องโน้มน้าวในเรื่อง Cross Selling ต้องพยายามคุยให้ธนาคารเปลี่ยนมุมมองให้ได้ สำหรับ LPN เรารู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่มีวินัย เวลาเปิดขายโครงการจะจัดให้ลูกค้าเจอธนาคารและยื่นกู้เลย ถ้าพรีแอปพรูฟ หรือยื่นกู้ครั้งแรกผ่านจะยกลูกค้าให้แบงก์ไปดูแล 6 เดือนต่อจากนั้น อย่าให้เป็นหนี้เสียกรณีกู้ไม่ผ่านเพราะติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร หรือจากสถาบันการเงินอื่น (เป็นหนี้เยอะ) ก็ต้องยกเลิกการขายไป

ที่น่าสนใจคือ สินเชื่อที่เครดิตลูกค้าที่เกือบ ๆ จะไม่ได้หรือเกือบจะได้ หรือมีปัญหาเรื่องหลักฐานการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าพ่อค้าผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานขายซึ่งบางทีเงินเดือนไม่ได้เข้าบัญชี มีรายได้รับเป็นเงินสด เป็นกลุ่มที่เวลาขอสินเชื่อมีปัญหามากเพราะไม่มีหลักฐานรายได้ประจำ ภาษีก็ไม่ได้เสีย กลุ่มนี้ถ้าให้ลูกค้าเจอแบงก์ก่อน แบงก์จะแนะนำการสร้างหลักฐาน เช่น การเดินบัญชี (มีเงินเข้า-ออกต่อเนื่องและสม่ำเสมอ) อย่างน้อย 6 เดือน โอกาสที่สินเชื่อผ่านจะมีสูงมาก

"เราเชื่อว่าระยะ 6 เดือนเป็นระยะที่ใช้แก้ปัญหาให้เขาได้ และแก้ได้จริง ก่อนเราทำกระบวนการนี้รีเจ็กต์เรตเคยสูง 20% ตอนนี้เหลือ 5%"

อีกฟาก "เลอศักดิ์ จุลเทศ" รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ระบุสั้น ๆ ถึงข้อมูลอัตราปฏิเสธสินเชื่อของพฤกษาฯว่าต่ำลง ปีนี้มีเพียง 5% เทียบจากปี 2557 อยู่ที่ 7% แสดงให้เห็นว่าลูกค้าบริษัทมีคุณภาพมากขึ้น

โดยอัตราลูกค้ากู้ไม่ผ่านต่ำลงเกิดจากพฤกษาฯ ดำเนินนโยบายพรีแอปพรูฟ 3-4 เดือนก่อนวันโอน นอกจากนี้พฤกษาฯยังมีการให้คำแนะนำด้านการเงินแก่ลูกค้าเพื่อให้โอกาสกู้ผ่านมีสูงขึ้น

รวมทั้งเคล็ดลับเกี่ยวกับการจัดทำหลักเกณฑ์ภายในเพื่อวัดระดับโปรไฟล์ลูกค้าว่าจะสามารถเข้าถึงสินค้าระดับราคานั้นๆได้หรือไม่ ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรก มียอดพรีเซลรวม 24,000 ล้านบาท จากเป้ารวมทั้งปีตั้งไว้ 47,000 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะตัวเลขเกินครึ่งทางที่วางไว้


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

5 บิ๊กแบรนด์...ผ่าครึ่งปีหลัง ปีทองผู้บริโภค-ช็อปคอนโดฯต้นทุนเดิม

เลาะขอบเวทีสัมมนา "ผ่ากลยุทธ์กระตุ้นตลาดคอนโดปี 2558" จัดโดยสมาคมอาคารชุดไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้ รวบรวมกูรูวงการอสังหาริมทรัพย์ 5 ค่าย ได้แก่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ LPN, บมจ.เอพี (ไทยแลนด์), บมจ.อนันดา ดีเวลอปเมนท์และ บมจ.ศุภาลัย ครองส่วนแบ่งตลาดคอนโดมิเนียมรวมกัน 35% มาช่วยกันแจมมุมมองแนวโน้มครึ่งปีหลัง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน



ครึ่งปีแรกโตระเบิด 72%

"ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต" ผู้บริหารจากค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดฯครึ่งปีแรก มีมูลค่าตลาดรวม 1 แสนล้านบาท เติบโตถึง 72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ประมาณการปีนี้ทั้งปีโต 27% มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท

โดยมีข้อมูลเชิงลึกคือ มูลค่าเติบโตที่ต้องจับตามาจากกลุ่มกำลังซื้อระดับบน ราคาเกิน 5 ล้านบาท/ยูนิต มีซัพพลายเข้ามาเพิ่มสูง คิดเป็นสัดส่วน 54% ของยอดเปิดตัวใหม่ ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มคอนโดฯมูลค่าเกินยูนิตละ 10 ล้านบาท สัดส่วนถึง 31% สะท้อนว่าปีนี้บริษัทผู้พัฒนาโครงการหันมาจับตลาดไฮเอนด์มากขึ้น เพราะมองเห็นเทรนด์ความต้องการอยู่อาศัยใกล้ชิดระบบราง ใกล้ใจกลางเมืองได้รับความนิยมมากขึ้น

ภาวะขายดีกำลังซ้อนเป็นภาพเดียวกันกับบิ๊กแบรนด์ "แข่งกันขาย" นำไปสู่ข้อกังวลของสมาคม เนื่องจากสถิติห้องชุดเปิดตัวใหม่กำลังฟ้องว่า ราคา ตร.ม.ละ 2-3 แสนบาทมาแรงสุด ในขณะที่ลูกค้าเศรษฐีก็มีจำกัด เพราะคอนโดฯที่จองซื้อวันนี้กว่าจะสร้างและโอนคือปี 2560 โจทย์ใหญ่คือทำยังไงไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในกลุ่มคอนโดฯราคาแพงในอนาคต

เอพีงัด 3 สูตรคุมเก็งกำไร

"วิทการ จันทวิมล" ผู้บริหารค่ายเอพี(ไทยแลนด์) บริษัทที่เพิ่งประสบความสำเร็จกวาดยอดขายคอนโดฯ 1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2-3 สัปดาห์ จากแคมเปญ 1 ก้าวถึงรถไฟฟ้า มาบอกเล่าว่า กลยุทธ์ที่เอพีฯทำ

มี 3 เรื่อง 1.การเลือกทำเล คัมภีร์อสังหาริมทรัพย์ที่บอกว่า "ทำเล ทำเล ทำเล" อย่างเดียวไม่พอ จะต้องเป็น "ทำเลเหนือทำเล" เช่น โซนสุขุมวิท แม้จะเป็นไพรมแอเรีย แต่ไม่ได้หมายความว่าตลอดเส้นถนน

จะลงทุนคอนโดฯไฮเอนด์ได้ทุกจุด เป็นต้น

2.การตั้งราคา จุดเน้นคือจะต้องทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสามารถซื้อได้ (Affordable)ยกตัวอย่าง คอนโดฯไลฟ์ อโศก ราคาตลาดตร.ม.ละ 1.4-1.5 แสนบาท แต่บริษัทเลือกที่จะขาย ตร.ม.ละ 1.2 แสนบาท เป็นต้น 3.เทคนิคการขาย จุดเน้นคือควบคุมนักเก็งกำไรไม่ให้เข้ามามากเกินไป เช่น คุมไม่ให้ลูกค้า 1 คนซื้อเกิน 2-4 ยูนิต ถ้าเป็นรายเดิมวนมาซื้อหลายรอบก็จะถูกตัดสิทธิ์ เป็นต้น

"ทั้งหมดนี้เป็น 3 สูตรที่เราพยายามย้ำกับทีมงาน เพราะในสถานการณ์แบบนี้เราควรบริหารความเสี่ยง ไม่ให้คนถือสต๊อกเยอะและเก็งกำไร เพราะวันนี้ขายห้องหมดไม่ใช่ว่าจะซักเซส ต้องไปดูวันโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตด้วย"

ศุภาลัยชี้ปีทองผู้บริโภค

"ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม" ผู้บริหารค่ายศุภาลัย เปิดมุมมองในฐานะเจ้าตลาดต่างจังหวัดทั้งแนวราบและแนวสูงว่า ภาพรวมอสังหาฯปีนี้ไม่ได้แย่อย่างที่ทุกคนบอก ไม่ว่าจะเป็นกระแสข่าวหนี้ครัวเรือนสูง รถไฟฟ้าชะลอเปิดบริการ ฯลฯ โดยยอดขายโครงการในต่างจังหวัดครึ่งปีแรก 2558 ยังบวก 10% รายได้บริษัทบวก 75% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยืนยันว่าตลาดไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่...ก็ไม่ได้ดีเหมือนกันทุกคน

มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตลาดสินเชื่อบ้านประเทศไทยกลับด้านเมื่อเทียบในต่างประเทศ ซึ่งใช้ระบบให้ลูกค้าแอปพรูฟสินเชื่อก่อนจะซื้อบ้าน ขณะที่เมืองไทยและอีกไม่กี่ประเทศในโลก ตัวสินเชื่อบ้านจะทำก่อนโอนกรรมสิทธิ์ 1 เดือน เท่ากับให้ผู้ซื้อผ่อนงวดเงินดาวน์บนความเสี่ยงว่าสินเชื่อตอนโอนจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ ที่สำคัญทำให้เกิดตลาดเก็งกำไรโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม "ไตรเตชะ" ส่งสัญญาณถึงผู้บริโภคว่า ปีนี้มีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ลูกค้ากลุ่มตลาดกลาง-ล่างสามารถเข้าถึงราคาคอนโดฯ 1-2 ล้านได้มากขึ้น ในขณะที่ยังมีตัวช่วยอื่น ๆ อีกเช่น ภาวะการแข่งขันสูง ต้นทุนวัสดุ-แรงงานยังไม่ปรับขึ้น และยังไม่ถูกเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐแย่งตัว ราคาอสังหาฯจึงเป็นราคาต้นทุนเดิม

"ปีนี้เป็นปีทองผู้บริโภคอย่างแท้จริง เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ ผมอยากขึ้นราคาก็ขึ้นไม่ได้ การขายก็เป็นราคาต้นทุนเดิม ค่าก่อสร้างปรับลดลงด้วยซ้ำ ปีนี้ผมมีรับเหมาในมือมากกว่า 18 เดือนที่แล้วถึง 100% กลายเป็นว่าปัญหาคือมีผู้รับเหมามากเกินไป"

อนันดาฯมุ่งลูกค้าเจน C

"ชานนท์ เรืองกฤตยา" ผู้บริหารค่ายอนันดาฯ นำเสนอกลยุทธ์ที่น่าสนใจ บอกว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายคำนิยามของบริษัท คือ "เจน ซี" Gen C หมายถึง สะดวกสบาย (Convenient) หาลูกค้าตัวจริงให้เจอ ตอบโจทย์ให้ครบ ยอดขายและแบรนด์ลอยัลตี้จะไม่ไปไหนแน่นอน

ประสบการณ์คือตอนเข้าตลาดเมื่อปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง เริ่มจับตลาดคอนโดฯราคา 2 ล้านบาทบวกลบ บนเกมที่เลือกจะเล่นต่อ โจทย์คือการใช้รถไฟฟ้ามีจริงหรือไม่ คำตอบคือใช่ พฤติกรรมลูกค้าเลือกซื้อโครงการในทำเลทางด่วน โครงข่ายรถไฟฟ้า และเป็น Norm ใหม่ของความต้องการผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

"เจน C มุมมองของผม พยายามกลับมามองว่า อนาคตแต่ละกลุ่มลูกค้าจะมีความยาก เราพยายามสะท้อนความต้องการผู้บริโภคให้ชัดเจนจริง ๆ ตลาดเบสิกผมไม่เล่นแล้วนะ จะเริ่มปรับกลยุทธ์มาทางตลาดที่จะตอบสนองความต้องการเฉพาะเจาะจง เป็นนิชมาร์เก็ต และเมื่อเราทำตลาดนิช เราก็จะไม่ทำแมสอีเวนต์แล้วนะเท่ากับเซฟคอสต์ได้อีก..."

LPN ห่วงแบงก์คุมสินเชื่อ

"โอภาส ศรีพยัคฆ์" ผู้บริหารค่าย LPN บริษัทที่มีฉายาเจ้าพ่อคอนโดฯกลาง-ล่าง กล่าวว่า ตลาดคอนโดฯ 1 ล้านบาท ที่ชะลอตัวไปช่วงเดือน พ.ย. 57-ก.พ. 58 จากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อชะลอตัว เรียกว่ายอดขายหายไปครึ่งหนึ่ง ตัวเลขค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ

"...เหมือนกับผู้บริโภคกำลังชั่งใจ 4 เดือนมานี้ ผู้บริโภคกำลังรออะไรบางอย่าง สัญญาณบวกเริ่มกลับมาหลังเดือน มิ.ย.ที่ยอดขายกลับมาเป็นปกติ สัปดาห์เฉลี่ย 300 ล้าน"

ดังนั้นเชื่อว่าดีมานด์ตลาดล่างยังมีต่อเนื่องแต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออัตราปฏิเสธสินเชื่อ จะต้องมีมาตรการดูแลลูกค้าเป็นพิเศษ เช่น ทำพรีแอปพรูฟล่วงหน้า 6 เดือน เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาแก้ไขการเงินกรณีรายที่มีแนวโน้มกู้ไม่ผ่าน

"ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าช่วงเวลาที่แย่ที่สุดหรือดีที่สุด มีโอกาสอยู่เสมอ เวลาดีสุดมีช่องว่างเสมอ เวลาแย่สุดก็มีโอกาสเช่นกัน"

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“LPN” จากธรรมมาภิบาลธุรกิจสู่ “Strong Brand”


        เมื่อพูดถึงการคืนกำไรแก่สังคมของผู้ประกอบการในทุกๆ ธุรกิจแล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกๆ รายพยายามที่จะสร้างกิจกรรม หรือจัดทำโครงการดีๆ เพื่อเป็นการคืนกำไรแก่สังคมแน่นอน แต่ก็ต้องรับว่า ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่จัดกิจกรรมคืนกำไรสังคม เพียงเพื่อให้สอดรับต่อข้อบัญญัติของธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจ และนำมาใช้ในการสร้างแบรนด์ของบริษัท แต่บางรายกลับให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว และสานต่อกิจกรรม หรือโครงการเพื่อคืนกำไรแก่สังคมจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้า นำมาซึ่งความแข็งแกร่งของแบรนด์และแบรนด์แวลู จนแบรนด์ของบริษัทเข้าไปครองใจลูกค้าอย่างเหนียวแน่น ส่งผลดีต่อสินค้าของบริษัทนั้นๆ อย่างมหาศาล
       
       สำหรับในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว ที่เห็นเด่นชัดมากคือ “LPN” ซึ่งสามารถพูดได้เต็มปากว่า มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทำกิจกรรม และโครงการการคืนกำไรต่อสังคม รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูง จนทำให้วันนี้เมื่อพูดถึงการเลือกซื้อห้องชุด หรือคอนโดมิเนียม ราคาระดับกลาง-ล่าง ชื่อแบรนด์ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียม ชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของผู้บริโภคหลายๆ รายคือ LPN ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากผู้ริโภคผู้อยู่อาศัยในโครงการของ LPN อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหารจัดการโครงการ การดูแลลูกค้าในฐานนะตัวแทนบริหารชุมชนจากนิติบุคคลอาคารชุด และการรับผิดชอบต่อสังคมในด้านระบบก่อสร้าง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงเพียงงานก่อสร้างในไซต์งาน แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมรอบข้างในทุกๆ โครงการที่ LPN ได้เข้าไปพัฒนาโครงการในพื้นที่ต่างๆ
       
       “พิเชษฐ ศุภกิจจานุสันติ์” กรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ความหมายของ GRREN นั้นมีความเกี่ยวกับสังคม และสิ่งแวดล้อม และในส่วนด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นมีบทบาท และมีส่วนเกี่ยวข้องต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพราะโดยภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ จะเกี่ยวกับผู้ประกอบการพัฒนาโครงการส่งมอบให้แก่ลูกค้าเอากำไรเข้ากระเป๋าถือว่าเสร็จสิ้นในเรื่องของกระบวนการขาย นี่คือขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ประกอบการทั่วไป โดยเฉพาะถ้าเป็นบ้านจัดสรร โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ แต่ในส่วนของคอนโดมิเนียมนั้นจำเป็นต้องมีผู้บริหาร และในปัจจุบัน มีกฎหมายให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร นิติบุคคลอาคารชุดออกมาเพื่อเข้ามาดูแลตัวโครงการ
       
       แต่ในส่วนของ LPN แล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายและต่อเนื่องไปถึงชีวิตการอยู่อาศัยของลูกค้าหลังส่งมอบห้องชุด LPN ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา รวมถึงในด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ตึกที่สร้างขึ้นมาไปบังทิศทางลม ไปบังแสง ไปบังทัศนียภาพ ระหว่างก่อสร้าง ฝุ่น เสียง มลพิษ ภาระทั้งหมด รัศมีประมาณ 500 เมตร มีปัญหาหมด สร้างเสร็จคอนโดหลายๆ คอนโดต้องมีการดูแลที่ดี ไม่งั้นจะกลายสลัมลอยฟ้า สร้างภาระให้แก่สังคม 


        จากแนวคิดของ LPN ที่ทำหน้าที่พัฒนาโครงการอาคารชุดมานาน ได้ตกผลึกด้านความรับผิดชอบในทุกๆด้านว่ามีความจำเป็น และต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อเกิดแนวคิด SD หรือ Sustainable Development คือ การพัฒนาการอย่างยั่งยืน เพราะในสมัยก่อนผู้ประกอบเองจะเน้นผลกำไร ผลกำไรดี ทุกอย่างก็ดี ทุกคนได้ผลตอบแทน แต่ทางนักวิชาการบอกว่า ผลประการในเชิงกำไรอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องมองไปที่สังคม และสิ่งแวดด้วย
       
       ดังนั้น ขอบเขตของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นโยบายหลักของบริษัทในปัจจุบันเริ่มขยายกว้าง และะลึกขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างความยั่งยืนระดับนโยบาย (GREEN POLICY) จากแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ของธุรกิจต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลัก Triple Bottom Line (3P) ทำให้ LPN ก้าวมาสู่การค้นพบกลยุทธ์ที่เป็นของตนเอง คือ 6 GREEN LPN
       
       ปัจจุบัน การเติบโตของเมืองและการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาที่ดินในเมืองใหญ่สูงขึ้น พฤติกรรมการซื้อที่พักอาศัยของผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงไป การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ แนวราบที่เคยเป็นที่นิยม กลับกลายเป็น “คอนโดมิเนียม” หรือที่อยู่อาศัยแนวสูงที่ครองตลาดส่วนใหญ่ บวกกับวิถีชีวิตของคนวัยทำงานที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง ทำให้อาคารชุดพักอาศัยทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ
       
       ดังนั้น LPN ในฐานะผู้พัฒนาอาคารชุดพักอาศัยที่มุ่งมั่นในส่งมอบบ้านคุณภาพ และ “ชุมชนน่าอยู่” ให้แก่กลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงกลาง-ล่าง ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ (Affordable House) จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product and Service Value) ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (STAKEHOLDERS) เพราะ LPN ตระหนักเสมอว่าการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยมีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนรอบข้าง LPN จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ และกระบวนการพัฒนาโครงการ โดยได้มีการกำหนดเป็นแนวทางในการบริหาร และดำเนินงานในกระบวนการ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม 


        และเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความอย่างยั่งยืน บริษัทได้นำหลักTriple Bottom Line (3P)ที่บริษัทยึดเป็นแนวทางมากว่า 10 ปี คือ 1.Profit หรือผลประกอบการและเศรษฐกิจ 2.People คนในสังคม และ 3. Planet สิ่งแวดล้อม มาดำเนินการต่อยอดพัฒนาจนเกิดเป็นแนวคิดและกลยุทธ์ในแบบฉบับของ LPN คือ “6 GREEN LPN” ซึ่งเป็นการแตกแขนงจาก Triple Bottom Line (3P) ประกอบด้วย 1.Profit (ผลประกอบการและเศรษฐกิจ) ซึ่งได้แตกออกเป็นGreen Marketing Management และGreen Financial Management 2.People (สังคม) ได้แตกแขนงออกเป็น Green Enterprise และ Green Community Management และ 3.Planet (สิ่งแวดล้อม) แตกออกเป็น Green Design Concept และGreen Construction Process
       
       “Profit” ซึ่งในความหมายของ LPN คือ ผลประกอบการและเศรษฐกิจ มีเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของบริษัท คือ การสร้างสมดุลของผลตอบแทนในการดำเนินงานที่พอประมาณและต่อเนื่อง บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบในการประกอบกิจการด้วยความโปร่งใส และเปิดเผย รวมถึงการแบ่งปันผลตอบแทนไปสู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
       
       ซึ่งบริษัทได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบต่อผลประกอบการ และเศรษฐกิจไปสู่ Green Marketing Management หมายถึง การตลาดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือลูกค้า และคู่แข่ง โดยบริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องต่อปณิธานในการสร้างบ้านหลังแรกที่มีคุณภาพในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายระดับกลาง ถึงกลาง-ล่าง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดี ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคตั้งแต่ก่อน และหลังการส่งมอบ ตลอดจนดำเนินนโยบายการตลาดที่เป็นธรรม เคารพสิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งปฏิบัติต่อคู่แข่งอย่างเป็นธรรม ไม่โจมตี โดยแบ่งตามกลยุทธ์ทางการตลาด 6 ประการ คือ Product, Price, Place, Promotion, People และ Process
       
       และยังต่อยอดออกไปเป็น Green Financial Management คือ การกำหนดผลตอบแทนและการเติบโตขององค์กรให้เหมาะสม ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดทำงบการเงินที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เพื่อความโปร่งใสของงบการเงิน จัดให้มีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ มีการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญอย่างเพียงพอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น และนักลงทุนในการใช้งบการเงินตามหลักการของ Accountability Financial Statement ได้แก่ ความโปร่งใส การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ การเปิดเผย และไม่มีวาระซ่อนเร้น สอบวัดได้ มีวินัย และจัดการความเสี่ยงทางการเงิน
       
       “People” คือ ความรับผิดชอบต่อคนในสังคม ซึ่งบริษัทคำนึงอยู่เสมอว่าธุรกิจนั้นจะเติบโตได้ด้วยพื้นฐานของสังคมที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย การรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบุคลากรภายใน (พนักงาน) เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสังคมภายนอก บุคลากรของคู่ค้า ลูกค้า และผู้พักอาศัยในโครงการ รวมถึงสังคมภายนอก อันได้แก่ ชุมชนเพื่อนบ้าน แรงงานก่อสร้าง ตลอดจนสภาพสังคมโดยรวมของประเทศ ซึ่ง 2 แนวคิดจาก “6 GREEN LPN” ที่ใช้ในการดำเนินการ คือ
       
       Green Enterprise คือ การดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการและทุนมนุษย์ ด้วยการกำหนดนโยบายระดับองค์กรที่มุ่งสู่ “องค์กรคุณค่า” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนและการจัดการทุนมนุษย์ Green Community Management คือ การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยในโครงการหลังการส่งมอบ รวมทั้งดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้อยู่อาศัย และชุมชนโดยรอบโครงการ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ ด้วยกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่” ซึ่งไม่เพียงดูแลรักษาอุปกรณ์ และทรัพย์สินต่างๆ ให้เกิดความพร้อม และปลอดภัยการใช้งานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการสร้างความสุข และสังคมที่ดี มีความอบอุ่น ปลอดภัย ด้วยวัฒนธรรมการอยู่อาศัย “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” และส่งเสริมจิตสำนึกของการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และสม่ำเสมอ
       
       “Planet” ความรับผิดชอบต่อ สิ่งแวดล้อม ด้วยลักษณะธุรกิจของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีบทบาทและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน จากเหตุผลดังกล่าว บริษัทจึงให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดผลกระทบจากการพัฒนาโครงการในกระบวนการ (In process) ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ กระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชน และชุมชนข้างเคียงภายหลังการส่งมอบ โดย 2 แนวคิดจาก “6 GREEN LPN” ที่ใช้ในการดำเนินการ คือ
       
       Green Design Concept คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทจะให้ความสำคัญต่อการออกแบบ และพัฒนาโครงการ ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการวางผังโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทได้พัฒนาแนวทางให้สอดคล้องต่อมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) ของสหรัฐอเมริกา (LEED - The Leadership in Energy and Environmental Design)
       
       Green Construction Process คือ การบริหารจัดการผลกระทบที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากที่สุด บริษัทจึงได้พัฒนากระบวนการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้น และได้พัฒนากลยุทธ์ Q-C-S-E-S+P เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานก่อสร้างให้ทั้งบุคลากรของบริษัท รวมถึงปิยมิตรผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยสำหรับคนงาน และผู้เกี่ยวข้อง 


กรรมการบริหาร ได้เล่าถึงกลยุทธ์ดังกล่าวว่า จากกลยุทธ์ 6 GREEN LPN สู่การพัฒนาโครงการสีเขียว LPN Green Project ...กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Green Design Concept) ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การเลือกทำเล ที่ LPN จะมองหาทำเลในเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงกลาง-ล่าง (Affordable House) แต่มีความต้องการที่พักอาศัยหนาแน่น มีศักยภาพในการพัฒนา อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อลดผลกระทบด้านการใช้พลังงาน และการจราจร การออกแบบและจัดวางผังโครงการ มิได้คำนึงแต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวภายในโครงการเพื่อความร่มรื่นเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน การใช้น้ำ และพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุและทรัพยากรที่เหมาะสม การสร้างสิ่งแวดล้อมภายในอาคารที่มีคุณภาพแก่ผู้อยู่อาศัย รวมทั้งการนำนวัตกรรมจากการออกแบบมาใช้งาน
       
       สำหรับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการก่อสร้าง (Green Construction Process) ครอบคลุมทั้งในบริเวณก่อสร้างและบริเวณข้างเคียง ซึ่งนอกเหนือจากการการดำเนินงานตามหลักกลยุทธ์การก่อสร้าง และมาตรฐานด้านการกำกับดูแลผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดระยะเวลาในการพัฒนาโครงการ อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อยู่อาศัยข้างเคียง เพื่อรับฟังข้อคิด และกำหนดแนวทางป้องกันผลกระทบร่วมกัน ทั้งในเรื่องของ ฝุ่น เสียง การจราจร การสั่นสะเทือน และความปลอดภัยในการก่อสร้าง เป็นต้น 


        เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีของการเพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการพัฒนาโครงการ กับ LPN Signature Green Project ...โครงการลุมพินี เพลส พระราม 9-รัชดา นับเป็นโครงการพักอาศัยที่พัฒนาขึ้นตามมาตรฐาน และเป็นต้นแบบโครงการ LPN Green Project แห่งแรกที่เสร็จสมบูรณ์ และในปัจจุบัน LPN มีโครงการภายใต้การพัฒนาตามมาตรฐาน LPN Signature Green Project อีก 2 โครงการ ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2557 ได้แก่ โครงการ ลุมพินี พาร์ค นวมินทร์-ศรีบูรพา โครงการอาคารชุดพักอาศัย สูง 15 ชั้น บนเนื้อที่ 15 ไร่เศษ บนถนนนวมินทร์ และโครงการมิลล์ เพลส โพศรี ศูนย์การค้าชุมชน หรือคอมมูนิตี มอลล์ ที่พัฒนาภายใต้มาตรฐานอาคารเขียว “LEED” แห่งแรกของ LPN และแห่งแรกในจังหวัดอุดรธานี
       
       แนวคิดในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน อันเป็นกลยุทธ์ในแบบฉบับของ LPN “6 GREEN LPN” และการพัฒนาโครงการภายใต้มาตรฐาน LPN Green Project นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของ LPN ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสานฝันการมี “บ้าน” คุณภาพ และสังคมที่เปี่ยมสุขให้แก่ทุกครอบครัวตามกลยุทธ์การสร้าง “ชุมชนน่าอยู่”