แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวอสังหาริมรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวอสังหาริมรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558
อนาคตใหม่ในกัมพูชา (1) จีดีพีหนุนส่งอสังหาฯบูมยาว
ฮ่องกง 2 หรือโครงการสีหนุวิลล์ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ถือเป็นอภิโปรเจ็กต์เพราะมีมูลค่าโครงการถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ กับระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (2554-2562) เป็นหนึ่งในตัวอย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ว่ากันว่ากำลังเข้าสู่ยุคบูมสุดขีด
และเป็นเหตุผลดึงดูดทั้งดีเวลอปเปอร์ตลอดจนผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหลากสัญชาติเข้าไปลงทุน อย่างน้อยที่สุด ภาวะเศรษฐกิจกัมพูชาก็เป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่ง โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่าแนวโน้มอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 7.2% ติดต่อกันในระยะ 5 ปีหน้า (2558-2562)
สำหรับนักลงทุนไทย เครือเอสซีจี โดย "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศวิสัยทัศน์เมื่อ 9 ปีที่แล้วว่าเอสซีจีจะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดอาเซียน วันนี้และปีนี้จึงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลงานและความสำเร็จในกัมพูชา
บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ต้อง 3 ชั้น
"เฉพาะปีนี้มีการพัฒนา 50 โปรเจ็กต์ในพนมเปญ ตลาดก่อสร้างที่นี่จึงใหญ่มาก"คำกล่าวของ "คุณโอ้-สุชาติ กัลยาณคุณ" Branding and Marketing Manager เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยจุดเน้นอยู่ที่เป็นโครงการก่อสร้างในหมวดอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งประเภทโรงแรม ศูนย์การค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร รวมทั้งบ้านสร้างเองของผู้มีอันจะกินในกัมพูชา
นั่นหมายความว่า ภาคอสังหาฯ มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ทั้งโครงการจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ รวมทั้งโครงการแนวสูงทั้งคอนโดฯ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ถือว่ามาแรงทีเดียว
เจาะข้อมูลอสังหาฯให้เช่าแบบรายเดือน รองรับนักลงทุนและผู้บริหารชาวต่างชาติที่ทำงานในกัมพูชา ที่เรียกกว่าลูกค้ากลุ่ม expat "คุณโอ้-สุชาติ" บอกว่า ปัจจุบัน พำนักอยู่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรด B+ ออกแบบเป็นห้องชุด พื้นที่ใช้สอย 45 ตร.ม. ค่าเช่าเดือนละ 800 เหรียญสหรัฐ ฟังก์ชั่นมีครบทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ถ้าไม่รวมระเบียง ค่าเช่าจะถูกลงไปอีก 50 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวอย่างของอสังหาฯ ให้เช่าที่เป็นตึกสูงตั้งแต่ 8-15-20 ชั้น
ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ นิยมสร้างแบบ 3 ชั้น เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกอย่างน้อย 3 คน ยุคนี้แม้ว่าคนรุ่นใหม่เมื่อแต่งงานแล้วมักจะแยกตัวออกมาสร้างบ้านอยู่เอง แต่ก็ยังนิยมสร้าง 3 ชั้นอยู่ดี โดยเทรนด์สร้างบ้าน หน้าตาแบบบ้านจะเหมือนเมืองไทย คำเฉลยเป็นเพราะสถาปนิกไทยเป็นคนออกแบบนั่นเอง
ต่างชาติซื้อคอนโดฯ ได้ 69%
ถัดจากแนวราบมาคุยถึงแนวสูงดูบ้าง "พี่เหลี่ยม-พงศ์ธนา เดชวิทยาพร"Sales and Marketing Manager มีเกร็ดข้อมูลมาฝากว่า ตลาดคอนโดฯ น่าสนใจ เทียบกับเมืองไทย ให้ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ได้ 49% แต่กัมพูชาให้มากกว่าถึง 69% ในขณะที่การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอกชนกัมพูชาถือครองกรรมสิทธิ์ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้กับคนต่างชาติแต่อย่างใด
"ดีมานด์หลักมาจากลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีความต้องการเช่าคอนโดฯ หรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สูงมาก อย่างน้อยซื้อคอนโดฯ เพื่อลงทุนให้เช่าก็ถือว่าคุ้ม"
ในส่วนของราคาที่ดิน เมืองไทยวัดขายเป็น ตร.ว. (เท่ากับ 4 ตร.ม.) ในกัมพูชามีหน่วยวัดเป็น ตร.ม. เห็นบอกว่าราคากลาง ๆ จะตก 5,000 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึงตร.ม.ละ 1-5 หมื่นเหรียญสหรัฐก็มี ราคาบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นกันที่ 7 หมื่นเหรียญ สูงสุด 3 แสนเหรียญสหรัฐ นับว่าไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว
ทำเลเกิดใหม่ 8 หัวเมืองหลัก
สำหรับภาพรวมธุรกิจก่อสร้าง ประเมินว่าสถิติปีนี้ทั้งประเทศมีมูลค่ารวม 33,463 ล้านบาท ตลาดใหญ่สุดกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงพนมเปญ มูลค่า 16,731 ล้านบาท สัดส่วน 50%
ที่เหลือเกลี่ยให้ 8 หัวเมืองหลัก สัดส่วนรวมกัน 34% อาทิ เสียมเรียบ 2,000 ล้านบาท สตึงเตร็ง 1,300 กว่าล้านบาท กำปงโสม 600 กว่าล้านบาท ฯลฯ กับหัวเมืองที่เหลือ รวมกัน 16% มูลค่าตลาด 5,000 กว่าล้านบาท
ในขณะที่แนวโน้มจีดีพีคาดว่าจะโตปีละ 7% ไปอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจก่อสร้างก็มีแนวโน้มเติบโตเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558
EMC เปิดตัว “Palmio” อมตะนคร หวังบุ๊กเป็นรายได้ Q4 ปี 59
|
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
|
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558
“สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้” ทุ่ม 1.5 พันล้าน ผุดโครงการ พลัส คอนโด ศรีราชา ถ.สุขุมวิท-หนองยายบู่
|
BC ชี้ครึ่งปีแรกตลาดคอนโดฯ มือสองไปได้สวย โซนพญาไทครองแชมป์ราคาเฉลี่ยสูงสุด คาดครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง
|
อสังหาฯ ซบสะเทือนธุรกิจบริหารทรัพย์สิน RIM ปรับกลยุทธ์เน้นรักษาลูกค้าเก่า ชี้ ตจว.แนวโน้มดี
|
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558
ค่าบาทอ่อนดันยอดขายอสังหาฯ ไทยกับลูกค้าต่างชาติโต แสนสิริลุยเปิดตลาดปักกิ่งรับดีมานด์ลูกค้าจีน
นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน โดยธนาคารพาณิชย์ให้ความเห็นว่าค่าเงินบาทไทยจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มแข็งตัว ในขณะที่ค่าเงินประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซียอ่อนตัวลง จึงฉุดค่าเงินบาทไทยให้อ่อนลงไปด้วย ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองไทยที่ต่างชาติยังต้องการดูความชัดเจน ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ประมาณการค่าเงินบาทว่าจะแกว่งตัวในระดับ 35.75-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีนี้ และมีโอกาสไปถึง 38-40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2559
“แสนสิริมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยโดยตรง เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติถูกลง จึงทำให้มีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจซื้ออสังหาฯ ไทยในอนาคตได้ นอกจากนั้น เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังเป็นปัจจัยบวกต่อชาวต่างชาติที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย เพราะสามารถซื้ออสังหาฯ ในราคาที่ถูกลงถึง 9% เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุให้ลูกค้าต่างชาติทั้งที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ และซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุนปล่อยเช่าสามารถตัดสินใจในการซื้อคอนโดมิเนียมได้เร็วขึ้น”
นายอุทัย กล่าวต่อว่า กลุ่มลูกค้าต่างชาติในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกงยังคงนิยมซื้อลงทุนในคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยพิจารณาจากทำเลใกล้รถไฟฟ้า และผลตอบแทนเรื่องอัตราเช่าเป็นสำคัญ ซึ่งโซนที่นิยมก็ยังคงเป็นทำเลสีลม เพลินจิต อโศก พร้อมพงศ์ และทองหล่อ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ แต่ในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมาโซนพระโขนง และอ่อนนุชเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะทำเลติดรถไฟฟ้าสายหลักที่เดินทางไปยังย่านธุรกิจ และความบันเทิงได้ง่าย แต่ราคาคอนโดมิเนียมถูกกว่าถึง 30-60% ขณะที่ให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าถึง 5-7% ด้านลูกค้าต่างชาติในประเทศจีน และไต้หวันให้ความสนใจคอนโดมิเนียมในภูเก็ตมากกว่า เนื่องจากต้องการที่พักตากอากาศในเมืองชายทะเลที่สามารถปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เดินทางมาพักผ่อนได้ด้วย
“แสนสิริเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติในช่วงนี้ จึงวางแผนจัดโรดโชว์โครงการคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ คือ เดอะ เบส พาร์คเวสท์ และเดอะ เบส พาร์คอีสต์ ในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง รวมทั้งโรดโชว์โครงการในภูเก็ต คือ บ้านไม้ขาว เดอะ เดค ป่าตอง เดอะ เบส ไฮท์ ภูเก็ต และเดอะ เบส อัพทาวน์ ภูเก็ตในไต้หวันในเดือนกันยายนนี้”
นอกจากนั้น แสนสิริจะเปิดตลาดปักกิ่ง ประเทศจีน เพิ่มขึ้นอีกตลาดหนึ่งเพื่อนำโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตไปโรดโชว์ในเดือนนี้ด้วย เพราะมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนชาวจีนน่าจะมองหาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่เพื่อมาพักผ่อนในช่วงไฮซีซันปลายปี รวมทั้งยังนับเป็นอีกช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าการโรดโชว์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็น 10%ในปีนี้ได้ หรือคิดเป็นมูลค่าการขายกว่า 3,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 5% ทั้งนี้ ระหว่าง 1 มกราคม-9 กันยายน 2558 แสนสิริมียอดขายจากลูกค้าต่างชาติแล้วถึง 2,000 ล้านบาท จากการขายโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 และโครงการคอนโดมิเนียมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา
“อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายและรายได้ของแสนสิริได้รับผลกระทบจากการผันผวนของค่าเงินที่เกิดขึ้น บริษัทจึงมีการตั้งราคาขายคอนโดมิเนียมเป็นเงินบาท แต่ก็เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการตัดสินใจของลูกค้าต่างชาติ เพราะกระแสการซื้อลงทุนอสังหาฯ เพื่อลงทุนในประเทศไทยในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน และค่าเงินแกว่งตัวกำลังมาแรงมากในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้”
Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103525&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4
อินฟินิทฯ ผุดคอนโดฯ โซนดอนเมือง มูลค่ากว่า 2 พันล. เน้นกลุ่มวัยทำงาน
น.ส.กรวิกา กอวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท เรียลเอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการแฮปปี้คอนโด แฮปปี้โฮม และแฮปปี้วิลล์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558 บริษัทแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในชื่อโครงการ แฮปปี้ คอนโด ดอนเมือง เดอะเทอมินัล บนพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 5 อาคาร ความสูง 8 ชั้น รวมทั้งสิ้น 1,065 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 24-28 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.39-1.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2559
“ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างดี เพราะบริษัทมีการปรับแผน ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลยุทธ์ใหม่ในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะสามารถเร่งสร้างรายได้ ยอดขายให้เติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้ง ขนาดห้อง วัสดุระดับพรีเมียม และ รูปแบบที่อยู่ที่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี”
ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี และกลุ่มลูกค้าที่มีความาต้องการในที่อยู่อาศัยจริง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นสร้างที่อยู่อาศัยควบคู่กับการให้บริการในระดับคุณภาพภายใต้แนวคิด “อินฟินิท ความสุขไม่มีวันสิ้นสุด” ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่ 60% และ โครงการแนวราบ 40%
สำหรับแผนในปี 2559 จะปรับปรุง (รีโนเวต) โครงการคอมมูนิตีมอลล์ “ดอนเมือง พลาซ่า” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แฮปปี้ อเวนิว ดอนเมือง” บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ครึ่ง จำนวน 4 ชั้น มูลค่าการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท โดยมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 99,000 ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดจองพื้นที่เช่าแล้วประมาณ 60% ทั้งนี้ ช่วงปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะกลับมาทำตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้แล้วกว่า 800 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 1,100 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม 64% และทาวน์โฮม 36% ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103530&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558
8อสังหาพุงกางฟันยอดโอน7หมื่นล. "แสนสิริ-SC-AP"ลุยปักธงบ้าน-คอนโดครึ่งปีหลัง
อสังหาฯโชว์พาว ครึ่งปีแรกรายได้+กำไรท่วมตลาด สวนกระแส ศก.ฝืด เผยแค่ 8 บริษัท "เอสซีฯ-เสนาฯ-แสนสิริ-พฤกษาฯ-โกลด์-เอพี-คิวเฮ้าส์-LPN" ฟันยอดขายใหม่ 8.6 หมื่นล้าน ยอดโอนรับรู้รายได้เฉียด 7 หมื่นล้าน กำไรสุทธิเกือบ 9 พันล้าน ครึ่งปีหลังลุยเปิดตัวใหม่เพียบทั้งบ้าน-คอนโดฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนทยอยแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/58 รวมถึงผลงานช่วงครึ่งปีแรก ภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่มีอัตราเติบโตทั้งยอดขาย รายได้ และกำไร สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจฝืดในปัจจุบัน
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกมียอดพรีเซล 5,930 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ (ยอดโอน) 5,931 ล้านบาท มาจากพอร์ตพัฒนาโครงการ 93% และพอร์ตอสังหาฯให้เช่า 7% กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2557 ไฮไลต์อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 15 ล้านบาทของบริษัท ทำรายได้ถึง 67%
แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เน้นกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ และเตรียมเปิดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 4,800 ล้านบาท โดยแตกแบรนด์บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท "เพฟ-PAVE" โครงการแรกทำเลรังสิต ตั้งเป้ามีรายได้ 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 976.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.33 ล้านบาท ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีสามารถทำยอดพรีเซล 2,500-2,600 พันล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะทำได้ตามเป้า 4,500 ล้านบาท มียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อกกว่า 2,000 ล้านบาท
ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวแนวราบอีก 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 3-4 พันล้านบาท หลังจากเปิดคอนโดฯเดอะนิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่า 2.23 พันล้านบาทเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 10,167 ล้านบาท เติบโต 65% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาส 1/58 รายได้หลักมาจากทยอยส่งมอบคอนโดฯหลายโครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีกำไรรวม 901 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 33,000 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 17,138 ล้านบาท จากเป้ารายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกทำยอดพรีเซล 23,939 ล้านบาท เติบโต 33.5% ยอดรับรู้รายได้ 21,766 ล้านบาท เติบโต 15.7% กำไรสุทธิ 3,059 ล้านบาท เติบโต 4.2% บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด 12% โดยครองตำแหน่งผู้นำทาวน์เฮาส์ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 33% และบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่งตลาด 13%
สำหรับครึ่งปีหลังมีแบ็กล็อก 20,508 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างขาย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 จำนวน 181 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท
นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 2,019.85 ล้านบาท เติบโต 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 3,666.99 ล้านบาท เติบโต 76% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2557 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาฯ 1,720.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249% เนื่องจากเปิดตัวใหม่ปีนี้ 9 โครงการ เทียบกับปีที่แล้วเปิดตัวใหม่เพียง 3 โครงการ และรับรู้รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรของกลุ่ม บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน
นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีกำไรสุทธิ 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% มีรายได้รวม 5,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการโอนคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการริทึ่ม สาทร, ริทึ่ม สาทร-นราธิวาส, แอสปาย สาทร-ตากสิน, แอสปาย สุขุมวิท 48 และบ้านกลางเมือง พระราม 9-รามคำแหง
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกมียอดพรีเซล 5,930 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ (ยอดโอน) 5,931 ล้านบาท มาจากพอร์ตพัฒนาโครงการ 93% และพอร์ตอสังหาฯให้เช่า 7% กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2557 ไฮไลต์อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 15 ล้านบาทของบริษัท ทำรายได้ถึง 67%
แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เน้นกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ และเตรียมเปิดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 4,800 ล้านบาท โดยแตกแบรนด์บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท "เพฟ-PAVE" โครงการแรกทำเลรังสิต ตั้งเป้ามีรายได้ 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 976.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.33 ล้านบาท ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีสามารถทำยอดพรีเซล 2,500-2,600 พันล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะทำได้ตามเป้า 4,500 ล้านบาท มียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อกกว่า 2,000 ล้านบาท
ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวแนวราบอีก 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 3-4 พันล้านบาท หลังจากเปิดคอนโดฯเดอะนิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่า 2.23 พันล้านบาทเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 10,167 ล้านบาท เติบโต 65% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาส 1/58 รายได้หลักมาจากทยอยส่งมอบคอนโดฯหลายโครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีกำไรรวม 901 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 33,000 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 17,138 ล้านบาท จากเป้ารายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกทำยอดพรีเซล 23,939 ล้านบาท เติบโต 33.5% ยอดรับรู้รายได้ 21,766 ล้านบาท เติบโต 15.7% กำไรสุทธิ 3,059 ล้านบาท เติบโต 4.2% บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด 12% โดยครองตำแหน่งผู้นำทาวน์เฮาส์ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 33% และบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่งตลาด 13%
สำหรับครึ่งปีหลังมีแบ็กล็อก 20,508 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างขาย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 จำนวน 181 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท
นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 2,019.85 ล้านบาท เติบโต 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 3,666.99 ล้านบาท เติบโต 76% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2557 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาฯ 1,720.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249% เนื่องจากเปิดตัวใหม่ปีนี้ 9 โครงการ เทียบกับปีที่แล้วเปิดตัวใหม่เพียง 3 โครงการ และรับรู้รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรของกลุ่ม บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน
นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีกำไรสุทธิ 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% มีรายได้รวม 5,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการโอนคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการริทึ่ม สาทร, ริทึ่ม สาทร-นราธิวาส, แอสปาย สาทร-ตากสิน, แอสปาย สุขุมวิท 48 และบ้านกลางเมือง พระราม 9-รามคำแหง
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558
"ITD"ดี๊ด๊าลุยขายพื้นที่นิคมทวายไร่ละ3ล้าน
"อิตาเลียนไทยฯ" ดี๊ด๊าเดินหน้าโครงการทวายเต็มสูบ หลังเซ็นสัญญา 35 ตร.กม. มูลค่าลงทุน 5 หมื่นล้านบาท เคาะราคาขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไร่ละ 3 ล้าน เผยเร่งเฟสแรก 700 ไร่ ให้เสร็จปีนี้
นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการทวายระยะแรก กับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ พื้นที่รวม 27 ตร.กม. ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมระยะแรก และถนน 2 เลน ระยะทาง 140 กม. เชื่อมจากทวายไปชายแดนไทย จะเป็นทางเก็บเงินค่าผ่านทาง ซึ่งบริษัทได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยรัฐบาลเมียนมากู้เงินจากรัฐบาลไทย 30 ปี นอกจากนี้มีท่าเรือขนาดเล็ก เขตที่อยู่อาศัย อ่างเก็บน้ำ และระบบประปา โรงไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคมผ่านสายอีกทั้งยังได้สิทธิ์พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 8 ตร.กม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลชดเชยเป็นค่าก่อสร้างที่ลงทุนไป 6,000 ล้านบาท รวมเป็นพื้นที่ 35 ตร.กม. ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 50,000 ล้านบาท รูปแบบอิตาเลียนไทยฯได้สัมปทาน 50 ปี ต่อได้อีก 25 ปี รวมเป็นอายุสัมปทานทั้งหมด 75 ปี
สำหรับพื้นที่รอการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหรรม 16,000 ไร่ บริษัทร่วมกับพันธมิตรคือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ คาดว่าใช้เวลาพัฒนา 8 ปี ตั้งราคาขาย 3 ล้านบาท/ไร่ ตามที่บริษัทที่ปรึกษาประเมินมูลค่าที่ดินไว้ทั้งหมด 50,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถขายพื้นที่ในนิคมอุตฯได้หมด
ทั้งนี้จะมีการพัฒนาแบ่งเป็น 4 โซน แผนลงทุนในปี 2558 ตั้งเป้าพัฒนาโซนเอแล้วเสร็จ 700 ไร่ ล่าสุดในขณะนี้มีผู้ประกอบการจองพื้นที่หมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย สำหรับแผนลงทุนปี 2559 ตั้งเป้าพื้นที่พัฒนารวมเป็น 3,000ไร่ เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าจองพื้นที่ได้ทันที ตามแผนดำเนินการจะสามารถเข้าใช้งานในพื้นที่ได้ในช่วงปลายปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ LNG Terminal ขณะนี้มีกลุ่มบริษัท ปตท. กับเชลล์ จองพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการทวายระยะแรก กับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ พื้นที่รวม 27 ตร.กม. ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมระยะแรก และถนน 2 เลน ระยะทาง 140 กม. เชื่อมจากทวายไปชายแดนไทย จะเป็นทางเก็บเงินค่าผ่านทาง ซึ่งบริษัทได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยรัฐบาลเมียนมากู้เงินจากรัฐบาลไทย 30 ปี นอกจากนี้มีท่าเรือขนาดเล็ก เขตที่อยู่อาศัย อ่างเก็บน้ำ และระบบประปา โรงไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคมผ่านสายอีกทั้งยังได้สิทธิ์พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 8 ตร.กม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลชดเชยเป็นค่าก่อสร้างที่ลงทุนไป 6,000 ล้านบาท รวมเป็นพื้นที่ 35 ตร.กม. ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 50,000 ล้านบาท รูปแบบอิตาเลียนไทยฯได้สัมปทาน 50 ปี ต่อได้อีก 25 ปี รวมเป็นอายุสัมปทานทั้งหมด 75 ปี
สำหรับพื้นที่รอการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหรรม 16,000 ไร่ บริษัทร่วมกับพันธมิตรคือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ คาดว่าใช้เวลาพัฒนา 8 ปี ตั้งราคาขาย 3 ล้านบาท/ไร่ ตามที่บริษัทที่ปรึกษาประเมินมูลค่าที่ดินไว้ทั้งหมด 50,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถขายพื้นที่ในนิคมอุตฯได้หมด
ทั้งนี้จะมีการพัฒนาแบ่งเป็น 4 โซน แผนลงทุนในปี 2558 ตั้งเป้าพัฒนาโซนเอแล้วเสร็จ 700 ไร่ ล่าสุดในขณะนี้มีผู้ประกอบการจองพื้นที่หมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทย สำหรับแผนลงทุนปี 2559 ตั้งเป้าพื้นที่พัฒนารวมเป็น 3,000ไร่ เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าจองพื้นที่ได้ทันที ตามแผนดำเนินการจะสามารถเข้าใช้งานในพื้นที่ได้ในช่วงปลายปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนโครงการ LNG Terminal ขณะนี้มีกลุ่มบริษัท ปตท. กับเชลล์ จองพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
อสังหา-รับสร้างบ้านเฮรับกม.อำนวยสะดวก แนะรัฐทำKPIชี้ขั้นตอนขอใบอนุญาตก่อสร้างเฉื่อยสุด1-3เดือน
อสังหาฯ-รับสร้างบ้านขานรับท่วมท้น "กม.ปราบคอร์รัปชั่น" ชี้มีดีกว่าไม่มี แต่ยังห่วงไม่อยากฟ้องร้องเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่ แนะรัฐบาลทำดัชนี KPI ประเมินผลงานข้าราชการ-ตั้งวันสต็อปเซอร์วิสประกบคู่ แก้ปัญหาพิจารณาล่าช้าแบบถาวร แฉใบอนุญาตก่อสร้างเฉื่อยสุด ตีความไม่ตรงกัน รอเฉลี่ย 1-3 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาล คสช.ผลักดันกฎหมายใหม่หลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ 21 ก.ค. 2558 เป็นต้นไป สาระสำคัญของ กม. กำหนดขั้นตอนและเวลาในการติดต่อขออนุญาตกับส่วนราชการจะต้องรวดเร็ว มีเวลาแล้วเสร็จที่แน่นอนตายตัว เพื่อแก้ปัญหาการขออนุญาตมีความล่าช้าจนกลายเป็นช่องทางให้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะแลกกับการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาให้รวดเร็วขึ้นโดยหนึ่งในผู้ร่างกม.ฉบับนี้เรียกขานว่าเป็น"กม.ปราบคอร์รัปชั่น"ปรากฏว่าภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขานรับอย่างกว้างขวางโดยระบุว่าการพัฒนาโครงการจะต้องติดต่อส่วนราชการอย่างน้อย 16 แห่งด้วยกัน
เอกชนขอวันสต็อปเซอร์วิส
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กม.ใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง แม้ว่าอาจจะไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าความพอใจของผู้รับบริการจะเพิ่มขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาต้องติดต่อหน่วยงานราชการนับ10แห่งเพื่อขออนุญาตต่างๆเช่นการก่อสร้างระบายน้ำทำเขื่อน สร้างสะพาน ฯลฯ สภาพปัญหาที่พบส่วนใหญ่มีความล่าช้าจากหลายสาเหตุ อาทิ เจ้าหน้าที่ปฏิเสธรับเรื่อง, การพิจารณาไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นการอนุญาตโดยอาศัยดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา ฯลฯ
ซึ่งผลของความล่าช้าทำให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่งผลกระทบกลายเป็นต้นทุนที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค โดยบวกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเข้าไปในราคาสินค้า
ทั้งนี้ กฎหมายอำนวยความสะดวกฯเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพอ ข้อเสนอคือรัฐบาลควรผลักดันให้มีกฎหมายจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือวันสต็อปเซอร์วิส สำหรับธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะ "กฎหมายจัดตั้งวันสต็อปฯให้ยื่นเอกสารที่นี่แห่งเดียว ถ้าเกิดขึ้นได้จะแก้ปัญหาความล่าช้าได้สมบูรณ์ เพราะธุรกิจอสังหาฯจะพัฒนาโครงการ ต้องติดต่อหน่วยราชการ 16 แห่ง" นายอธิปกล่าว
จี้ทำ KPI วัดผลงานข้าราชการ
แหล่งข่าวจากวงการพัฒนาที่ดินรายหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงการ 1 โครงการจะต้องติดต่อหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 10 แห่ง อาทิ การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ฯลฯ ที่ผ่านมายอมรับว่าบางแห่งทำได้รวดเร็วตรงเวลาที่กำหนด แต่เท่าที่พูดคุยสอบถามส่วนใหญ่ยังมีความล่าช้า ยุ่งยากและบางครั้งมีข้อร้องเรียนการเรียกรับเงินเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ จึงมองว่า กม.ใหม่เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้บริการ ซึ่งก็คือประชาชนและภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเอกชนยังมีข้อกังวล เนื่องจากกรณีที่ไม่ได้รับความสะดวกหรือล่าช้า ให้ทำการฟ้องร้องหรือร้องเรียน มองว่าอาจไม่คุ้มค่าเพราะต้องเสี่ยงกับการถูกกลั่นแกล้ง เพราะการพัฒนาที่ดินไม่ได้ทำเพียง 1-2 โครงการแล้วจบ แต่ในอนาคตยังมีโครงการใหม่ ๆ ที่ต้องขออนุญาต อาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว ถ้าจะให้เอกชนเป็นคนฟ้องร้องกล่าวโทษข้าราชการโดยตรง
"เนื่องจากเป็น กม.ใหม่ ต้องรอดูผลการบังคับใช้ก่อนว่ามีความเข้มงวดในการลงโทษข้าราชการจริง ๆ หรือไม่ อยากเสนอแนะให้รัฐบาลจัดทำดัชนีชี้วัดผลงาน หรือ KPI ว่า ข้าราชการสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการได้มากน้อยแค่ไหน โดยหน่วยราชการเป็นผู้จัดทำ วิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างบริษัทเอกชนกับข้าราชการได้ในระดับหนึ่ง" แหล่งข่าวกล่าว
ใบอนุญาตก่อสร้างรอ 1-3 เดือน
นายวิสิฐษ์ โมไนยพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ในส่วนของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมีความเข้าใจกฎหมายเทศบัญญัติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาถึงแม้จะเป็นการขออนุญาตกฎหมายเดียวกัน เช่น ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร หน่วยราชการที่อยู่คนละพื้นที่มีการตีความแตกต่างกัน ทำให้การพิจารณาอนุญาตช้าหรือเร็วแตกต่างกันไปด้วย
นายปราโมทย์ ธีรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับ กม.ใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการควบคุมกติกาให้เป็นไปตามใบอนุญาตและระเบียบข้อบังคับของ กม.แต่ละฉบับ เช่น กม.ปลูกสร้างอาคารที่กำหนดระยะร่นตัวอาคารกับรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ก่อสร้างไม่ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินข้างเคียง เป็นต้น
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจรับสร้างบ้านรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ประสบการณ์ในการติดต่อราชการ หน่วยงานราชการบางแห่งมีความยุ่งยากในการพิจารณา โดยเฉพาะการขออนุญาตภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ซึ่งต้องมีลายเซ็นของวิศวกร สถาปนิก ทำให้การก่อสร้างบ้านบางหลังเคยรอนานถึง 3 เดือน เป็นต้น
สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน มีการติดต่อขอใบอนุญาต ดังนี้ การขออนุญาตติดตั้งน้ำประปา ไฟฟ้า, การยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามที่ตั้งที่ดินของลูกค้า ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯต้องติดต่อฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ในต่างจังหวัด ระดับเทศบาลและอำเภอ ติดต่อฝ่ายกองช่าง ระดับตำบลติดต่อวิศวกรประจำองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยมีนายก อบต.เป็นผู้อนุมัติ ขั้นตอนนี้ต้องรอเฉลี่ย 1-3 เดือน, เมื่อก่อสร้างคืบหน้า 90% ต้องติดต่อขอบ้านเลขที่ ณ ฝ่ายทะเบียน เป็นต้น
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
เอกชนขอวันสต็อปเซอร์วิส
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กม.ใหม่ช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง แม้ว่าอาจจะไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าความพอใจของผู้รับบริการจะเพิ่มขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาต้องติดต่อหน่วยงานราชการนับ10แห่งเพื่อขออนุญาตต่างๆเช่นการก่อสร้างระบายน้ำทำเขื่อน สร้างสะพาน ฯลฯ สภาพปัญหาที่พบส่วนใหญ่มีความล่าช้าจากหลายสาเหตุ อาทิ เจ้าหน้าที่ปฏิเสธรับเรื่อง, การพิจารณาไม่ชัดเจน เนื่องจากเป็นการอนุญาตโดยอาศัยดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา ฯลฯ
ซึ่งผลของความล่าช้าทำให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่งผลกระทบกลายเป็นต้นทุนที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค โดยบวกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเข้าไปในราคาสินค้า
ทั้งนี้ กฎหมายอำนวยความสะดวกฯเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพอ ข้อเสนอคือรัฐบาลควรผลักดันให้มีกฎหมายจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ หรือวันสต็อปเซอร์วิส สำหรับธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะ "กฎหมายจัดตั้งวันสต็อปฯให้ยื่นเอกสารที่นี่แห่งเดียว ถ้าเกิดขึ้นได้จะแก้ปัญหาความล่าช้าได้สมบูรณ์ เพราะธุรกิจอสังหาฯจะพัฒนาโครงการ ต้องติดต่อหน่วยราชการ 16 แห่ง" นายอธิปกล่าว
จี้ทำ KPI วัดผลงานข้าราชการ
แหล่งข่าวจากวงการพัฒนาที่ดินรายหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงการ 1 โครงการจะต้องติดต่อหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจมากกว่า 10 แห่ง อาทิ การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ฯลฯ ที่ผ่านมายอมรับว่าบางแห่งทำได้รวดเร็วตรงเวลาที่กำหนด แต่เท่าที่พูดคุยสอบถามส่วนใหญ่ยังมีความล่าช้า ยุ่งยากและบางครั้งมีข้อร้องเรียนการเรียกรับเงินเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ จึงมองว่า กม.ใหม่เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้บริการ ซึ่งก็คือประชาชนและภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเอกชนยังมีข้อกังวล เนื่องจากกรณีที่ไม่ได้รับความสะดวกหรือล่าช้า ให้ทำการฟ้องร้องหรือร้องเรียน มองว่าอาจไม่คุ้มค่าเพราะต้องเสี่ยงกับการถูกกลั่นแกล้ง เพราะการพัฒนาที่ดินไม่ได้ทำเพียง 1-2 โครงการแล้วจบ แต่ในอนาคตยังมีโครงการใหม่ ๆ ที่ต้องขออนุญาต อาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว ถ้าจะให้เอกชนเป็นคนฟ้องร้องกล่าวโทษข้าราชการโดยตรง
"เนื่องจากเป็น กม.ใหม่ ต้องรอดูผลการบังคับใช้ก่อนว่ามีความเข้มงวดในการลงโทษข้าราชการจริง ๆ หรือไม่ อยากเสนอแนะให้รัฐบาลจัดทำดัชนีชี้วัดผลงาน หรือ KPI ว่า ข้าราชการสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการได้มากน้อยแค่ไหน โดยหน่วยราชการเป็นผู้จัดทำ วิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้าระหว่างบริษัทเอกชนกับข้าราชการได้ในระดับหนึ่ง" แหล่งข่าวกล่าว
ใบอนุญาตก่อสร้างรอ 1-3 เดือน
นายวิสิฐษ์ โมไนยพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ในส่วนของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมีความเข้าใจกฎหมายเทศบัญญัติเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาถึงแม้จะเป็นการขออนุญาตกฎหมายเดียวกัน เช่น ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร หน่วยราชการที่อยู่คนละพื้นที่มีการตีความแตกต่างกัน ทำให้การพิจารณาอนุญาตช้าหรือเร็วแตกต่างกันไปด้วย
นายปราโมทย์ ธีรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับ กม.ใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการควบคุมกติกาให้เป็นไปตามใบอนุญาตและระเบียบข้อบังคับของ กม.แต่ละฉบับ เช่น กม.ปลูกสร้างอาคารที่กำหนดระยะร่นตัวอาคารกับรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ก่อสร้างไม่ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินข้างเคียง เป็นต้น
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจรับสร้างบ้านรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ประสบการณ์ในการติดต่อราชการ หน่วยงานราชการบางแห่งมีความยุ่งยากในการพิจารณา โดยเฉพาะการขออนุญาตภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ซึ่งต้องมีลายเซ็นของวิศวกร สถาปนิก ทำให้การก่อสร้างบ้านบางหลังเคยรอนานถึง 3 เดือน เป็นต้น
สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน มีการติดต่อขอใบอนุญาต ดังนี้ การขออนุญาตติดตั้งน้ำประปา ไฟฟ้า, การยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารตามที่ตั้งที่ดินของลูกค้า ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯต้องติดต่อฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ในต่างจังหวัด ระดับเทศบาลและอำเภอ ติดต่อฝ่ายกองช่าง ระดับตำบลติดต่อวิศวกรประจำองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยมีนายก อบต.เป็นผู้อนุมัติ ขั้นตอนนี้ต้องรอเฉลี่ย 1-3 เดือน, เมื่อก่อสร้างคืบหน้า 90% ต้องติดต่อขอบ้านเลขที่ ณ ฝ่ายทะเบียน เป็นต้น
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558
"ชัชชาติ" แนะจับตาตลาดคอนโดฯ สะท้อนความเชื่อมั่น
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควลลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า มีปัจจัยบวกคืออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นผลดีต่อผู้ซื้อ ราคาน้ำมันที่ถูก ต้นทุนต่ำลง แต่ก็ยังมีปัจจัยลบจากปัญหาหนี้ครัวเรือน
ช่วงครึ่งปีแรก ในกลุ่มบ้านแนวราบหดตัวลงเล็กน้อย สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หดตัวลงในปัจจุบัน เพราะการซื้อบ้านจะใช้เวลาโอนประมาณ 2 เดือน สะท้อนถึงความต้องการในระยะสั้น ขณะที่กลุ่มคอนโดซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีจึงจะชำระเงิน ยังขยายตัวได้ดี สะท้อนว่าในระยะยาวคนยังมีความเชื่อมั่นอยู่ ช่วงครึ่งปีหลังน่าจับตามองว่าตลาดคอนโดจะยังขยายตัวอยู่หรือไม่ เพื่อดูว่าระยะยาวคนยังมีความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม คิวเฮ้าส์มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดในพอร์ทเพียงร้อยละ 25 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 เป็นบ้านแนวราบ ซึ่งมองว่าขณะนี้ยังไม่เกิดโอเวอร์ซัพพลาย แต่จะขายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก
สำหรับกลยุทธ์โครงการลงทุนใหม่ ๆ จะปรับให้โครงการมีขนาดเล็กลง เพื่อให้ขายหมดเร็วขึ้น นอกจากนี้ คิวเฮ้าส์มีความสนใจในโครงการพัฒนาที่ดินบางซื่อของการรถไฟฯ ซึ่งในอนาคตหากมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้งเชื่อมดอนเมืองสุวรรณภูมิ จะผ่านบางซื่อทั้งหมด ทำให้บางซื่อเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม
ที่มา : มติชนออนไลน์
ช่วงครึ่งปีแรก ในกลุ่มบ้านแนวราบหดตัวลงเล็กน้อย สะท้อนถึงกำลังซื้อที่หดตัวลงในปัจจุบัน เพราะการซื้อบ้านจะใช้เวลาโอนประมาณ 2 เดือน สะท้อนถึงความต้องการในระยะสั้น ขณะที่กลุ่มคอนโดซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีจึงจะชำระเงิน ยังขยายตัวได้ดี สะท้อนว่าในระยะยาวคนยังมีความเชื่อมั่นอยู่ ช่วงครึ่งปีหลังน่าจับตามองว่าตลาดคอนโดจะยังขยายตัวอยู่หรือไม่ เพื่อดูว่าระยะยาวคนยังมีความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม คิวเฮ้าส์มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดในพอร์ทเพียงร้อยละ 25 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 เป็นบ้านแนวราบ ซึ่งมองว่าขณะนี้ยังไม่เกิดโอเวอร์ซัพพลาย แต่จะขายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับทำเลเป็นหลัก
สำหรับกลยุทธ์โครงการลงทุนใหม่ ๆ จะปรับให้โครงการมีขนาดเล็กลง เพื่อให้ขายหมดเร็วขึ้น นอกจากนี้ คิวเฮ้าส์มีความสนใจในโครงการพัฒนาที่ดินบางซื่อของการรถไฟฯ ซึ่งในอนาคตหากมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้งเชื่อมดอนเมืองสุวรรณภูมิ จะผ่านบางซื่อทั้งหมด ทำให้บางซื่อเป็นศูนย์กลางของการคมนาคม
ที่มา : มติชนออนไลน์
ดึงทุนอสังหา-ค้าปลีกเช่า50ปีสถานีบางซื่อ รถไฟเปิดขุมทรัพย์กลางเมืองพัฒนา3โซน3หมื่นล.ปั้นฮับเอเชีย
การรถไฟฯเร่งตีปี๊บที่ดินรอบสถานีกลางบางซื่อ 218 ไร่ รับรถไฟฟ้าสายสีแดง ดึงเอกชนไทยอสังหาฯ-ค้าปลีก-โรงแรม ธุรกิจใต้ปีกเจ้าสัวเมืองไทย มาครบทั้ง"ทีซีซีแลนด์-ซีพี-บีทีเอสกรุ๊ป-สิงห์เอสเตท" พ่วงนักลงทุนต่างชาติ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย จุดพลุคอนโดฯ-โรงแรม-ศูนย์การค้า-ศูนย์แสดงสินค้า เปิดทางเช่ายาว 50 ปี ต่อสัญญาอีก 50 ปี คาดใช้เงินลงทุน 30,800 ล้าน แบบเสร็จสิ้นปีนี้ เริ่มหาเอกชนร่วมลงทุนปลายปี′59
แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้เชิญบริษัทเอกชนไทยและต่างชาติกว่า 100 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้า โรงแรม และศูนย์ประชุม เช่น บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์, บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท,บมจ.ศุภาลัย, บมจ.แสนสิริ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง, บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บมจ.สิงห์เอสเตท, กลุ่มซีพี, กลุ่มทีซีซีแลนด์, กลุ่มเดอะมอลล์, กลุ่มเซ็นทรัล, บมจ.ช.การช่าง, บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นต้น ส่วนบริษัทเอกชนจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย เป็นต้น

มาร่วมงานทดสอบความสนใจ หรือ Market Sounding วันที่ 5 ส.ค. 2558 เพื่อเสนอแนะรูปแบบการพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ จำนวน 218 ไร่ อยู่ใกล้กับสถานีกลางบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงางซื่อ-รังสิตที่กำลังสร้าง กำหนดเปิดบริการปลายปี 2560 หรืออย่างช้าปี 2561-2562
"เปิดให้เอกชนเสนอแนะการพัฒนาที่เหมาะสม ส่วนการลงทุนยังไม่สรุป รอฟังข้อคิดเห็นเอกชนจะให้เช่า 30 ปี 40 ปี และ 50 ปี หรือร่วมลงทุนรูปแบบ PPP ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 แต่มีแนวโน้มจะให้เอกชนเช่า 50 ปี ต่ออีก 50 ปี เพราะ 30 ปีคงจะไม่คุ้ม" แหล่งข่าวกล่าว
เปิด 3 โซน 3 หมื่น ล.
สำหรับที่ดิน 218 ไร่ จะแบ่งพัฒนาเป็น 3 โซน มูลค่าลงทุนรวม 30,800 ล้านบาท ได้แก่ โซนเอ พื้นที่ 35 ไร่ อยู่ด้านหลังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ทางบริษัทที่ปรึกษาเสนอให้พัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม การขนส่งรูปแบบต่อเนื่อง เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ และอนาคตจะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระบบราง มูลค่าลงทุน 6,800 ล้านบาท โซนบี พื้นที่ 78 ไร่ อยู่ใกล้ตลาดนัดจตุจักร ทางที่ปรึกษาเสนอแนะให้พัฒนาเป็นอาเซียนมอลล์ มีศูนย์การค้า และศูนย์แสดงสินค้า เพราะจะเชื่อมกับตลาดจตุจักรและตลาด อ.ต.ก. มูลค่าการลงทุน12,000 ล้านบาท และโซนซี พื้นที่ 105 ไร่ ใกล้กับสถานีขนส่งหมอชิต และศูนย์รถเมล์ ขสมก.
เมื่อหักพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตที่ขอใช้พื้นที่ 16 ไร่ และพื้นที่ก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 จะเหลือพื้นที่พัฒนาได้จริง ประมาณ 85 ไร่ ขณะที่พื้นที่มีข้อจำกัดเพราะเป็นพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง จะมีรางรถไฟอยู่ด้านล่าง และจากข้อจำกัดดังกล่าวจึงได้เชิญเอกชนมาหลายส่วน ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์กีฬา เพื่อหารือการพัฒนาให้เหมาะสมมูลค่าการลงทุน 12,000 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่โซนซี อนาคตจะพัฒนาต่อเนื่องกับที่ดิน กม.11 พื้นที่ 359 ไร่ในย่านเดียวกัน ที่บริษัทบีทีเอสฯสนใจจะลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล คอนโดมิเนียม รองรับพนักงาน ร.ฟ.ท.และผู้มีรายได้ปานกลางเช่ายาว 10-30 ปี จำนวน 10 อาคาร ประมาณ 1 หมื่นยูนิต พื้นที่ใช้สอย 42 และ 56 ตร.ม. และยังมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล
ศึกษาเสร็จปีนี้-พัฒนาปีหน้า
ส่วนขั้นตอนหลังจากรับฟังข้อเสนอของเอกชน แหล่งข่าวกล่าวว่า จะสรุปเสร็จ ก.ย.นี้ จากนั้นเร่งศึกษารายละเอียดให้เสร็จสิ้นปี 2558 คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และออกประกาศร่างทีโออาร์เชิญเอกชนมาพัฒนาโครงการปลายปี 2559 การพิจารณาจะทำตามขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 จะเริ่มพัฒนาปี 2560-2562 พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงเปิดใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการพัฒนาที่ดิน 218 ไร่ เป็นนโยบายเร่งด่วนของนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. ก่อนหน้านี้ นายออมสินกล่าวว่า ให้ ร.ฟ.ท.ศึกษารายละเอียดพัฒนาเชิงพาณิชย์รอบสถานีกลางบางซื่อ 218 ไร่ มาพัฒนาก่อนเพราะไม่ติดโยกย้ายชุมชนเหมือนแปลงอื่น จึงมีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้รวดเร็วและเพิ่มรายได้ให้ ร.ฟ.ท. จากปัจจุบันมีรายได้พัฒนาที่ดินเฉลี่ย 1,500 ล้านบาทต่อปี
"ย่านบางซื่อและพหลโยธินมี 2,325 ไร่ รถไฟพัฒนาแล้ว 39 แปลง แต่เก็บรายได้ค่าเช่ายังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะนำพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อมาพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม เหมือนโมเดลของญี่ปุ่น" นายออมสินกล่าวและว่า
คอนเซ็ปต์การพัฒนาจะเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมครบวงจร มีศูนย์การค้า ร้านค้า สำนักงาน และโรงแรม ที่เป็นจุดศูนย์รวมนัดพบของคน เพราะที่นี่เป็นชุมทางของการเดินทางของคนทุกภาค ไม่ว่าจะไปเหนือ ใต้ หรืออีสาน สถานีกลางบางซื่อในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางของการเดินทาง ทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้า รถ บขส. รถเมล์ จะให้เอกชนลงทุนระยะยาว 30 ปี 40 ปี 50 ปี อยู่ที่ข้อเสนอของเอกชน รถไฟไม่ต้องลงทุนแค่นำที่ดินให้เอกชนลงทุน
ปั้นฮับระบบรางใหญ่สุดในเอเชีย
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟฯ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีกลางบางซื่อ เป็นศูนย์กลางการเดินรถไฟ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. จะนำแนวคิด TOD (Transit Oriented Development) การบูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองสำหรับพื้นที่พาณิชยกรรมกับการคมนาคมขนส่งเข้าด้วยกัน มาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาโครงการ ปัจจุบันกำลังศึกษาศักยภาพพื้นที่ วิเคราะห์ความเหมาะสมการตลาด และการออกแบบพัฒนาพื้นที่จะเสร็จ ก.ย.นี้
"พื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อมีศักยภาพสูงพัฒนาเชิงพาณิชย์ เมื่อรถไฟสีแดงเสร็จจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางและคมนาคมขนส่งของกรุงเทพฯและภูมิภาคต่าง ๆ มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน บีทีเอส รถไฟทางไกล รถไฟความเร็วสูง รวมถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากโครงการสำเร็จจะเป็นการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ครั้งแรกของ ร.ฟ.ท. ที่จะเพิ่มมูลค่าของที่ดินเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ให้ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
มาร่วมงานทดสอบความสนใจ หรือ Market Sounding วันที่ 5 ส.ค. 2558 เพื่อเสนอแนะรูปแบบการพัฒนาที่ดินย่านบางซื่อ จำนวน 218 ไร่ อยู่ใกล้กับสถานีกลางบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงางซื่อ-รังสิตที่กำลังสร้าง กำหนดเปิดบริการปลายปี 2560 หรืออย่างช้าปี 2561-2562
"เปิดให้เอกชนเสนอแนะการพัฒนาที่เหมาะสม ส่วนการลงทุนยังไม่สรุป รอฟังข้อคิดเห็นเอกชนจะให้เช่า 30 ปี 40 ปี และ 50 ปี หรือร่วมลงทุนรูปแบบ PPP ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 แต่มีแนวโน้มจะให้เอกชนเช่า 50 ปี ต่ออีก 50 ปี เพราะ 30 ปีคงจะไม่คุ้ม" แหล่งข่าวกล่าว
เปิด 3 โซน 3 หมื่น ล.
สำหรับที่ดิน 218 ไร่ จะแบ่งพัฒนาเป็น 3 โซน มูลค่าลงทุนรวม 30,800 ล้านบาท ได้แก่ โซนเอ พื้นที่ 35 ไร่ อยู่ด้านหลังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ทางบริษัทที่ปรึกษาเสนอให้พัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม การขนส่งรูปแบบต่อเนื่อง เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ และอนาคตจะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระบบราง มูลค่าลงทุน 6,800 ล้านบาท โซนบี พื้นที่ 78 ไร่ อยู่ใกล้ตลาดนัดจตุจักร ทางที่ปรึกษาเสนอแนะให้พัฒนาเป็นอาเซียนมอลล์ มีศูนย์การค้า และศูนย์แสดงสินค้า เพราะจะเชื่อมกับตลาดจตุจักรและตลาด อ.ต.ก. มูลค่าการลงทุน12,000 ล้านบาท และโซนซี พื้นที่ 105 ไร่ ใกล้กับสถานีขนส่งหมอชิต และศูนย์รถเมล์ ขสมก.
เมื่อหักพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตที่ขอใช้พื้นที่ 16 ไร่ และพื้นที่ก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 จะเหลือพื้นที่พัฒนาได้จริง ประมาณ 85 ไร่ ขณะที่พื้นที่มีข้อจำกัดเพราะเป็นพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง จะมีรางรถไฟอยู่ด้านล่าง และจากข้อจำกัดดังกล่าวจึงได้เชิญเอกชนมาหลายส่วน ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์กีฬา เพื่อหารือการพัฒนาให้เหมาะสมมูลค่าการลงทุน 12,000 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่โซนซี อนาคตจะพัฒนาต่อเนื่องกับที่ดิน กม.11 พื้นที่ 359 ไร่ในย่านเดียวกัน ที่บริษัทบีทีเอสฯสนใจจะลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล คอนโดมิเนียม รองรับพนักงาน ร.ฟ.ท.และผู้มีรายได้ปานกลางเช่ายาว 10-30 ปี จำนวน 10 อาคาร ประมาณ 1 หมื่นยูนิต พื้นที่ใช้สอย 42 และ 56 ตร.ม. และยังมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล
ศึกษาเสร็จปีนี้-พัฒนาปีหน้า
ส่วนขั้นตอนหลังจากรับฟังข้อเสนอของเอกชน แหล่งข่าวกล่าวว่า จะสรุปเสร็จ ก.ย.นี้ จากนั้นเร่งศึกษารายละเอียดให้เสร็จสิ้นปี 2558 คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และออกประกาศร่างทีโออาร์เชิญเอกชนมาพัฒนาโครงการปลายปี 2559 การพิจารณาจะทำตามขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 จะเริ่มพัฒนาปี 2560-2562 พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีแดงเปิดใช้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการพัฒนาที่ดิน 218 ไร่ เป็นนโยบายเร่งด่วนของนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. ก่อนหน้านี้ นายออมสินกล่าวว่า ให้ ร.ฟ.ท.ศึกษารายละเอียดพัฒนาเชิงพาณิชย์รอบสถานีกลางบางซื่อ 218 ไร่ มาพัฒนาก่อนเพราะไม่ติดโยกย้ายชุมชนเหมือนแปลงอื่น จึงมีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้รวดเร็วและเพิ่มรายได้ให้ ร.ฟ.ท. จากปัจจุบันมีรายได้พัฒนาที่ดินเฉลี่ย 1,500 ล้านบาทต่อปี
"ย่านบางซื่อและพหลโยธินมี 2,325 ไร่ รถไฟพัฒนาแล้ว 39 แปลง แต่เก็บรายได้ค่าเช่ายังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะนำพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อมาพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้เพิ่ม เหมือนโมเดลของญี่ปุ่น" นายออมสินกล่าวและว่า
คอนเซ็ปต์การพัฒนาจะเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมครบวงจร มีศูนย์การค้า ร้านค้า สำนักงาน และโรงแรม ที่เป็นจุดศูนย์รวมนัดพบของคน เพราะที่นี่เป็นชุมทางของการเดินทางของคนทุกภาค ไม่ว่าจะไปเหนือ ใต้ หรืออีสาน สถานีกลางบางซื่อในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางของการเดินทาง ทั้งรถไฟชานเมือง รถไฟทางไกล รถไฟฟ้า รถ บขส. รถเมล์ จะให้เอกชนลงทุนระยะยาว 30 ปี 40 ปี 50 ปี อยู่ที่ข้อเสนอของเอกชน รถไฟไม่ต้องลงทุนแค่นำที่ดินให้เอกชนลงทุน
ปั้นฮับระบบรางใหญ่สุดในเอเชีย
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟฯ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีกลางบางซื่อ เป็นศูนย์กลางการเดินรถไฟ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. จะนำแนวคิด TOD (Transit Oriented Development) การบูรณาการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองสำหรับพื้นที่พาณิชยกรรมกับการคมนาคมขนส่งเข้าด้วยกัน มาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาโครงการ ปัจจุบันกำลังศึกษาศักยภาพพื้นที่ วิเคราะห์ความเหมาะสมการตลาด และการออกแบบพัฒนาพื้นที่จะเสร็จ ก.ย.นี้
"พื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อมีศักยภาพสูงพัฒนาเชิงพาณิชย์ เมื่อรถไฟสีแดงเสร็จจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางและคมนาคมขนส่งของกรุงเทพฯและภูมิภาคต่าง ๆ มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน บีทีเอส รถไฟทางไกล รถไฟความเร็วสูง รวมถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากโครงการสำเร็จจะเป็นการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ครั้งแรกของ ร.ฟ.ท. ที่จะเพิ่มมูลค่าของที่ดินเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ให้ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
ติดตามข่าวสารผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ศุภาลัย เปิด 2 โครงการ “ศุภาลัย ลากูน ภูเก็ต” และ “ศุภาลัย ลากูน คอนโด”
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




