แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาฯ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาฯ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ดิ เอส อโศก คอนโดฯ แซ่บเว่อร์ ที่จอดรถเกิน 100% ทำช่องจอดให้ซูเปอร์คาร์-ซูเปอร์ไบก์อีกต่างหาก

ใครรู้จัก "สิงห์ เอสเตท" บ้าง ยกมือขึ้น

ประกาศจุดยืนชัด สำหรับบมจ.สิงห์ เอสเตท ว่าจะพัฒนาแต่คอนโดมิเนียมระดับกลางบน ราคา 8 หมื่นบาท/ตร.ม.ขึ้นไปเท่านั้น ปีนี้เลยประเดิมคอนโดฯแห่งแรก "ดิ เอส อโศก" (The ESSE Asoke) ราคาเฉลี่ย 2.2 แสนบาท/ตร.ม. เริ่มต้น 7.69 ล้านบาท ซึ่งสิงห์จัดว่าเป็นกลุ่มลักเซอรี่ของบริษัทฯ


คุยกับ "ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจที่พักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงที่มาที่ไปของชื่อว่า ESSE เป็นรากศัพท์ภาษาละตินแปลว่า การมีอยู่ และเป็นการย่อคำจากภาษาอังกฤษคำว่า Essence แปลว่า สาระ แก่นสาร ซึ่งเป็นความหมายที่ดี และพ้องเสียงกับตัว S ที่เป็นสัญลักษณ์ของสิงห์ เอสเตท ในตลาดหุ้น

ว่าถึงรายละเอียดโครงการ ตั้งอยู่บนถ.อโศกมนตรี ตรงข้ามตึกแกรมมี่ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก 550 เมตร พอจะเดินถึงแบบเหนื่อยนิดหน่อย เป็นอาคารชุดสูง 55 ชั้น ที่ผู้บริหารขอเคลมว่าเมื่อสร้างเสร็จจะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดบนถ.อโศกมนตรี แต่ถึงจะมีหลายชั้น ก็มีห้องชุดเพียง 419 ยูนิต เพราะแต่ละชั้นเป็นซิงเกิ้ลคอร์ริดอร์(มีห้องชุดอยู่ฝั่งเดียวของทางเดิน) มีไม่เกิน 12 ยูนิต ยิ่งมีคนพักอาศัยน้อยจะรักษาความเป็นส่วนตัวได้มาก


สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ส่วนกลาง บนพื้นที่ 2 ไร่กว่าของโครงการ จัดเป็นพื้นที่สีเขียว 3 โซนเนื้อที่รวม 1 ไร่ มีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส บอร์ดรูมสำหรับจัดประชุมย่อย และกอล์ฟ ซิมูเลเตอร์ ที่เชื่อว่าเป็นไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย เอาไว้ซ้อมออกรอบได้ทุกวันเวลา

ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างคือ ที่จอดรถ 427 คัน เกินกว่าจำนวนห้อง พร้อมที่จอดซูเปอร์คาร์ 9 คัน ซูเปอร์ไบค์อีก 9 คัน เพราะมั่นใจว่าลูกบ้านทุกห้องมีรถ แม้จะไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่ที่จอดรถต้องมีทุกวัน

มาดูแบบห้องบ้าง มีแบบ 1-2 ห้องนอนและเพ้นท์เฮ้าส์ ขนาด 37-195 ตร.ม. เข้าไปเยี่ยมชมภายในห้อง 1 ห้องนอน 37 ตร.ม. จะค่อนข้างกะทัดรัด พื้นที่ทานอาหารเป็นโต๊ะทรงเคาน์เตอร์บาร์ 2 ที่นั่ง หรือจะยกไปทานที่เคาน์เตอร์ริมหน้าต่างก็ได้ ในห้องนอนวางเตียงได้พอดี มีช่องเจาะสำหรับวางทีวีที่ปลายเตียง ส่วนห้อง 2 ห้องนอน 75 ตร.ม. จะโปร่งโล่ง พื้นที่ห้องนั่งเล่น ครัว โต๊ะทานอาหาร 4 คน วางลงตัวพอดิบพอดี ห้องนอนมาสเตอร์มีห้องน้ำกรุกระจกมองทะลุห้องนอนได้และมีอ่างอาบน้ำ

ใครสนใจแวะชมได้ตั้งแต่ 19 ต.ค. 58 ถ้าจองช่วงพรีเซลก่อนแกรนด์โอเพนนิ่งที่สยามพารากอนวันที่ 13 พ.ย.58 รับส่วนลด 3 แสน-1.2 ล้านบาทไปเลยคร้าบ




นาทีทอง! กระตุ้นอสังหาฯ ซื้อบ้านไม่เกิน3ล้านตอนนี้ คุ้มสุด!



มนุษย์เงินเดือนมีเฮ!!!

สำหรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ยุครัฐบาลคสช. 

ในอดีต รัฐบาลเคยออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ มาหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ แต่เป้าหมายหลักจะเน้นดูแลผู้มีรายได้น้อย สำหรับรอบนี้พูดให้ยาวขึ้นว่าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง โดยมติคณะรัฐมนตรี หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า มติ ครม. เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 มี 4 แพคเกจสำคัญ ดังนี้

1. "ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์" ปกติจะต้องทำและจ่ายที่กรมที่ดินหรือสำนักงานสาขา มีค่าธรรมเนียมโอนอยู่ที่ 2% ลดเหลือ 0.01% อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ราคาอสังหาฯ 1 ล้านบาท จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน 2 หมื่นบาท ภายใต้มาตรการพิเศษนี้จะมีการจ่ายจริงแค่ 100 บาท

สมมุติ ราคาอสังหาฯ 2 ล้านบาท เดิมเสียค่าโอน 40,000 บาท หรือราคา 3 ล้านบาท จะต้องเสียค่าโอน 60,000 บาท ในขณะที่ภายใต้มาตรการรัฐจ่ายค่าโอนจริงเพียง 400 และ 600 บาท เป็นต้น

2."ลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง" อัตราปกติอยู่ที่ 1% หรือ 1 ล้านบาทต่อ 1 หมื่นบาท ลดเหลือ 0.01% หลักการคำนวณก็เหมือนกันคือภายใต้มาตรการครั้งนี้ ค่าจดจำนองจะเหลือ 1 ล้านบาทต่อ 100 บาท

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การซื้อขาย อสังหาฯ หากเป็นการซื้อด้วยเงินสดคุณก็ไม่มีค่าใช้จ่ายตัวนี้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มีผู้ซื้อด้วยเงินสดเพียงกลุ่มน้อยนิด 5-10% เท่านั้น

นั่นหมายความว่าส่วนใหญ่ที่ซื้อโครงการจัดสรรไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์คอนโดมิเนียม สัดส่วน 90-95% ซื้อด้วยวิธีการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้น มักจะต้องแบกรับภาระค่าจดจำนองด้วยเสมอ

ทั้งนี้ การยกเว้นค่าโอนและจดจำนองดังกล่าว มีอายุให้เพียง 6 เดือน หรือภายใน 30 เมษายน 2559 
(อาจจะ 31 มีนาคม 2559 ก็ได้) เงื่อนไขเวลาจะช้าหรือเร็วขึ้นกับทางกระทรวงมหาดไทยสามารถเร่งรัดการบังคับใช้ได้เร็วหรือช้า เพราะต้องนำมติ ครม.ไปแปลงสู่การปฏิบัติ โดยนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกฎหมายของกระทรวงก่อนออกมาบังคับใช้ และเริ่มนับเวลา 6 เดือน (ประเมินกันว่าเร็วที่สุดขั้นตอนน่าจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ นับจากมีมติ ครม.)

3."ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ" 


เจ้าภาพหนีไม่พ้น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ รอบนี้แหวกแนวออกไปเล็กน้อย เนื่องจากไปเพ่งเล็งการช่วยเหลือในกลุ่มผู้ที่เคยถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลเตรียมวงเงินสนับสนุน 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ได้สูงสุดสำหรับราคาอสังหาฯ ไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือผู้กู้มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท เห็นข่าวแวบๆ ทางรัฐมนตรีกระทรวงคลังบอกว่ามียอดรีเจ็กต์เรต 5,000-6,000 ราย ทั่นให้เหตุผลว่า เป็นกลุ่มที่แสดงเจตนารมณ์อยากซื้ออสังหาฯ แต่ซื้อไม่ได้เพราะกู้ไม่ผ่าน

เรื่องนี้ปรากฏว่าทาง ธอส. ทำงานได้รวดเร็วฉับไว ด้วยการประกาศให้ดอกเบี้ยปีแรก 3.50% ปีที่สอง 4.25% อายุสินเชื่อที่เหลือเป็นไปตามเรตปกติคือ MRR (ลูกค้ารายย่อยชั้นดี) ส่วนจะบวกหรือลบเท่าไหร่เป็นไปตามกลไกเดิมๆ เช่น สินเชื่อสวัสดิการ ฯลฯ โดยสินเชื่อก้อนนี้มีเวลาทำสัญญาเงินกู้ภายใน 1 ปี เริ่มต้นนับเวลาตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าจบก็คือ "ระยะเวลาการผ่อน" เกณฑ์คำนวณของแบงก์มีหลายตัว หนึ่งในนั้นคือ "อายุตัว" เช่น ผู้กู้มีอายุสูงสุดคือ 60 ปี สัญญาสินเชื่อยาวสุดอยู่ที่ 30 ปี ต่อมาพอมีการแข่งขันดุเดือดแบงก์หลายแห่งก็เลยขยายงวดผ่อน โดยยืดอายุผู้กู้ออกไปอีก เช่น ผู้กู้อายุได้ถึง 65-70 ปี ซึ่งมีผลทำให้สินเชื่อผ่อนได้ยาว 35-40 ปี โดยมติ ครม.ให้แนวทาง ธอส. ทำสินเชื่อยาวสุด 30 ปีเท่าเดิม

4."ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" มติ ครม.เขียนไว้ว่า เป็นมาตรการที่ให้สำหรับผู้ซื้อบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยลดหย่อน 20% ของมูลค่าบ้านที่ซื้อระยะเวลา 5 ปี

อธิบายได้อย่างนี้ค่ะ สมมุติ ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท (ราคาแพงกว่านี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์) ลดหย่อน 20% คำนวณออกมาแล้วเท่ากับ 6 แสนบาท ให้นำ 5 ปีมาหารเฉลี่ยจะได้ปีละ 1.2 แสนบาท เท่ากับอัตราที่จะนำไปหักลดหย่อนได้คือปีละ 1.2 แสนบาท เป็นต้น 
ถ้าเปรียบเทียบกับมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่ผ่านๆ มา อย่างน้อยถือว่าหน้าตาดีขึ้น พอกล้อมแกล้มกับสถานการณ์จริง เพราะมีทั้งการโฟกัสกลุ่มที่เคยถูกปฎิเสธสินเชื่อมาก่อน มีทั้งเรื่องการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา

นาทีทองเริ่มต้นแล้วนะคะ โปรโมชั่นอสังหาฯ ที่มีรัฐบาลร่วมเป็นเจ้าภาพไม่ได้มีมาบ่อยๆ ของแถม-ส่วนลดเดิมๆ ที่เอกชนเขามีให้ อย่าลืมต่อรองให้เยอะ เรียกให้หนัก ให้สมกับที่ผู้ประกอบการชอบพูดว่า ยุคนี้เป็นยุคทองของผู้บริโภค


Cr.http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1445139451

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

อนาคตใหม่ในกัมพูชา (1) จีดีพีหนุนส่งอสังหาฯบูมยาว


ฮ่องกง 2 หรือโครงการสีหนุวิลล์ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ถือเป็นอภิโปรเจ็กต์เพราะมีมูลค่าโครงการถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ กับระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (2554-2562) เป็นหนึ่งในตัวอย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ว่ากันว่ากำลังเข้าสู่ยุคบูมสุดขีด

และเป็นเหตุผลดึงดูดทั้งดีเวลอปเปอร์ตลอดจนผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหลากสัญชาติเข้าไปลงทุน อย่างน้อยที่สุด ภาวะเศรษฐกิจกัมพูชาก็เป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่ง โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่าแนวโน้มอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 7.2% ติดต่อกันในระยะ 5 ปีหน้า (2558-2562)

สำหรับนักลงทุนไทย เครือเอสซีจี โดย "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศวิสัยทัศน์เมื่อ 9 ปีที่แล้วว่าเอสซีจีจะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดอาเซียน วันนี้และปีนี้จึงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลงานและความสำเร็จในกัมพูชา

บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ต้อง 3 ชั้น

"เฉพาะปีนี้มีการพัฒนา 50 โปรเจ็กต์ในพนมเปญ ตลาดก่อสร้างที่นี่จึงใหญ่มาก"
คำกล่าวของ "คุณโอ้-สุชาติ กัลยาณคุณ" Branding and Marketing Manager เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยจุดเน้นอยู่ที่เป็นโครงการก่อสร้างในหมวดอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งประเภทโรงแรม ศูนย์การค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร รวมทั้งบ้านสร้างเองของผู้มีอันจะกินในกัมพูชา

นั่นหมายความว่า ภาคอสังหาฯ มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ทั้งโครงการจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ รวมทั้งโครงการแนวสูงทั้งคอนโดฯ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ถือว่ามาแรงทีเดียว 

เจาะข้อมูลอสังหาฯให้เช่าแบบรายเดือน รองรับนักลงทุนและผู้บริหารชาวต่างชาติที่ทำงานในกัมพูชา ที่เรียกกว่าลูกค้ากลุ่ม expat "คุณโอ้-สุชาติ" บอกว่า ปัจจุบัน พำนักอยู่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรด B+ ออกแบบเป็นห้องชุด พื้นที่ใช้สอย 45 ตร.ม. ค่าเช่าเดือนละ 800 เหรียญสหรัฐ ฟังก์ชั่นมีครบทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ถ้าไม่รวมระเบียง ค่าเช่าจะถูกลงไปอีก 50 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวอย่างของอสังหาฯ ให้เช่าที่เป็นตึกสูงตั้งแต่ 8-15-20 ชั้น

ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ นิยมสร้างแบบ 3 ชั้น เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกอย่างน้อย 3 คน ยุคนี้แม้ว่าคนรุ่นใหม่เมื่อแต่งงานแล้วมักจะแยกตัวออกมาสร้างบ้านอยู่เอง แต่ก็ยังนิยมสร้าง 3 ชั้นอยู่ดี โดยเทรนด์สร้างบ้าน หน้าตาแบบบ้านจะเหมือนเมืองไทย คำเฉลยเป็นเพราะสถาปนิกไทยเป็นคนออกแบบนั่นเอง 

ต่างชาติซื้อคอนโดฯ ได้ 69%

ถัดจากแนวราบมาคุยถึงแนวสูงดูบ้าง "พี่เหลี่ยม-พงศ์ธนา เดชวิทยาพร"Sales and Marketing Manager มีเกร็ดข้อมูลมาฝากว่า ตลาดคอนโดฯ น่าสนใจ เทียบกับเมืองไทย ให้ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ได้ 49% แต่กัมพูชาให้มากกว่าถึง 69% ในขณะที่การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอกชนกัมพูชาถือครองกรรมสิทธิ์ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้กับคนต่างชาติแต่อย่างใด

"ดีมานด์หลักมาจากลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีความต้องการเช่าคอนโดฯ หรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สูงมาก อย่างน้อยซื้อคอนโดฯ เพื่อลงทุนให้เช่าก็ถือว่าคุ้ม"

ในส่วนของราคาที่ดิน เมืองไทยวัดขายเป็น ตร.ว. (เท่ากับ 4 ตร.ม.) ในกัมพูชามีหน่วยวัดเป็น ตร.ม. เห็นบอกว่าราคากลาง ๆ จะตก 5,000 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึงตร.ม.ละ 1-5 หมื่นเหรียญสหรัฐก็มี ราคาบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นกันที่ 7 หมื่นเหรียญ สูงสุด 3 แสนเหรียญสหรัฐ นับว่าไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว

ทำเลเกิดใหม่ 8 หัวเมืองหลัก

สำหรับภาพรวมธุรกิจก่อสร้าง ประเมินว่าสถิติปีนี้ทั้งประเทศมีมูลค่ารวม 33,463 ล้านบาท ตลาดใหญ่สุดกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงพนมเปญ มูลค่า 16,731 ล้านบาท สัดส่วน 50%

ที่เหลือเกลี่ยให้ 8 หัวเมืองหลัก สัดส่วนรวมกัน 34% อาทิ เสียมเรียบ 2,000 ล้านบาท สตึงเตร็ง 1,300 กว่าล้านบาท กำปงโสม 600 กว่าล้านบาท ฯลฯ กับหัวเมืองที่เหลือ รวมกัน 16% มูลค่าตลาด 5,000 กว่าล้านบาท

ในขณะที่แนวโน้มจีดีพีคาดว่าจะโตปีละ 7% ไปอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจก่อสร้างก็มีแนวโน้มเติบโตเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ

“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
        ศูนย์ข่าวศรีราชา - รองพ่อเมืองชี้ชลบุรียังเป็นพื้นที่สนใจของนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เแต่ละเดือนมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกว่า 30 โครงการ โดยชลบุรีเตรียมแผนรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งโครงข่ายคมนาคม สาธารณูปโภค อนาคตจะเห็นภาพการขยายตัวของโครงการคอนโดฯ เข้าไปในสัตหีบ และบ้านบึงมากขึ้น
     
       วันนี้ (19 ก.ย.) นายเชาวลิตร แสงอุทัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพลัส คอนโด ศรีราชา ณ สำนักงานขายซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายนิมิต โมนฤมิตร ประธานกรรมการบริหาร และนายวุธิพรรษ์ กังสนันที กรรมการผู้จัดการบริษัท สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีราชา นายอาคม พันธ์เฉลิมชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ
      
       สำหรับ “พลัส คอนโด ศรีราชา ”เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรู ขนาด 25 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1.5 พันล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนสายสุขุมวิท-หนองยายบู่ ภายใต้คอนเซ็ปต์การตกแต่งแบบพร้อมอยู่ที่ทันสมัยสไตล์โมเดิร์น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ราคาเริ่มต้นที่ 2.3 ล้านบาท ภายในงานได้เปิดผู้เข้าร่วมงานได้เข้าเยี่ยมชมการตกแต่งห้องพัก และรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการ
      
       โดย นายเชาวลิตร แสงอุทัย เผยว่าแม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่จังหวัดชลบุรี ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เดินต่อไปได้เรื่อยๆ เห็นได้จากที่ นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มอบหมายภารกิจให้ดูแลด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ ซึ่งก็พบว่าในแต่ละเดือน จังหวัดชลบุรี มีการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโครงการจัดสรรต่างๆ ไม่น้อยกว่า 30 โครงการ และมีคอนโดมิเนียมที่ขอทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ประมาณ 20 โครงการต่อเดือน
      
       “การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ยังเดินไปได้ แต่ก็อาจมีปัญหาเรื่องการทำธุรกรรมบ้างเล็กน้อย หลังธนาคารพาณิชย์เข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุน ส่วนพื้นที่ที่จะรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจนั้น จังหวัดชลบุรี ได้เตรียมการไว้แล้ว และที่ผ่านมา ก็ได้ออกใบอนุญาตการทำผังเมืองฉบับใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจหลักแล้ว”
      
       นายเชาวลิตร เผยอีกว่า จากเดิมที่โครงการบ้านจัดสรรของจังหวัดชลบุรีกระจุกตัวอยู่เพียงเขตตัวเมืองชลบุรี ศรีราชา บางละมุง และสัตหีบ แต่นับจากนี้ไปจะเริ่มเห็นภาพโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมขยายตัวไปยังเขตสัตหีบ และอำเภอบ้านบึง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลของถนนสุขุมวิทมากขึ้น โดยจังหวัดชลบุรียังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
      
       ขณะที่การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคนั้น นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้วางโครงข่ายเสนอต่อรัฐบาลในหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการหลักด้านถนนหนทางที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และการสร้างเทอร์มินอล แห่งใหม่ในสนามบินอู่ตะเภา รวมทั้งการเข้ามาของท่าเทียบเรือเฟอรี่ จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้อย่างแน่นอน
      
       ด้าน นายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีราชา ระบุว่า ราคาที่ดินในเขตอำเภอศรีราชา ปัจจุบันปรับตัวจากตารางวาละ 8 หมื่นบาท เป็นราคา 2 แสน แต่ยังไม่ถึง 3 แสนบาท แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า บรรดานายหน้าพากันปั่นราคาจนสูง ทำให้นักลงทุนบางส่วนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในพื้นที่ จึงขอชี้แจ้งว่า ราคาที่แท้จริงของที่ดินในเขตเทศบาลเมืองศรีราชา ขณะนี้อยู่ที่ตารางวาละ 2 แสนบาท แต่ไม่ถึง 3 แสนบาทอย่างแน่นอน
      
       “การลงทุนด้านอสังหาฯ ในศรีราชาวันนี้ยังคึกคัก นักลงทุนจำนวนมากยังมุ่งหน้าสร้างคอนโดฯ จึงจำเป็นที่เราจะต้องขอให้นักลงทุนขยายการลงทุนเข้าไปในเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์บ้าง เพราะแม้เราจะได้ภาษี แต่ศรีราชา เมื่อมีคนมาอยู่มากจนทำให้การจราจรติดขัด และเรายังแก้ไขปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ” นายธานี กล่าว
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
Cr.http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000106056&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

อสังหาฯ ซบสะเทือนธุรกิจบริหารทรัพย์สิน RIM ปรับกลยุทธ์เน้นรักษาลูกค้าเก่า ชี้ ตจว.แนวโน้มดี

อสังหาฯ ซบสะเทือนธุรกิจบริหารทรัพย์สิน RIM ปรับกลยุทธ์เน้นรักษาลูกค้าเก่า ชี้ ตจว.แนวโน้มดี
ธนันทร์เอก หวานฉ่ำ
        อินเตอร์ เรียลตี้ฯ เผยผู้ประกอบการชะลอพัฒนาโครงการใหม่กระทบธุรกิจบริหารทรัพย์สิน พร้อมงัดกลยุทธ์พัฒนาบริการมุ่งสู่ความเป็นเลิศรักษาฐานลูกค้าเก่า ย้ำตลาดต่างจังหวัดมีแนวโน้มดี เล็งเปิดสำนักงานสาขาขอนแก่น บริการโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดฯ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว 
      
        นายธนันทร์เอก หวานฉ่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ เรียลตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (IRM) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะซบเซา ผู้ประกอบการชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการต่างจังหวัด ซึ่งบางแห่งถึงขั้นต้องหยุดการขายเพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริหารทรัพย์สิน เนื่องจากโครงการใหม่ในตลาดมีน้อยลง ในขณะที่โครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว และให้ IRM เข้าไปบริหารทรัพย์สินหลายแห่งได้มีการทบทวนเรื่องรายได้ของนิติบุคคล รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งบางโครงการถึงกับเลิกจ้างบริษัทบริหารทรัพย์สิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากลูกค้าเข้าใจว่ามีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยในอาคาร และชุมชน
      
       ทั้งนี้ เพื่อรับมือต่อปัญหาดังกล่าว IRM ได้เน้นนโยบายในการรักษาลูกค้าเก่าด้วยการพัฒนาด้านบริการเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด ที่ผ่านมา ได้เน้นการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้บริการอย่างมืออาชีพ ซึ่งได้เชิญวิทยากรที่มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญด้านบริการมาฝึกอบรมต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อนโยบายการเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกค้าเรื่องการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยที่ผ่านมา ได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนแรงงานคนที่มีค่าจ้างแพงกว่า เช่น การลดจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยในบางจุดที่ไม่จำเป็น และมาใช้กล้องวงจรปิดแทน เป็นต้น
      
       นายธนันทร์เอก กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจบริหารทรัพย์สินตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบกับที่ก่อนหน้านี้ถือว่าผลประกอบการไม่โดดเด่นมากนัก เพราะปริมาณโครงการจัดสรรที่เข้ามาอยู่ในพอร์ตการบริหารของบริษัทฯ มีปริมาณใกล้เคียงกับที่ยกเลิกเพราะมีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ในกทม. กับต่างจังหวัดน่าจะได้รับผลกระทบด้านยอดขายเหมือนกัน แต่ในต่างจังหวัดอาจได้เปรียบค่าแรงงานที่ถูกกว่า จึงทำให้การบริหารทรัพย์สินในต่างจังหวัดมีแนวโน้มที่ดีกว่าส่วนกลาง
      
       นอกจากนี้ การแข่งของธุรกิจบริหารทรัพย์สินในต่างจังหวัดยังน้อยกว่า ในขณะที่มีโครงการที่ได้มีการพัฒนาก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมาก และส่วนใหญ่เจ้าของโครงการยังทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินเอง แต่ยังต้องการผู้ที่เป็นมืออาชีพ และชำนาญในธุรกิจนี้เข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว เมื่อ IRM เปิดตลาดในส่วนภูมิภาคจึงได้รับความสนใจจากโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมค่อนข้างสูง โดยภายในปีนี้มีเป้าหมายจะเปิดสำนักงานที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคดังกล่าว เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ มีการพัฒนาโครงการอสังหาฯ จำนวนมาก จึงมีโอกาสในการขยายตลาด และจากการไปสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการยังบริหารทรัพย์สินกันเอง เมื่อไปเปิดสาขาบริการในท้องถิ่นเชื่อว่าในอนาคตจะมีโครงการทั้งบ้านจัดสรร และคอนโดฯ สนใจรูปแบบการให้บริการ

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000104254&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธุรกิจอ่วมแบงก์โขกดอกเบี้ยเพิ่ม บวกค่าความเสี่ยงสวนทางกนง.-อสังหาฯน่วม

ธุรกิจ รายกลาง-เล็กร้องจ๊าก เจอแบงก์โขกดอกเบี้ยกู้พรีไฟแนนซ์เพิ่ม 0.125% สวนทาง กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย แบงก์กรุงเทพยอมรับเข้มปล่อยกู้อสังหาฯ ชาร์จค่าความเสี่ยงลูกค้าเพิ่มขึ้น ฟาก ธ.กรุงไทยชี้สถานการณ์เสี่ยงสูงเน้นปล่อยกู้ลูกค้าเก่า แถมลดวงเงินกู้-เงื่อนไขพรึ่บ
พรีไฟแนนซ์บวก 0.125%

แหล่งข่าวผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ฯรายหนึ่ง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ยนโยบาย2ครั้งรวม 0.50% แต่แทนที่จะเป็นผลบวก ทำให้ต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการผ่อนคลายขึ้น ปรากฏว่าทางธนาคารกรุงเทพขอเพิ่มดอกเบี้ยวงเงินกู้พรีไฟแนนซ์ (ปล่อยกู้ให้กับโครงการ) สำหรับคำขอกู้พัฒนาโครงการใหม่ โดยบวกเพิ่มในอัตรา 0.125%

"ทางสถาบันการเงินชี้แจงว่า ผลกระทบจาก กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย กดดันให้ต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามไปด้วย จะลดมากหรือน้อยก็มีผลทำให้รายได้หายไป ดังนั้น จึงต้องหารายได้จากดอกเบี้ยทางอื่นมาทดแทน ขณะที่ภาคอสังหาฯนั้น เงินกู้พรีไฟแนนซ์มีความเข้มงวดอย่างมาก รายใหม่ไม่มีการปล่อยกู้เลย เราเป็นรายเก่าที่มีประวัติขอสินเชื่ออยู่แล้ว แต่เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯตอนนี้ถือว่ามีความเสี่ยง จึงขอบวกดอกเบี้ยเพิ่ม"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ประวัติการขอสินเชื่อที่ผ่านมา ทางสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้อัตราดอกเบี้ย MLR ล่าสุด สำหรับโครงการใหม่จะบวกดอกเบี้ยเป็น MLR +0.125% ถึงแม้ทราบดีว่าแบงก์ผลักภาระมาให้ผู้ประกอบการหรือผู้กู้ ไม่ใช่เรื่องรับได้หรือไม่ได้ เพราะอำนาจต่อรองในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ต้องทำใจว่าดอกเบี้ยเงินกู้ถูก บวกเพิ่มอีกเล็กน้อยก็ต้องยอม โดยภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือราคาบ้านตามกลไก ตลาด

รายกลาง-เล็กขอกู้ไม่หยุด

แหล่งข่าวจากบริษัท เปี่ยมสุข ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอกู้พรีไฟแนนซ์ 2 โครงการใหม่คือ ทาวน์โฮม กาญจนาภิเษก-พระราม 5 และบ้านแฝดใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนศรีสมาน ผ่านธนาคารกรุงไทยและธนาคารเกียรตินาคิน ทั้ง 2 ธนาคารยังไม่ได้บวกเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารบางแห่งอาจขอขึ้นดอกเบี้ยหากลูกค้าเป็นผู้ประกอบ การหน้าใหม่ หรือทำคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีซัพพลายจำนวนมาก จึงถูกมองว่ามีความเสี่ยง

ขณะที่นางสาวศริญญา เรืองปัญญาวุฒิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมยื่นขอพรีไฟแนนซ์โครงการใหม่ เป็นทาวน์โฮมโซนเทียนทะเล ราคาเริ่มยูนิตละ 3 ล้านบาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือเบื้องต้นกับสถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าประจำ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ฯลฯ ยังไม่มีการแจ้งว่าจะบวกดอกเบี้ยเพิ่มแต่อย่างใด

ธ.กรุงเทพชี้ "อสังหาฯ" เสี่ยงสูง

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารไม่ได้ "ดอด" ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกค้าสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง-เล็ก เพิ่มขึ้น โดยหลักการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าจะต้องตกลงเงื่อนไขและราคาดอกเบี้ยให้ เสร็จสรรพ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ธนาคารจะมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้แก่ลูกค้าทราบทุกครั้ง ซึ่งเป็นการตกลงร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การคิดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกับลูกค้ารายหนึ่ง ๆ นั้น หากธนาคารเริ่มคิดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ MLR ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ MLR ไปตลอด เพราะสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ธนาคารก็ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแปรผันไปตามความเสี่ยงของลูกค้าหรือสถานการณ์ ขณะนั้น ๆ หากความเสี่ยงมาจากด้านใดด้านหนึ่ง ธนาคารก็อาจต้องขอปรับดอกเบี้ยขึ้นได้บ้าง

"เวลาที่สถานการณ์ไม่ดี เราต้องปล่อยอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ความเสี่ยงสูงขึ้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็ต้องมีค่า Risk Premium ที่สูงขึ้น ซึ่งลูกค้าก็ต้องเข้าใจระบบแบงก์ด้วย เรามีเกณฑ์บาเซิลที่จะต้องทำเรตติ้งของลูกค้า ถ้าเรตติ้งสูงขึ้นเราก็ต้องสำรองเพิ่มขึ้น แล้วจะให้แบงก์เก็บดอกเบี้ยเท่าเดิมแบงก์ก็คงจะเจ๊ง"

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมชะลอตัวลงบ้าง หลายโครงการยอดขายเริ่มช้าลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทำเลของแต่ละโครงการด้วย โดยโครงการที่เป็นไพรมโลเกชั่นของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ทำเลติดรถไฟฟ้า ก็ยังมียอดขายที่ดี เห็นยอดจองสูงถึง 80% ภายใน 1 วัน เพราะเป็นโครงการที่ลูกค้าเชื่อมั่นว่าดี และมั่นใจว่าจะสร้างแล้วเสร็จ แต่โครงการใหม่ ๆ หรือผู้ประกอบการรายเล็กลงยอดขายก็คงช้าลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าจะเจ๊งหรือขายไม่ได้เลย แต่จากเดิมขาย 5 หลัง อาจจะลดเหลือ 3 หลังใน 1 วัน เป็นต้น ซึ่งธนาคารก็จะเข้าดูเป็นรายกรณี

กรุงไทยลดสัดส่วนปล่อยกู้

นาย อุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า สถานการณ์การปล่อยสินเชื่อรายย่อยรายกลางในขณะนี้ ธนาคารยอมรับว่า จำเป็นต้องพิจารณามากขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการใหม่ ๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัด เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของยอดขายโครงการใหม่ ๆ เนื่องจากความสามารถซื้อและผ่อนชำระของผู้ซื้อลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ตัว

ส่วนการเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อในบางรายบางธุรกิจนั้น อันนี้ยังไม่เห็น แต่เชื่อว่าต้องแล้วแต่ราย และต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้า ซึ่งไม่ใช่แค่สินเชื่อบ้านและสินเชื่อเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่ทุกสินเชื่อก็ต้องยึดหลักการเดียวกัน ตอนนี้สิ่งที่ธนาคารทำได้ภายใต้สถานการณ์นี้คือ การเน้นปล่อยสินเชื่อให้ฐานลูกค้าเก่า ๆ ขณะที่ลูกค้าใหม่ก็พิจารณาเข้มงวดมากขึ้น และพยายามให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเองมากที่สุดในการดำเนินธุรกิจ

"เมื่อ ก่อนเราให้สินเชื่อลูกค้าเอสเอ็มอีรายย่อยรายกลางราว 70% ที่เหลือลูกค้าออกทุนเอง 30% ตอนนี้ก็พยายามให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเองมากขึ้น เช่น ให้กู้ 50-60% ที่เหลือให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นการลดวงเงินกู้ของลูกค้า แต่ต้องการลดต้นทุนของผู้ประกอบการให้มีต้นทุนที่ถูกลงผ่านการจ่ายดอกเบี้ย ที่น้อยลง"

เข้มเงื่อนไขกู้เอสเอ็มอี

นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมายอมรับว่า ปริมาณเอ็นพีแอลของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีโดยภาพรวม ยังปรับตัวสูง ขึ้นเกือบทุกเดือน ดังนั้น การพิจารณาให้สินเชื่อของหลายธนาคารพาณิชย์ จึงมีการคิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการเพิ่มขึ้น แต่จะปรับขึ้นอัตราเท่าไหร่หรืออย่างไร จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณีผู้กู้

"บางแบงก์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในลูกค้ารายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่เรามองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นทางออกทั้งหมด เช่น เดิมคิดดอกเบี้ยระดับ MLR แต่พอโครงการมีความเสี่ยงขึ้น ก็คิดเป็น MLR +1 หรือ +2 ซึ่งแบบนี้ไม่น่าจะสามารถลดความเสี่ยงลงได้ เพราะถ้าเสี่ยงจริงดอกเบี้ยจาก 5-6% เพิ่มเป็น 7% แค่ 1 บาท ไม่น่าจะครอบคลุมความเสี่ยงที่ปล่อยกู้ไปแล้วเป็น 100-200 ล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้เราเลือกที่จะไม่ปล่อยกู้หรือลดวงเงินสินเชื่อลงดีกว่า" นายจิรัชยุติ์กล่าว

นายจิรัชยุติ์กล่าวว่า ปัจจุบันความเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างกระจายตัว คือไม่ใช่มีความเสี่ยงทั้งกลุ่มธุรกิจ แต่จะมีความเสี่ยงเป็นรายบริษัทหรือรุนแรงขึ้นก็จะมีความเสี่ยงทั้งซัพพลาย เชน แต่ที่ธนาคารจับตาเป็นพิเศษจะเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวสูง การพิจารณาสินเชื่อจึงต้องดูเป็นรายกรณี

โดยในส่วนของธนาคารจะมีนโย บายคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งหากพบว่าลูกค้ามีความเสี่ยงสูงขึ้นมาก ธนาคารก็จะเลือกที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้มากกว่า แต่หากมีความเสี่ยงไม่มากนัก ธนาคารก็อาจปรับลดวงเงินให้สินเชื่อลง เช่น การปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เดิมปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินอยู่ที่ระดับ 50-60% และปล่อยสินเชื่อในส่วนของการก่อสร้าง 70-90% ของต้นทุนลงทุนรวม ก็มีการปรับวงเงินกู้ลดลงประมาณ 10% เป็นต้น

"ยกตัวอย่างการสร้าง คอนโดมิเนียม ถ้าเป็นลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือและโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โครงการที่น่าสนใจ แถมมีรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ ด้วย การปล่อยกู้ของเราก็จะให้ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเริ่มสร้างโครงการ แต่หากไม่มั่นใจในตัวโครงการ เราก็จะให้ลูกค้าลงทุนไปก่อนเพื่อให้เห็นยอดจอง ยอดเงินดาวน์เข้ามาก่อน แล้วจึงปล่อยกู้ตาม โดยในพอร์ตของแบงก์ จะมีลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 50% ของลูกค้าทั้งหมด ส่วนลูกค้าเก่าก็มีการรีวิวอยู่เป็นระยะ ๆ" นายจิรัชยุติ์กล่าว

ด้านนายวิศรุต ปัญญาภิญโญผล ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าในวงเงินสินเชื่อและราคาดอกเบี้ย ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ถ้าเป็นลูกค้าใหม่หรือเป็นลูกค้าเก่า แต่ลงทุนในโปรเจ็กต์ใหม่ที่มีความเสี่ยงขึ้น ก็เป็นไปได้ที่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หรือบางรายอาจปรับลดวงเงินให้สินเชื่อลงบ้าง ซึ่งทั้งหมดจะพิจารณาเป็นรายกรณี

"เราก็เป็นแบงก์เล็กต้องบาลานซ์ความเสี่ยงกับการปล่อยกู้ให้ดี เพราะอีกมุมเราก็ยังอยากปล่อยกู้อยู่ คือถ้าเป็นโครงการที่ไม่มั่นใจเลย เราก็ไม่เอาตั้งแต่แรกดีกว่า แต่ถ้าเป็นโครงการที่แน่ใจเราก็ลุย อย่าลืมว่าเราเป็นแบงก์เล็ก ถ้าคิดดอกเบี้ยสูงกว่าและยังให้วงเงินน้อยกว่า เราคงปล่อยกู้ไม่ได้"