แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโดมิเนียม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโดมิเนียม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ

“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
        ศูนย์ข่าวศรีราชา - รองพ่อเมืองชี้ชลบุรียังเป็นพื้นที่สนใจของนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เแต่ละเดือนมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกว่า 30 โครงการ โดยชลบุรีเตรียมแผนรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งโครงข่ายคมนาคม สาธารณูปโภค อนาคตจะเห็นภาพการขยายตัวของโครงการคอนโดฯ เข้าไปในสัตหีบ และบ้านบึงมากขึ้น
     
       วันนี้ (19 ก.ย.) นายเชาวลิตร แสงอุทัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพลัส คอนโด ศรีราชา ณ สำนักงานขายซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายนิมิต โมนฤมิตร ประธานกรรมการบริหาร และนายวุธิพรรษ์ กังสนันที กรรมการผู้จัดการบริษัท สิรีน พร๊อพเพอร์ตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีราชา นายอาคม พันธ์เฉลิมชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ
      
       สำหรับ “พลัส คอนโด ศรีราชา ”เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรู ขนาด 25 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1.5 พันล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนสายสุขุมวิท-หนองยายบู่ ภายใต้คอนเซ็ปต์การตกแต่งแบบพร้อมอยู่ที่ทันสมัยสไตล์โมเดิร์น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ราคาเริ่มต้นที่ 2.3 ล้านบาท ภายในงานได้เปิดผู้เข้าร่วมงานได้เข้าเยี่ยมชมการตกแต่งห้องพัก และรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการ
      
       โดย นายเชาวลิตร แสงอุทัย เผยว่าแม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ และเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่จังหวัดชลบุรี ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เดินต่อไปได้เรื่อยๆ เห็นได้จากที่ นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มอบหมายภารกิจให้ดูแลด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ ซึ่งก็พบว่าในแต่ละเดือน จังหวัดชลบุรี มีการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโครงการจัดสรรต่างๆ ไม่น้อยกว่า 30 โครงการ และมีคอนโดมิเนียมที่ขอทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ประมาณ 20 โครงการต่อเดือน
      
       “การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ยังเดินไปได้ แต่ก็อาจมีปัญหาเรื่องการทำธุรกรรมบ้างเล็กน้อย หลังธนาคารพาณิชย์เข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุน ส่วนพื้นที่ที่จะรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจนั้น จังหวัดชลบุรี ได้เตรียมการไว้แล้ว และที่ผ่านมา ก็ได้ออกใบอนุญาตการทำผังเมืองฉบับใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจหลักแล้ว”
      
       นายเชาวลิตร เผยอีกว่า จากเดิมที่โครงการบ้านจัดสรรของจังหวัดชลบุรีกระจุกตัวอยู่เพียงเขตตัวเมืองชลบุรี ศรีราชา บางละมุง และสัตหีบ แต่นับจากนี้ไปจะเริ่มเห็นภาพโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมขยายตัวไปยังเขตสัตหีบ และอำเภอบ้านบึง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลของถนนสุขุมวิทมากขึ้น โดยจังหวัดชลบุรียังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
      
       ขณะที่การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคนั้น นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้วางโครงข่ายเสนอต่อรัฐบาลในหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการหลักด้านถนนหนทางที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และการสร้างเทอร์มินอล แห่งใหม่ในสนามบินอู่ตะเภา รวมทั้งการเข้ามาของท่าเทียบเรือเฟอรี่ จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้อย่างแน่นอน
      
       ด้าน นายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีราชา ระบุว่า ราคาที่ดินในเขตอำเภอศรีราชา ปัจจุบันปรับตัวจากตารางวาละ 8 หมื่นบาท เป็นราคา 2 แสน แต่ยังไม่ถึง 3 แสนบาท แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า บรรดานายหน้าพากันปั่นราคาจนสูง ทำให้นักลงทุนบางส่วนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในพื้นที่ จึงขอชี้แจ้งว่า ราคาที่แท้จริงของที่ดินในเขตเทศบาลเมืองศรีราชา ขณะนี้อยู่ที่ตารางวาละ 2 แสนบาท แต่ไม่ถึง 3 แสนบาทอย่างแน่นอน
      
       “การลงทุนด้านอสังหาฯ ในศรีราชาวันนี้ยังคึกคัก นักลงทุนจำนวนมากยังมุ่งหน้าสร้างคอนโดฯ จึงจำเป็นที่เราจะต้องขอให้นักลงทุนขยายการลงทุนเข้าไปในเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์บ้าง เพราะแม้เราจะได้ภาษี แต่ศรีราชา เมื่อมีคนมาอยู่มากจนทำให้การจราจรติดขัด และเรายังแก้ไขปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณ” นายธานี กล่าว
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
“ชลบุรี” ยังดึงดูดนักลงทุนด้านอสังหาฯ พบแต่ละเดือนมีโครงการขออนุมัติเพียบ
       
Cr.http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000106056&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คอลลิเออร์สคาดคอนโดฯ พัทยาซึมยาว ยูนิตเหลือขายกว่า 1.8 หมื่นยูนิต

คอลลิเออร์สคาดคอนโดฯ พัทยาซึมยาว ยูนิตเหลือขายกว่า 1.8 หมื่นยูนิต
สุรเชษฐ กองชีพ
        คอลลิเออร์สฯ คาดการณ์ตลาดคอนโดฯ เมืองพัทยาชะลอตัวยาว หลังเจอปัจจัยลบอื้อ นักท่องเที่ยวลด ลูกค้ารัสเซียหายจากค่าเงินรูเบิลตกต่ำ ครึ่งปีแรกพบคอนโดฯ เปิดขายใหม่ 5,280 ยูนิต กว่า 93% อยู่นาจอมเทียน ซัปพลายเหลือขายในตลาดกว่า 1.8 หมื่นยูนิต ราคา 5 หมื่น-1 แสนบาท/ตร.ม. เหลือขายมากที่สุด
      
       นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2558 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ 10 โครงการ จำนวน 5,280 ยูนิต ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากช่วงครึ่งหลังปี 2557 เนื่องจากปัจจัยลบหลายอย่างทั้งภายใน และนอกประเทศไทย จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาในพัทยามีจำนวนลดลง โดยเฉพาะชาวรัสเซียซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักในตลาดคอนโดมิเนียมพัทยา เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมชะลอตัวลง แม้ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จำนวนของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ชาวจีนยังไม่ใช่ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในพัทยา
      
       ทั้งนี้ คอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ 5,280 ยูนิต ประมาณ 93% หรือ 4,930 ยูนิต ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในครึ่งแรกปี 2558 อยู่ในทำเลนาจอมเทียน เนื่องจากมีคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ที่มีจำนวนยูนิตมากกว่า 1,300 ยูนิต เปิดขายในทำเลนี้
      
       แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการชาวจีนบางรายมีแผนจะเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในพัทยาภายในปี 2558 โดยเฉพาะในทำเลจอมเทียน และนาจอมเทียน แต่ตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยายังคงไม่ฟื้นตัว และยังได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องโอเวอร์ซัปพลาย
      
       สำหรับอัตราการขายแม้ว่าจะกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ว่ายังมียูนิตเหลือขายอยู่ในตลาดอีกค่อนข้างมาก โดยอัตราการขายเฉลี่ยของตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยาอยู่ที่ประมาณ 75% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2557 ในช่วงระหว่างปี 2554-ครึ่งแรกปี 2558 มีคอนโดมิเนียมมากกว่า 68,400 ยูนิตเปิดขาย และส่วนใหญ่มีคนซื้อ หรือจองไปแล้ว แต่ว่ายังมีอีกมากกว่า 18,000 ยูนิต ที่ยังคงขายไม่ได้ และเหลือขายอยู่ในตลาด และถ้ารวมกับยูนิตของนักเก็งกำไรนักลงทุนทั้งหลายก็อาจจะมากกว่า 22,000 ยูนิต
      
       นายสุรเชษฐ กล่าวต่อว่า ทำเลจอมเทียนเป็นทำเลยอดนิยมในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ถนนจอมเทียนสาย 2 เปิดให้บริการ เนื่องจากมีที่ดินว่างเปล่าอยู่เป็นจำนวนมาก และราคาก็ยังคงต่ำกว่าทำเลอื่นๆ ผู้ประกอบการในพัทยาให้ความสนใจในกลุ่มผู้ซื้อชาวไทย และชาวต่างชาติบางกลุ่มมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย และชาวเอเชียอื่นๆ เพื่อทดแทนกำลังซื้อชาวรัสเซียที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าไปใช่วงปี 2557-ครึ่งแรกปี 2558
      
       ทำเลจอมเทียนมีคอนโดมิเนียมเหลือขายมากกว่า 5,480 ยูนิต มากที่สุดในพัทยา ในขณะที่นาจอมเทียน มาเป็นลำดับที่ 2 ที่ประมาณ 4,680 ยูนิต หลังจากที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายหลายโครงการในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
      
       คอนโดมิเนียมเหลือขายในตลาดประมาณ 8,745 ยูนิต อยู่ในระดับ 50,001-100,000 บาทต่อตารางเมตร และอีกประมาณ 6,040 ยูนิต ขายในระดับราคาต่ำกว่า 50,000 บาทต่อตารางเมตร มีแค่ประมาณ 1,540 ยูนิตเท่านั้นที่ขายในระดับราคามากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร
      
       “เรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไทย และต่างชาติทั้งรายเล็ก รายใหญ่ต่างให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะว่ามีคอนโดมิเนียมประมาณ 10,000 ยูนิต มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2558 และการที่มีนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาลงทุนในตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยา รวมทั้งการที่ชาวรัสเซียประสบต่อปัญหาเรื่องค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลง ทำให้หลายฝ่ายกังวลเรื่องของการทิ้งดาวน์ และยื้อการโอนกรรมสิทธิ์ออกไปให้นานที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง ตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยาน่าจะยังคงไม่ฟื้นตัวภายในปีนี้” นายสุรเชษฐ กล่าว

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000090061&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เอเวอร์แลนด์ฯ ผุด 3 โครงการ มูลค่า 7 พันล.

        เอเวอร์แลนด์ฯ เปิดแผนรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปีนี้เตรียมผุด 3 โครงการใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท จำนวนกว่า 2,000 ยูนิต เตรียมทยอยรับรู้รายได้ช่วง Q4/2558 เตรียมเปิด Pre Sale บ้านเดี่ยวโครงการใหม่ “My Home Silver Lake” มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท รวม 145 ยูนิต และเล็งเปิดอีก 2-3 โครงการในปีนี้
       
       นายสวิจักร์ โลจายะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ EVER เปิดเผยว่า ในปี 2558 นี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการแนวราบ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบ้านเดี่ยว สุวินทวงศ์ My Home Silver Lake บ้านเดี่ยวขนาด 100 ตารางวา บรรยากาศทะเลสาบ ซึ่งเฟสแรกมีจำนวน 145 หลังคาเรือน มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นที่หลังละ 4.8 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดขาย Pre Saleในวันที่ 8-9 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ มีโปรโมชันในวันงานจองซื้อราคาพิเศษ
       
       นอกจากนี้ EVER มีโครงการบ้านเดี่ยว บนถนนหทัยราษฎร์ มูลค่า 300-400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวปลายปี 2558 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการถมที่ดิน ส่วนอีก 1 โครงการ เป็นโครงการคอนโดมิเนียม ที่สนามบินน้ำ สูง 54 ชั้น ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 เมตร จำนวน 2,000 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างโครงการ 2-3 ปี โดยจะเปิดขายปลายปีนี้
       
       “EVER เตรียมความพร้อมมาระยะเวลาหนึ่งในการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม ซึ่งแผนปี 58 นี้ มีโปรเจกต์ใหญ่ถึง 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า มูลค่าโครงการรวมถึง 7 พันล้านบาท โดยเงินลงทุนมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ และทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ Q4/58 ส่งผลให้ปีนี้รายได้จะเติบโตร้อยละ 20 จากปีก่อน และคาดว่าปีนี้ EVER จะพลิกกลับมามีกำไร” นายสวิจักร์ กล่าว
       
       โครงการ “My Home Silver Lake” อยู่บนถนนสุวินทวงศ์ 78 เดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนรามคำแหง ถนนร่มเกล้า ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ แวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้ามากมาย และโรงพยาบาลชั้นนำ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 แบบ ได้แก่ silver, silver plus, silver grand และ silver prestige หลากหลายฟังก์ชัน เป็นบ้านเดี่ยวบนที่ดินขนาด 100 ตร.วา แบบบ้าน SILVER PLUS ขนาดพื้นที่ใช้สอย 146 ตร.ม. แบบบ้าน SILVER ขนาดพื้นที่ใช้สอย 126 ตร.ม. ในบรรยากาศริมทะเลสาบขนาดใหญ่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น คอมมูนิตีมอลล์ และคลับเฮาส์
       
       นายสวิจักร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน คือ โครงการคอนโดมิเนียม My Resort หัวหิน มูลค่า 2,600 ล้านบาท เฟส 1 ขายได้ประมาณ 75% ส่วนเฟส 2 ขายได้แล้วประมาณ 60% โครงการ My Resort หัวหิน มีจุดเด่นตรงที่ติดกับทะเล และมีสวนน้ำในโครงการ ซึ่งได้การตอบรับจากลูกค้าดีมาก   โครงการติดริมแม่น้ำ My Resort @ River คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา จรัญสนิทวงศ์ 72 สูง 37 ชั้น ราคายูนิตล่ะ 18 ล้านบาท ขายได้แล้ว 60% และโครงการคอนโดมิเนียมเพชรบุรี-อโศก มูลค่า 1,600 ล้านบาท ขายได้แล้ว 90%

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000088323&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โจทย์หิน "รีเจ็กต์เรต" พุ่ง (1) "พฤกษาฯ-LPN" ผนึกแบงก์ช่วยลูกค้า

ยอดปฏิเสธสินเชื่อหรือ "รีเจ็กต์เรต-Reject Rate" ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อช้าลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดมิเนียมมากขึ้น โดยสำรวจพบว่ายอดรีเจ็กต์เรตมีตั้งแต่ 5-35% "ประชาชาติธุรกิจ" เกาะติดความเคลื่อนไหวการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อรับมือในช่วงครึ่งปีหลังนี้



"โอภาส ศรีพยัคฆ์" กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ LPN เจ้าตลาดคอนโดมิเนียมตลาดกลาง-ล่างราคา 1-3 ล้านบาท ยอมรับว่า ตลาดคอนโดฯ 1 ล้านบาท แม้จะยังมีดีมานด์ต่อเนื่องและคู่แข่งน้อย แต่สิ่งที่เป็นกังวลที่สุดคืออัตราปฏิเสธสินเชื่อสูงในปัจจุบัน โดยรีเจ็กต์เรตของบริษัท 20% แต่บริหารจัดการหลายอย่างจนกดให้ลดเหลือ 5%

กลยุทธ์ของ LPN มีจุดเน้นที่การสร้างสายสัมพันธ์กับสถาบันการเงิน เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของธนาคารให้เห็นข้อดีในการปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายเล็ก กล่าวคือ 1.โอกาสเป็นหนี้เสีย (NPL) ปริมาณสูงในคราวเดียวเกิดขึ้นยากกว่า 2.สร้างโอกาสครอสเซลลิ่ง หรือขายข้ามผลิตภัณฑ์ระหว่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ของธนาคารมีได้มากขึ้น เช่น สินเชื่อพ่วงประกันภัย ประกันชีวิต ฯลฯ

"ทำตลาดล่างต้องไฟต์กับแบงก์ เหนื่อยเหมือนกันกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ เพราะแบงก์มองว่าต้นทุนเปิดลูกค้าต่อหัวมันเท่ากัน จะปล่อยกู้ 20 ล้าน หรือ 5 แสน ต้นทุนก็เท่ากัน เราก็บอกแบงเกอร์ว่าให้มองมุมใหม่ว่า ถ้าลูกค้ากู้ 10 ล้านแล้วเป็นหนี้เสีย อย่าลืมว่าหนี้เสียจะมีก้อนเดียว 10 ล้านทันที แต่ถ้าเงินกู้ 5 แสน ต้องคูณไป 20 คน จึงจะเป็นหนี้เสีย 10 ล้าน"

"โอภาส" แจกแจงด้วยว่า นอกจากนี้ต้องโน้มน้าวในเรื่อง Cross Selling ต้องพยายามคุยให้ธนาคารเปลี่ยนมุมมองให้ได้ สำหรับ LPN เรารู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่มีวินัย เวลาเปิดขายโครงการจะจัดให้ลูกค้าเจอธนาคารและยื่นกู้เลย ถ้าพรีแอปพรูฟ หรือยื่นกู้ครั้งแรกผ่านจะยกลูกค้าให้แบงก์ไปดูแล 6 เดือนต่อจากนั้น อย่าให้เป็นหนี้เสียกรณีกู้ไม่ผ่านเพราะติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร หรือจากสถาบันการเงินอื่น (เป็นหนี้เยอะ) ก็ต้องยกเลิกการขายไป

ที่น่าสนใจคือ สินเชื่อที่เครดิตลูกค้าที่เกือบ ๆ จะไม่ได้หรือเกือบจะได้ หรือมีปัญหาเรื่องหลักฐานการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าพ่อค้าผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานขายซึ่งบางทีเงินเดือนไม่ได้เข้าบัญชี มีรายได้รับเป็นเงินสด เป็นกลุ่มที่เวลาขอสินเชื่อมีปัญหามากเพราะไม่มีหลักฐานรายได้ประจำ ภาษีก็ไม่ได้เสีย กลุ่มนี้ถ้าให้ลูกค้าเจอแบงก์ก่อน แบงก์จะแนะนำการสร้างหลักฐาน เช่น การเดินบัญชี (มีเงินเข้า-ออกต่อเนื่องและสม่ำเสมอ) อย่างน้อย 6 เดือน โอกาสที่สินเชื่อผ่านจะมีสูงมาก

"เราเชื่อว่าระยะ 6 เดือนเป็นระยะที่ใช้แก้ปัญหาให้เขาได้ และแก้ได้จริง ก่อนเราทำกระบวนการนี้รีเจ็กต์เรตเคยสูง 20% ตอนนี้เหลือ 5%"

อีกฟาก "เลอศักดิ์ จุลเทศ" รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ระบุสั้น ๆ ถึงข้อมูลอัตราปฏิเสธสินเชื่อของพฤกษาฯว่าต่ำลง ปีนี้มีเพียง 5% เทียบจากปี 2557 อยู่ที่ 7% แสดงให้เห็นว่าลูกค้าบริษัทมีคุณภาพมากขึ้น

โดยอัตราลูกค้ากู้ไม่ผ่านต่ำลงเกิดจากพฤกษาฯ ดำเนินนโยบายพรีแอปพรูฟ 3-4 เดือนก่อนวันโอน นอกจากนี้พฤกษาฯยังมีการให้คำแนะนำด้านการเงินแก่ลูกค้าเพื่อให้โอกาสกู้ผ่านมีสูงขึ้น

รวมทั้งเคล็ดลับเกี่ยวกับการจัดทำหลักเกณฑ์ภายในเพื่อวัดระดับโปรไฟล์ลูกค้าว่าจะสามารถเข้าถึงสินค้าระดับราคานั้นๆได้หรือไม่ ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรก มียอดพรีเซลรวม 24,000 ล้านบาท จากเป้ารวมทั้งปีตั้งไว้ 47,000 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะตัวเลขเกินครึ่งทางที่วางไว้


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat