แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสนสิริ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสนสิริ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

แสนสิริเผยงาน “NOW OR NEVER” ดันยอดโปรแซ่บ ก.ย. แตะ 1,000 ลบ.



        
แสนสิริ มั่นใจโกยรายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท ตามเป้าแน่นอน หลังเห็นกระแสความต้องการบ้านพร้อมอยู่มาแรงสวนกระแสเศรษฐกิจดันยอดโอนปีนี้โตต่อเนื่อง ปลื้มยอดขายคอนโดพร้อมอยู่ภายใต้แคมเปญ “NOW OR NEVER” คอนเซ็ปต์ “แซ่บ เผ็ด ร้อน กับยูนิตสุดฮอต” พุ่งเกินเป้า ยอดขาย 3 วัน ทะยานสู่ 600 ล้านบาท โตจากเป้า 300 ล้านบาท ที่ 200% จากการจัดงานที่สยามพารากอนเมื่อ 25-27 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายรวมบ้านพร้อมอยู่เดือน ก.ย.ในแคมเปญนี้พุ่งถึง 1,000 ล้านบาท พร้อมปิดการขายสวยงาม 4 โครงการ
       
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งานขายคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ภายใต้แคมเปญ “NOW OR NEVER” ที่จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้รับการตอบรับที่ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้บริษัทสามารถกวาดยอดขายไปได้ถึง 600 ล้านบาทได้ในเวลาเพียง 3 วัน สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 300 ล้านบาท ถึง 200% พร้อมยังสามารถปิดการขายโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ไปได้ถึง 4 โครงการ ซึ่งลูกค้าที่ซื้อทั้ง 4 โครงการจะทำการโอนภายในปีนี้ จึงทำให้บริษัทคาดการณ์ว่า จะมีการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส 4 ปีนี้ และทำให้มีตัวเลขรายได้รวม 36,000 ล้านบาท ตามที่วางเป้าหมายไว้ได้
       
       ทั้งนี้ ภายในงานโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 2-5 ล้านบาท ขายดีที่สุด ส่วนทำเลที 77 (T77) บนถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) มียอดขายต่อเนื่องมากที่สุดในกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นที่นิยมของทั้งชาวไทย และต่างชาติในการซื้อเพื่ออยู่เอง และลงทุนปล่อยเช่า เพราะใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ ขณะที่หัวหินเป็นเมืองตากอากาศที่มียอดขายสูงสุด เพราะเป็นเมืองที่คนกรุงเทพฯ นิยมไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดมากที่สุด
       
       “การตอบรับกิจกรรมส่งเสริมงานขาย “NOW OR NEVER” อย่างอบอุ่นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทรีสอร์ตคอนโดมิเนียมพร้อมเข้าอยู่ยังในระดับดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวอย่างไตรมาส 4 ของปี ทั้งจากผู้ที่ต้องการบ้านหลังที่ 2 เพื่อพักผ่อนในเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงของไทย ตลอดจนยังชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่ของการลงทุนของนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ที่การลงทุนไม่เพียงแต่สามารถปล่อยเช่าคอนโดระยะยาวในฤดูกาลท่องเที่ยวได้ผลตอบแทนจากค่าเช่าในอัตราสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ยูนิตที่ซื้อลงทุนเป็นสถานที่พักผ่อนได้ในช่วงโลว์ซีซันได้อีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมภายในงาน คือ ทำเลโดดเด่น สามารถปล่อยเช่า หรือขายต่อได้ราคา แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ที่ทำให้มั่นใจว่ามูลค่ารวมของโครงการจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีจากการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบโครงการ ตลอดจนโปรโมชัน และราคาที่เหมาะสมคุ้มค่าต่อการลงทุน”
       
       นอกจากคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 16 โครงการ ราคาระหว่าง 1.1-30 ล้านบาท ที่มามอบสิทธิพิเศษในกิจกรรมส่งเสริมการขายแคมเปญ “NOW OR NEVER” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แซ่บ เผ็ด ร้อน กับยูนิตสุดฮอต” ที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 25-27 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว แสนสิริ ยังได้จัดโปรโมชันสำหรับโครงการบ้านพร้อมอยู่ในทำเลต่างๆ ทั่วประเทศภายใต้แคมเปญเดียวกันในช่วงเดือนกันยายนอีกด้วย โดยสามารถปิดการขายโครงการแนวราบได้ 1 โครงการ คือ ฮาบิทาวน์ ท่าข้าม-พระราม 2 ซึ่งเมื่อรวมยอดขายแนวราบกับแนวสูงภายใต้แคมเปญนี้ตลอดเดือนกันยายนนี้ คาดว่าจะสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 1,000 ล้านบาท
       
       “แสนสิริเชื่อว่ารีสอร์ตคอนโดพร้อมอยู่ทั้งในหัวหิน พัทยา ภูเก็ต และเขาใหญ่ จะมียอดขายโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งชาวไทย และต่างชาตินิยมเดินทางไปพักผ่อนตากอากาศซึ่งอาจจะมีส่วนหนึ่งใช้เป็นโอกาสไปเลือกซื้อคอนโดตากอากาศด้วย ทั้งนี้ เพื่อเตรียมตอบรับต่อดีมานด์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แสนสิริจึงได้เตรียมจัดงานแคมเปญ “NOW OR NEVER” ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 1-7 ตุลาคมนี้ นำโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ 11 โครงการ มามอบข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงานเท่านั้น ซึ่งคาดว่างานนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างเช่นที่กรุงเทพฯ อีกเช่นเคย”

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

ค่าบาทอ่อนดันยอดขายอสังหาฯ ไทยกับลูกค้าต่างชาติโต แสนสิริลุยเปิดตลาดปักกิ่งรับดีมานด์ลูกค้าจีน

        แสนสิริ เผยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่ำกว่า 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน เอื้อต่างชาติซื้ออสังหา ฯไทยราคาถูกลง เชื่อช่วยดันยอดขายคอนโดไทยโตได้อีก เผยคอนโดภูเก็ตมาแรงในตลาดจีน และไต้หวัน เหตุนิยมซื้อเพื่อเป็นคอนโดตากอากาศ ด้านคอนโดกรุงเทพฯ ยังฮอตต่อเนื่องในกลุ่มนักลงทุนฮ่องกง และสิงคโปร์ ล่าสุด เตรียมส่ง 6 โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และภูเก็ตโรดโชว์ตลาดสิงคโปร์-ฮ่องกง-ไต้หวัน กระตุ้นต่างชาติชอปอสังหาฯ ไทยต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าบุกตลาดใหม่ “ปักกิ่ง” รับดีมานด์คนรวยจีนหวังกวาดยอดขายลูกค้าต่างชาติกว่า 3,000 ล้านบาทในปีนี้
       
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน โดยธนาคารพาณิชย์ให้ความเห็นว่าค่าเงินบาทไทยจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มแข็งตัว ในขณะที่ค่าเงินประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซียอ่อนตัวลง จึงฉุดค่าเงินบาทไทยให้อ่อนลงไปด้วย ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองไทยที่ต่างชาติยังต้องการดูความชัดเจน ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ประมาณการค่าเงินบาทว่าจะแกว่งตัวในระดับ 35.75-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีนี้ และมีโอกาสไปถึง 38-40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2559
       
       “แสนสิริมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยโดยตรง เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติถูกลง จึงทำให้มีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจซื้ออสังหาฯ ไทยในอนาคตได้ นอกจากนั้น เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังเป็นปัจจัยบวกต่อชาวต่างชาติที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย เพราะสามารถซื้ออสังหาฯ ในราคาที่ถูกลงถึง 9% เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุให้ลูกค้าต่างชาติทั้งที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ และซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุนปล่อยเช่าสามารถตัดสินใจในการซื้อคอนโดมิเนียมได้เร็วขึ้น”
       
       นายอุทัย กล่าวต่อว่า กลุ่มลูกค้าต่างชาติในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกงยังคงนิยมซื้อลงทุนในคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยพิจารณาจากทำเลใกล้รถไฟฟ้า และผลตอบแทนเรื่องอัตราเช่าเป็นสำคัญ ซึ่งโซนที่นิยมก็ยังคงเป็นทำเลสีลม เพลินจิต อโศก พร้อมพงศ์ และทองหล่อ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ แต่ในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมาโซนพระโขนง และอ่อนนุชเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะทำเลติดรถไฟฟ้าสายหลักที่เดินทางไปยังย่านธุรกิจ และความบันเทิงได้ง่าย แต่ราคาคอนโดมิเนียมถูกกว่าถึง 30-60% ขณะที่ให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าถึง 5-7% ด้านลูกค้าต่างชาติในประเทศจีน และไต้หวันให้ความสนใจคอนโดมิเนียมในภูเก็ตมากกว่า เนื่องจากต้องการที่พักตากอากาศในเมืองชายทะเลที่สามารถปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เดินทางมาพักผ่อนได้ด้วย
       
       “แสนสิริเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติในช่วงนี้ จึงวางแผนจัดโรดโชว์โครงการคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ คือ เดอะ เบส พาร์คเวสท์ และเดอะ เบส พาร์คอีสต์ ในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง รวมทั้งโรดโชว์โครงการในภูเก็ต คือ บ้านไม้ขาว เดอะ เดค ป่าตอง เดอะ เบส ไฮท์ ภูเก็ต และเดอะ เบส อัพทาวน์ ภูเก็ตในไต้หวันในเดือนกันยายนนี้”
       
       นอกจากนั้น แสนสิริจะเปิดตลาดปักกิ่ง ประเทศจีน เพิ่มขึ้นอีกตลาดหนึ่งเพื่อนำโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตไปโรดโชว์ในเดือนนี้ด้วย เพราะมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนชาวจีนน่าจะมองหาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่เพื่อมาพักผ่อนในช่วงไฮซีซันปลายปี รวมทั้งยังนับเป็นอีกช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าการโรดโชว์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็น 10%ในปีนี้ได้ หรือคิดเป็นมูลค่าการขายกว่า 3,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 5% ทั้งนี้ ระหว่าง 1 มกราคม-9 กันยายน 2558 แสนสิริมียอดขายจากลูกค้าต่างชาติแล้วถึง 2,000 ล้านบาท จากการขายโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 และโครงการคอนโดมิเนียมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา
       
       “อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายและรายได้ของแสนสิริได้รับผลกระทบจากการผันผวนของค่าเงินที่เกิดขึ้น บริษัทจึงมีการตั้งราคาขายคอนโดมิเนียมเป็นเงินบาท แต่ก็เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการตัดสินใจของลูกค้าต่างชาติ เพราะกระแสการซื้อลงทุนอสังหาฯ เพื่อลงทุนในประเทศไทยในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน และค่าเงินแกว่งตัวกำลังมาแรงมากในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้”

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103525&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

คอนโดไทยขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด "ไซมิส" ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก

คอนโดขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด"ไซมิส"ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก"แสนสิริ-บีทีเอส"ดันเดอะไลน์ขึ้นฝั่ง
"คอลลิเออร์ส" ชี้นักลงทุนจีนช็อปอสังหาฯไทยไม่หยุด แนวโน้มกำลังซื้อโตปีละ 10% สอดคล้องสถิติคนจีนทำงานในไทย 1.7 หมื่นคน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น "แสนสิริ-บีทีเอส" ชิมลางเปิดขายคอนโดฯเดอะไลน์ 2 โครงการ กวาดลูกค้าฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันอยู่หมัด เล็งบุกเปิด


บูทล่าลูกค้าจีนแผ่นดินใหญ่ "ไซมิสแอสเสท" ปิ๊งไอเดียดึงเอเย่นต์จีนเหมาซื้อคอนโดฯเจริญราษฎร์ 2 ตึก

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวนักลงทุนจีนเริ่มเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย เป็นปรากฏการณ์คึกคักมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งกลุ่มทัวร์ชาวจีนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี คาดว่าจะสูงแตะ 8 ล้านคนในปีนี้ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาจเห็นโอกาสการลงทุนคอนโดมิเนียมให้เช่าใน กทม.และหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายป้องกันปัญหาฟองสบู่อสังหาฯในประเทศ จึงออกกฎอนุญาตให้ชาวจีนซื้ออสังหาฯได้ไม่เกินคนละ 2 ยูนิต กดดันให้มีการนำเงินออกมาลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

แสนสิริ-BTS ขายเพลิน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมทุนกับชาวไทยในฐานะดีเวลอปเปอร์รายโครงการ เช่น ทีซีกรีน พระราม 9 พัฒนา 2 เฟส 1,600 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท, เดอะโพรดิจี้ เพชรเกษม 62 กว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท, มิราเคิล หัวหินกว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.8 ล้านบาท และอีกหลายโครงการในพัทยา ใช้กลยุทธ์ดึงนักลงทุนรายย่อยจีนเป็นลูกค้าหลัก 

"แต่เดิมนักลงทุนจีนมีไม่มากเพียง 10% ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ แต่เมื่อแสนสิริกับบีทีเอสร่วมมือกันนำโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต และเดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 เข้าทำตลาดชาวจีน ทำให้สัดส่วนนักลงทุนจีนเพิ่มมาเป็น 30% มีแนวโน้มว่าจะโตต่อเนื่องปีละ 10%" นายสุรเชษฐกล่าว

สอดคล้องกับสถิติจำนวนคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานระบุว่า ชาวจีนเป็นชาติอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 58 มีชาวจีนได้รับอนุญาตทำงาน 16,648 คน เทียบกับเดือน มิ.ย. 58 มี 13,565 คน ยังไม่นับรวมชาวไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง 7,004 คน 

บุกแน่ เปิดบูทจีนแผ่นดินใหญ่

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่าโครงการร่วมทุนของแสนสิริกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในปีนี้ตั้งเป้าขายคอนโดฯให้กับลูกค้าต่างประเทศ 3,000 ล้านบาท เน้นตลาดลูกค้าจีนโดยตรง ทั้งในตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ที่ผ่านมาเปิดตัวแล้ว 2 โครงการ 

"ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มีศักยภาพสูงมาก จีนมีประชากร 2,000 ล้านคน ถ้ามีเศรษฐีที่เป็นนักลงทุนเพียง 1% จะเท่ากับ 20 ล้านคนเทียบเท่า 1 ใน 3 ของประชากรไทยทีเดียว ดังนั้น ปีนี้จะได้เห็นบริษัทร่วมทุนแสนสิริกับบีทีเอสนำโครงการใหม่ไปเปิดตัวในจีนแน่นอน ขณะนี้มีเอเย่นต์ 1-2 รายแล้ว กำลังเจรจาหาเอเย่นต์เพิ่มเติม" นายอุทัยกล่าว

โดยโครงการแรก "เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต" มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท เป็นยอดจองของลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์) 1,400 ล้านบาท คิดเป็น 25% โครงการที่ 2 คือ "เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71" มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน) จองเกือบ 1,000 ล้านบาท เต็มโควตา 49% ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของห้องชุดได้ โดยทั้ง 2 โครงการสามารถปิดการขายทั้งหมดในงานพรีเซลที่ประเทศไทย

สำหรับแผนบริษัทร่วมทุนจะเปิดตัวเพิ่มในปีนี้ 4 โครงการ และมีการวางแผนเปิดพรีเซลในประเทศจีน ได้แก่ 1) เดอะ ไลน์วงศ์สว่าง 2) เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค 3) เดอะ ไลน์ เพชรบุรี 18 และ 4) คอนโดฯกลางเมืองยังไม่เปิดเผยชื่อแบรนด์

เอเย่นต์จีนเหมาไซมิสฯยกตึก

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทมีโครงการไซมิส สาทร-เจริญราษฎร์ทำเล ถ.เจริญราษฎร์ ห่างสถานี BTS สุรศักดิ์ 900 เมตร ออกแบบเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ 5 อาคาร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท รวม 800 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ไร่ เตรียมเปิดพรีเซลเดือน ต.ค.นี้ 

กลยุทธ์การขายแบ่งโควตาให้เอเย่นต์ประเทศจีนไปแล้ว 2 อาคาร มูลค่า 1,200 ล้านบาท รวมกว่า 400 ยูนิตโดยเอเย่นต์รายดังกล่าววางเงินมัดจำ 5% หรือ 60 ล้านบาทไว้กับไซมิสฯ จากนั้นจะเปิดพรีเซลช่วงเดือน ต.ค. 58 ให้กับลูกค้าชาวจีน โดยเอเย่นต์ทำการตลาดเจาะนักลงทุนปล่อยเช่า การันตีค่าเช่า 5-7% เป็นเวลา 5 ปี เมื่อมีลูกค้าจีนสนใจจะต้องวางเงินค่าทำสัญญาและเงินดาวน์งวดเดียว 25% ให้กับไซมิสฯ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นการทำตลาดที่ประกันความเสี่ยงได้ดี 

"สำหรับลูกค้าจีน แม้จะเป็นตลาดนักลงทุนซื้อไว้ปล่อยเช่า แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะชื่อเสียงพฤติกรรมอยู่อาศัยคนจีนมีภาพลักษณ์ค่อนข้างเป็นลบ อาจกระทบต่อการขายลูกค้าเรียลดีมานด์ในส่วน 51% ดังนั้น จะเลือกทำเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถแยกอาคารขายให้ชาวจีนและดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้แยกเป็นส่วนตัวได้" นายขจรศิษฐ์กล่าว


8อสังหาพุงกางฟันยอดโอน7หมื่นล. "แสนสิริ-SC-AP"ลุยปักธงบ้าน-คอนโดครึ่งปีหลัง

อสังหาฯโชว์พาว ครึ่งปีแรกรายได้+กำไรท่วมตลาด สวนกระแส ศก.ฝืด เผยแค่ 8 บริษัท "เอสซีฯ-เสนาฯ-แสนสิริ-พฤกษาฯ-โกลด์-เอพี-คิวเฮ้าส์-LPN" ฟันยอดขายใหม่ 8.6 หมื่นล้าน ยอดโอนรับรู้รายได้เฉียด 7 หมื่นล้าน กำไรสุทธิเกือบ 9 พันล้าน ครึ่งปีหลังลุยเปิดตัวใหม่เพียบทั้งบ้าน-คอนโดฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนทยอยแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/58 รวมถึงผลงานช่วงครึ่งปีแรก ภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่มีอัตราเติบโตทั้งยอดขาย รายได้ และกำไร สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจฝืดในปัจจุบัน

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกมียอดพรีเซล 5,930 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ (ยอดโอน) 5,931 ล้านบาท มาจากพอร์ตพัฒนาโครงการ 93% และพอร์ตอสังหาฯให้เช่า 7% กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2557 ไฮไลต์อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 15 ล้านบาทของบริษัท ทำรายได้ถึง 67% 

แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เน้นกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ และเตรียมเปิดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 4,800 ล้านบาท โดยแตกแบรนด์บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท "เพฟ-PAVE" โครงการแรกทำเลรังสิต ตั้งเป้ามีรายได้ 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 976.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.33 ล้านบาท ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีสามารถทำยอดพรีเซล 2,500-2,600 พันล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะทำได้ตามเป้า 4,500 ล้านบาท มียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อกกว่า 2,000 ล้านบาท 

ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวแนวราบอีก 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 3-4 พันล้านบาท หลังจากเปิดคอนโดฯเดอะนิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่า 2.23 พันล้านบาทเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 10,167 ล้านบาท เติบโต 65% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาส 1/58 รายได้หลักมาจากทยอยส่งมอบคอนโดฯหลายโครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีกำไรรวม 901 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 33,000 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 17,138 ล้านบาท จากเป้ารายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกทำยอดพรีเซล 23,939 ล้านบาท เติบโต 33.5% ยอดรับรู้รายได้ 21,766 ล้านบาท เติบโต 15.7% กำไรสุทธิ 3,059 ล้านบาท เติบโต 4.2% บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด 12% โดยครองตำแหน่งผู้นำทาวน์เฮาส์ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 33% และบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่งตลาด 13%

สำหรับครึ่งปีหลังมีแบ็กล็อก 20,508 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างขาย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 จำนวน 181 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท 

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 2,019.85 ล้านบาท เติบโต 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 3,666.99 ล้านบาท เติบโต 76% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2557 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาฯ 1,720.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249% เนื่องจากเปิดตัวใหม่ปีนี้ 9 โครงการ เทียบกับปีที่แล้วเปิดตัวใหม่เพียง 3 โครงการ และรับรู้รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรของกลุ่ม บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน 

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีกำไรสุทธิ 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% มีรายได้รวม 5,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการโอนคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการริทึ่ม สาทร, ริทึ่ม สาทร-นราธิวาส, แอสปาย สาทร-ตากสิน, แอสปาย สุขุมวิท 48 และบ้านกลางเมือง พระราม 9-รามคำแหง


วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนพุ่งฉุดคอนโดฯ ครึ่งปีหลังทรงตัว แสนสิริขึ้นเงินดาวน์ 15-20% ลดความเสี่ยง


        “แสนสิริ” คาดตลาดคอนโดฯ ครึ่งปีหลังทรงตัว ชี้เศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสาเหตุหลัก คอนโดฯ ราคา 2 ล้านบาทชะลอมากสุด เผยปรับเพิ่มเงินดาวน์ 15-20% ลดความเสี่ยง ครึ่งปีหลังลุยเปิดคอนโดฯ ร่วมทุนบีทีเอส หวังดันยอดขายตามเป้า 2.2 หมื่นล้าน 
       
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และยังไม่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ส่งผลต่อรายได้ผู้บริโภคทำให้กำลังซื้อลดลง
       
       ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคจะพบว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มตลาดกลาง-บน ระดับราคาประมาณ 4 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป หรือราคาตั้งแต่ 100,000 บาทต่อตารางเมตร แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดดังกล่าวมีกลุ่มเก็งกำไรและกลุ่มนักลงทุนบ้าง แต่ไม่น่ากังวลเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง น่าจะไม่มีการทิ้งเงินดาวน์ ส่วนกลุ่มตลาดล่างราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ดีมานด์มีการชะลอตัวมากสุด เพราะเป็นกลุ่มที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง
       
       ส่วนภาพรวมตลาดคอนโดฯ ในต่างจังหวัดยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากมีซัปพลายคอนโดมิเนียมสะสมมาก แต่พบว่า บางจังหวัดเริ่มมีสัญญาที่ดีขึ้นเช่น ภูเก็ต หัวหิน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีสต๊อกคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ในต่างจังหวัด 8 โครงการ และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 โครงการ จะแล้วเสร็จในปีนี้ และปีหน้า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นระดับราคา 2 ล้านบาท ซึ่งสต๊อกดังกล่าวถือว่าไม่มากนัก และมีสต๊อกที่อยู่ในกรุงเทพฯ อีกกว่า 1,000 ล้านบาท
       
       “บริษัทได้ปรับตัวตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจไม่ดีตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ด้วยการปรับอัตราการเก็บเงินดาวน์เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 10% เป็น 15-20% พร้อมทั้งได้ขยายฐานลูกค้าไปจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ 20-25% เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว” นายอุทัย กล่าว
       
       นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย โดยล่าสุด ได้นำที่ดินของบริษัทซึ่งเดิมจะสร้างคอนโดมิเนียมก่อนขาย มาเปิดโครงการ เดอะไลน์ สุขุมวิท 71 พัฒนาภายใต้บริษัท บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ทรี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กับแสนสิริ มูลค่า 2,000 ล้านบาท พื้นที่ 1.3 ไร่ สูง 28 ชั้น จำนวน 291 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 29-62 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นประมาณ 4-10 ล้านบาท หรือ 1.5 แสนบาทต่อ ตร.ม.
       
       โดยจะเปิดขายลูกค้าต่างประเทศก่อนในวันที่ 1-2 ส.ค.นี้ พร้อมกันในฮ่องกง สิงคโปร์ และขยายตลาดใหม่ คือ ไต้หวัน ตั้งเป้าหมายลูกค้าต่างชาติ 40% ส่วนในไทยจะเปิดขายวันที่ 8-9 ส.ค.นี้ โดยจัดโปรโมชัน Ready to move in สำหรับลูกค้าที่ซื้อจะได้รับการันตีผลตอบแทนค่าเช่า 5-6% ต่อปี
       
       ทั้งนี้ ทำเลพระโขนง นับเป็นอีกทำเลกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจที่รองรับการขยายตัวพื้นที่ชั้นในย่านท่องหล่อ-เอกมัย ที่เป็นศูนย์รวมธุรกิจการค้า และความบันเทิง ที่ปัจจุบันราคาที่ดินได้มีการปรับขึ้นไปสูงมาก หากเป็นที่ดินติดริมถนนราคาขึ้นไป 1 ล้านบาทต่อ ตร.ม.แล้ว จึงทำให้พระโขนง เป็นทำเลใหม่ที่มีดีมานด์สูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากราคาค่าเช่าที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 13% ในระยะเวลา 2 ปี มาอยู่ที่ 492 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน หรือประมาณ 1.7-2.1 หมื่นบาทต่อเดือน
       
       สำหรับยอดขายคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีแรกทำแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายทั้งปี 22,000 ล้านบาท และปัจจุบันมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) กว่า 31,000 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 15,000 ล้านบาท ที่เหลือทยอยรับรู้ในอีก 1-2 ปี

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000085157&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4
       

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สำรวจสินเชื่อไม่ผ่านพุ่ง35% กระทบทั้งวงการ จัดสรรลุ้นลูกค้ารับโอน


สำรวจอัตราปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 5-35% กระทบทั้งวงการ "แสนสิริ-โกลเด้นแลนด์" ชี้ลูกค้ามีหนี้เพิ่มจากบัตรเครดิต-ผ่อนรถคันแรก "เพอร์เฟค" งัดกลยุทธ์ขายก่อนสร้าง-ยืดเงินดาวน์ "เสนาฯ" ทำพรีแอปพรูฟ "ออริจิ้น-ปริญสิริ" สกรีนลูกค้าเข้ม

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจอัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านหรือรีเจ็กต์เรตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 6 บริษัท ได้แก่ บมจ.แสนสิริ, บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค, บริษัท โกลเด้นแลนด์ เรสซิเด้นซ์ กรุ๊ป, บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ บมจ.ปริญสิริ พบว่า อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่าง 5-35% (ดูตารางประกอบ) นับเป็นอัตราสูงทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2557 ที่ผ่านมา


แสนสิริ-โกลด์ชี้ลูกค้าหนี้ท่วม

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวสูง บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า อัตราลูกค้ากู้ไม่ผ่านของคอนโดมิเนียมแสนสิริมีสัดส่วน 10-15% ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าระดับกลาง-ล่าง แบรนด์เดอะเบสกับดีคอนโด ราคา 1-2 ล้านบาท ถือว่าทรงตัวเนื่องจากบริษัทปรับตัวรองรับโดยเพิ่มเงินดาวน์เป็น 15% ส่วนสาเหตุที่กู้ไม่ผ่านเกิดจากลูกค้าเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ทำให้ติดเครดิตบูโร จากภาระหนี้บัตรเครดิตและผ่อนรถ รวมทั้งมีรายได้ไม่เพียงพอ

นายภวรัญชน์ อุดมศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท โกลเด้นแลนด์เรสซิเด้นซ์ กรุ๊ป ในเครือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า โกลเด้นแลนด์มีอัตราปฏิเสธสินเชื่อลูกค้าทาวน์โฮม 30-35% จากลูกค้ากลุ่มนี้มีหนี้บัตรเครดิตกับหนี้รถคันแรกจำนวนมาก บางรายมีปัญหาลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันจนทำให้ตนเองมีชื่อติดเครดิตบูโร เป็นต้น

การปรับกลยุทธ์รองรับคือ ยืดระยะเวลาผ่อนดาวน์สูงสุด 6 เดือน รวมทั้งเจรจาขอให้ลูกค้าเปลี่ยนยูนิตทาวน์โฮมที่จองซื้อจากโซนด้านหน้าที่สร้างใกล้แล้วเสร็จ เป็นโซนด้านในที่การก่อสร้างช้ากว่า เพื่อให้มีระยะเวลาจ่ายหนี้อื่น ๆ ให้เรียบร้อยก่อนโอน 

PF ยืดดาวน์-ขายก่อนสร้าง

นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต รองประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวว่า โครงการเพอร์เฟคบางโครงการมีสัดส่วนลูกค้ากู้ไม่ผ่าน 15-20% เทียบจากฐานปี 2556 ที่เคยมีเพียง 10-15% เกิดจากติดแบล็กลิสต์ผิดนัดชำระหนี้ เช่น บัตรเครดิต ผ่อนรถ

"เราแก้ปัญหานี้ด้วยการทำพรีแอปพรูฟคุณสมบัติลูกค้าก่อนจอง หากพบว่ามีแนวโน้มกู้ไม่ผ่านจะแนะนำให้หาผู้กู้ร่วม ขณะเดียวกัน โครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ก็เพิ่มสัดส่วนบ้านสั่งสร้างมากขึ้น จากเดิมจะลงทุนบ้านสร้างก่อนขาย 75% ของโครงการ เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาผ่อนดาวน์เพิ่มเป็น 6-7 เดือน เท่ากับเป็นการขยายงวดผ่อนดาวน์ ตอนจะโอนลูกค้ากู้ธนาคารน้อยลง โอกาสกู้ผ่านก็มีมากขึ้น" 

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า สัดส่วนลูกค้ากู้ไม่ผ่านอยู่ที่ 8-10% เทียบกับตลาดโดยรวมแล้วอาจมองว่าน้อยกว่า แต่เกิดจากนโยบายทำพรีแอปพรูฟลูกค้าก่อนทำสัญญา ตัวเลขจึงลดลง

แอลพีเอ็นแนะคุยแบงก์

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์กล่าวว่า ปัญหาลูกค้ากู้ไม่ผ่านเป็นประเด็นสำคัญของบริษัทเพราะเน้นทำตลาดล่างซึ่งลูกค้ามีเครดิตต่ำ แนวทางแก้ปัญหาคือพยายามสื่อสารกับสถาบันการเงินถึงข้อดี 2 ข้อในการปล่อยกู้ก้อนเล็กให้กับผู้กู้หลายราย คือ 1.โอกาสเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่มีน้อยลง 2.ธนาคารจะมีฐานลูกค้ามากขึ้นสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ออริจิ้น-ปริญสิริสกรีนลูกค้า

นายพีระพงษ์ จรูญเอก กรรมการบริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวลเรื่องลูกค้ากู้ไม่ผ่าน เพราะสัดส่วนลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้านมีเพียง 5-10% มาจากนโยบายไม่เน้นเร่งปิดการขาย และกำชับให้พนักงานขายสกรีนลูกค้าโดยมองว่าปัญหาอัตราปฏิเสธสินเชื่อสูงของตลาดในภาพรวมเกิดจากกลุ่มลูกค้าเก็งกำไรมากกว่า

นายอุเทน คงสุนทรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ปริญสิริ เปิดเผยว่า สัดส่วนลูกค้ากู้ไม่ผ่านมีประมาณ 20% ในเซ็กเมนต์ลูกค้าระดับซีบวก หรือคอนโดฯราคา 1.7-1.8 ล้านบาท, ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวราคา 5 ล้านบาท ส่วนลูกค้าระดับบน เช่น บ้านเดี่ยวเกิน 10 ล้านบาท คอนโดฯ ราคา 6 ล้านบาทไม่มีปัญหาเรื่องเครดิต รวมทั้งลูกค้ากว่าครึ่งซื้อด้วยเงินสด ในส่วนปัญหาถูกปฏิเสธสินเชื่อบริษัทแก้ปัญหาด้วยการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ซื้อเข้มข้น กับให้คำแนะนำด้านการเงินมากขึ้น

Cr.http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1437887233

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

“เดอะ เดค” คอนโดใจกลางป่าตอง พร้อมโอน ส.ค.นี้ โดนใจนักลงทุนไทย-ต่างชาติ


ศูนย์ข่าวภูเก็ต - “เดอะ เดค” โครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรกของแสนสิริ ตั้งอยู่ใจกลางป่าตอง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติที่ต่างมั่นใจในแบรนด์ และคุณภาพของโครงการ ลูกค้ากว่า 95% ซื้อเพื่อการลงทุน ด้านยอดขายทะลุกว่า 60% ล่าสุด งานก่อสร้างด้านโครงสร้างเสร็จ 100% และอยู่ในขั้นตอนของการติดตั้งระบบ และงานตกแต่ง พร้อมให้ลูกค้าโอนสิงหาคม 2558 นี้ 
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การก่อสร้างของโครงการเดอะ เดค คอนโดมิเนียมตากอากาศใจกลางป่าตอง ดำเนินไปตามกำหนดการที่วางไว้ โดยในการก่อสร้างเรื่องของโครงสร้างได้เสร็จเรียบร้อย 100% แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนการทดลองระบบ รวมไปถึงงานด้านสถาปัตยกรรมซึ่งคืบหน้าไปมากกว่า 90% และคาดว่าโครงการจะเสร็จสิ้นเรียบร้อยในเดือนสิงหาคมนี้ แสนสิริ ได้กำหนดให้ลูกค้าได้ทำการโอนระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2558 นี้ เป็นต้นไป ซึ่งลูกค้าสามารถปล่อยเช่าได้ในช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้อีกด้วย” 
        โครงการเดอะ เดค เกิดจากการเล็งเห็นถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดมิเนียมตากอากาศในทำเลที่ดีเพื่อเป็นที่พักตากอากาศ รวมทั้งลงทุนปล่อยเช่า โดยลูกค้าส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาพักผ่อนที่ชายทะเลป่าตอง ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า แสนสิริ จึงพัฒนาโครงการให้มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ ด้วยไฮไลต์รูปแบบระเบียงห้องที่มีขนาดใหญ่ สามารถใช้พื้นที่ริมระเบียงทั้งนั่งชมวิว และอาบแดดได้จริงๆ และห้องหน้ากว้างที่มีห้องน้ำที่สามารถมองเห็นวิวได้ในมุมกว้างซึ่งทั้งทำเล และรูปแบบโครงการต่างได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าทั้งจากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติโดยเฉพาะในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และยุโรป รวมทั้งคนไทย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าชาวไทย 35% และนักลงทุนจากต่างชาติ 65% โดยโครงการ เดอะ เดค ได้รับผลตอบรับที่ดีในเรื่องการขายซึ่งปัจจุบันมียอดขายถึง 60%
       
       ป่าตอง นับได้ว่ามีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โครงการเดอะ เดค จะกลายเป็นคอนโดมิเนียมตากอากาศยอดนิยมใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ เนื่องจากโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ดีไซน์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน การคาดการณ์ของอัตราการเช่าคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมของป่าตองนั้นอยู่ในอัตราระดับดีมาก โดยห้องสตูดิโอ อัตราเช่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 20,00-30,000 บาทต่อเดือน ยูนิตแบบ 1 ห้องนอน อัตราเช่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท ยูนิตแบบ 2 ห้องนอน อัตราเช่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 45,000-70,000 บาทต่อเดือน

“เดอะ เดค” คอนโดใจกลางป่าตอง พร้อมโอน ส.ค.นี้ โดนใจนักลงทุนไทย-ต่างชาติ
        “ทั้งนี้ ผู้ที่ซื้อโครงการเดอะเดค ยังสามารถเข้าร่วมบริการพิเศษ Rental for the Holidays ซึ่งมอบฟรีเฟอร์นิเจอร์แพกเกจ และการันตีผลตอบแทนสูงถึง 9% เป็นเวลา 2 ปี นอกจากนั้น เรายังมีบริการผู้ช่วยพิเศษระดับมาตรฐานโรงแรมชั้นนำ Plus Concierge (พลัส คอนเซียร์จ) คอยให้บริการอย่างครบวงจร ” นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติม
      
       โครงการ “เดอะ เดค” ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการประมาณ 5 ไร่ ใจกลางป่าตอง ตั้งอยู่บนถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต อยู่ใกล้กับชายหาดป่าตอง และศูนย์การค้าจังซีลอน เพียง 5 นาที ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร มีห้องชุดพักอาศัย จำนวน 270 ยูนิต ประกอบด้วย ห้องพัก 3 รูปแบบ คือ ห้องสตูดิโอ ขนาด 29.50-38.50 ตร.ม., ห้องชุด 1 ห้องนอน ขนาด 40.50-50.50 ตร.ม., ห้องชุด 2 ห้องนอนขนาด 63-75 ตร.ม. นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งสระว่ายน้ำ 2 แห่ง คือ สระว่ายน้ำขนาด 50 เมตรพร้อมสระจากุซซี่ และสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าที่สามารถชมวิวชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ต พร้อมพื้นที่เตียงอาบแดด ห้องฟิตเนสที่พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายที่ทันสมัย พื้นที่สวนสวย และพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ กับกลุ่มเพื่อน และครอบครัว เช่น บาร์บีคิว เทอเรส เป็นต้น อินเทอร์เน็ตไร้สายที่ครอบคลุมบริเวณสระว่ายน้ำและระบบรักษาความปลอดภัยกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมที่จอดรถบริเวณโครงการฯ
“เดอะ เดค” คอนโดใจกลางป่าตอง พร้อมโอน ส.ค.นี้ โดนใจนักลงทุนไทย-ต่างชาติ
        โครงการเดอะ เดค คอนโดมิเนียม คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในเดือนสิงหาคม 2558 นี้ สามารถเข้าชมโชว์ยูนิตภายในอาคารจริงได้แล้ววันนี้ โดยนัดหมายผ่านทาง thedeck@sansiri.com ราคาเริ่มต้น 4.6 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com หรือสอบถามข้อมูล โทร.1685

Cr.http://manager.co.th/

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทุกข์ของคนซื้อบ้าน ใช่ว่า “แบรนด์ดัง” จะไม่มีปัญหา! “เอพี-แสนสิริ-พฤกษา-ควอลิตี้เฮาส์” มีหมด


ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -“บ้าน” นับเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่คนคนหนึ่งอาจจะซื้อได้เพียงหลังเดียวในชีวิต ทำให้ต้องคิดแล้วคิดอีก เลือกแล้วเลือกอีก ทั้งทำเลซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของบ้าน และชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์
       
       แต่ใช่ว่าทุกคนจะสมหวังกับบ้านที่ตัวเองเลือกเสมอ เพราะที่ผ่านมาปรากฏข่าวคราวปัญหาหรือที่เรียกว่า “ทุกข์ของคนซื้อบ้าน” ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง บางรายประสบปัญหา บ้านไม่ได้คุณภาพ ตั้งแต่ปัญหาเล็กไปจนถึงปัญหาใหญ่ ซึ่งต้องบอกว่าอยู่ที่ดวงจริงๆ เพราะแทบจะไม่มีผู้ประกอบการรายไหนไม่มีปัญหาเรื่องงานก่อสร้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดปัญหาแล้วรีบเข้าไปดำเนินการแก้ไขหรือซ่อมแซมให้ลูกบ้านหรือไม่ หากรีบดำเนินการแก้ไข ซ่อมให้ก็ถือว่าดี มีจริยธรรมในการประกอบการวิชาชีพ แต่หากปฏิเสธการรับผิดชอบก็นับเป็นทุกข์ของคนซื้อบ้านขนานแท้
       
       “AP” อ่วม บ้านกลางกรุงทรุดกว่า 200 หลัง
       
       โครงการบ้านที่มีปัญหาราย ล่าสุด โครงการบ้านกลางกรุง เดอะ รอยัล เวียนนา (The Royal Viena) รัชวิภา ที่เกิดการทรุดกว่า 200 หลัง โดยตัวแทนลูกบ้านระบุว่า ถนนของหมู่บ้านทรุดตัวและดึงหน้าบ้านของลูกบ้านลาดเอียงลง ในส่วนของพื้นบ้านมีการทรุดตัว โดยเฉพาะบริเวณหน้าบ้านและหลังบ้านไม่มีเสาเข็ม เป็นแอ่งกระทะ พื้นปูดบวม ประตูรั้วบ้านปิดไม่ได้ ตัวบ้านบางส่วนมองเห็นเป็นโพรงลึก โดยเริ่มมีปัญหาพื้นถนนทรุดตัวเห็นชัดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และค่อยๆ ทรุดตัวลงเรื่อยๆ
       
       สรุปรวมก็คือ มีบ้านที่ทรุดหนัก 69 หลัง บ้านที่มีรอยร้าวแผลเล็กน้อยทรุดไม่มาก 213 หลัง และได้ร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งสคบ.ได้เข้าไปทำการตรวจสอบเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา
       
       นายสิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาของโครงการดังกล่าวเกิดจากการทรุดตัวของดินตามปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โครงสร้างหลักของบ้านใช้เสาเข็มยาว แข็งแรงไม่มีปัญหา แต่ปัญหาการทรุดตัวที่เกิดขึ้น เป็นส่วนของลานซักล้างหลังบ้านและพื้นที่จอดรถหน้าบ้าน ซึ่งพื้นที่ทั้งสองส่วนเกือบทุกโครงการจะตอกเสาเข็มสั้นหรือบางโครงการไม่ตอกเสาเข็มแต่ใช้วิธีอัดพื้นแข็งและเทซีเมนต์ทับ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปพื้นที่ซักล้างและลานจอดรถจะทรุดตัวเกือบทุกโครงการ
       
       การที่โครงการดังกล่าวทรุดตัวลงมาก 50-60 เซนติเมตร อาจเกิดจากการถมดินที่สูงเกินไปจึงทำให้เกิดการทรุดตัวมากดังกล่าว ซึ่งบางหลังมีการต่อเติมเพิ่มพื้นรับน้ำหนักมากทำให้พื้นทรุดมาก บางหลังส่วนที่ต่อเติมนำมายึดกับตัวโครงสร้างหลักทำให้เกิดการแตกร้าว
       
       อย่างไรก็ตามจะต้องดูว่าการทรุดตัวเริ่มเข้าที่หรืออยู่ตัวหรือยัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะอยู่ตัว หรือจะมีการทรุดตัวเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนแนวทางการแก้ไข ทำได้ด้วยการรื้อตอกเสาเข็มบริเวณที่ทรุดตัวจะช่วยได้ ซึ่งปัจจุบันการตอกเสาเข็มไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีเทคโนโลยีในการตอกใหม่ๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใหญ่จนทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการตอกเยอะเช่นในอดีต
       
       นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ข้อควรแนะนำสำหรับผู้ที่จะซื้อบ้านใหม่ หากไม่ต้องการให้พื้นลานจอดรถและลานซักล้างหลังบ้านทรุดตัว หากโครงการไม่ได้ตอกเสาเข็มหรือใช้เสาเข็มสั้น ควรเจรจากับทางโครงการหรือจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ทางโครงการตอกเสาเข็มยาวเพื่อป้องกันปัญหาการทรุดตัวในอนาคต
       
       ด้านนายวิษณุ สุชาติล้ำพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ APกล่าวถึงปัญหาการทรุดตัวของโครงการ บ้านกลางกรุง เดอะ รอยัล เวียนนา ว่า ปัญหาการทรุดตัวน่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ การทรุดตัวโดยปกติของพื้นที่กรุงเทพที่ปกติจะทรุดตัวปีละ 1-2 เซนติเมตร และดินทรุดตัวจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปี 2554 แม้ว่าพื้นที่ภายในโครงการจะไม่ท่วม แต่พื้นที่โดยรอบท่วม ประกอบกับโครงการติดกับคลองเปรมประชากรจึงทำให้พื้นดินทรุดตัวมากดังกล่าว ซึ่งโครงการดังกล่าวพัฒนามานาน โดยสร้างเสร็จและโอนบ้านหลังแรกเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา
       
       “เมื่อบริษัทได้รับแจ้ง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ 2 ครั้งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 และ 10 พฤศจิกายน 2557 โดยพบว่าบ้านที่มีการทรุดตัวเกินกว่า 10 เซนติเมตรมีจำนวน 41 หลัง ที่เหลือเป็นการทรุดตัวน้อยกว่า 10 เซนติเมตร ซึ่งบ้านในโครงการดังกล่าวพื้นที่ซักล้างและส่วนพื้นที่จอดรถจะก่อสร้างแบบอัดพื้นแข็งไม่ได้ตอกเสาเข็ม เททับด้วยซีเมนต์เวลาผ่านไปพื้นจึงทรุดตัวตามการทรุดตัวของกทม.”
        
       สำหรับแนวทางการช่วยเหลือที่ผ่านมาได้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ บ้าน และสาธารณูปโภค โดยบ้านบริษัทกำหนดว่าหากทรุดตัวเกินกว่า 10 เซนติเมตร จะซ่อมให้โดยบริษัทจะจ่าย 70% ของค่าซ่อม ส่วนอีก 30% ลูกบ้านเป็นผู้จ่าย แนวทางการซ่อมแซมแบ่งเป็น 2 แนวทางคือ 1.บริษัทจ่ายเงินให้ ลูกบ้านเป็นผู้หาช่างมาซ่อมเอง 2.ใช้ช่างซ่อมของบริษัท ลูกค้าแสดงความจำนงซ่อมเอง 23 หลัง ส่วน 18 หลังบริษัทซ่อมให้ รวมเป็นเม็ดเงินที่บริษัทต้องจ่ายประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการทรุดตัวไม่ถึง 10 เซนติเมตรซึ่งบริษัทไม่ได้รับซ่อม ส่วนการซ่อมสาธารณูปโภคส่วนกลาง ได้แก่ ถนน สโมสร สระว่ายน้ำ กล้องวงจรปิด และซุ้มหน้าโครงการ รวมเป็นเงิน 13.3 ล้านบาท ปัจจุบันซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม หากทาง สคบ.และผู้เชี่ยวชาญได้เข้าทำการสำรวจ ตรวจสอบเรียบร้อย และมีข้อสรุปอกมาว่าจะให้บริษัทดำเนินการแก้ไขอะไรบ้าง บริษัทพร้อมและยินดีที่จะรีบดำเนินการ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป
       
       “พฤกษา” ตอกเสาเข็มพลาดไม่ได้มาตรฐาน
       
       ก่อนหน้าข่าวลูกบ้านเอพีเพียง 1 สัปดาห์ก็มีข่าวบ้านใน โครงการ เดอะ แพลนท์ บางแค ของบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ตอกเสาเข็มไม่ได้มาตรฐานทำให้ตัวบ้านร้าว แต่การซ่อมแซมกลับล่าช้าตามช่างหลายครั้งกว่าจะมาซ่อมบ้านให้กระทั้งล่าสุดได้มาขุดหลุมเพื่อทดสอบเสาเข็ม แต่กลับไม่มาปิดหลุมรวมเวลานานนับ 10 เดือน ที่ผ่านมาได้พยายามติดต่อผ่านหลายช่องทาง โครงการ บริษัท Call Center แต่กลับเงียบเฉย จนกระทั่งลูกบ้านต้องออกมาตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป ซึ่งก็ได้ผลทางโครงการติดต่อกลับไปทันที และเรื่องรู้ไปถึงผู้บริหาร
       
       สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ การเข้าไปดูพื้นที่ในทันที โดยเบื้องต้นระบุว่าเสาเข็มไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมที่จะรีบดำเนินซ่อมบ้านให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาตอกเสาเข็มให้ ทำให้ควบคุมงานไม่ทั่วถึง และโชคดีที่เกิดปัญหาเพียงหลังเดียว
       
       “แสนสิริ” -“ควอลิตี้เฮ้าส์” ก็เจอปัญหา
       
       ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวบ้านไม่ได้มาตรฐานออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ บ้านเศรษฐสิริ ประชาชื่น ที่แตกลายงา ราคาบ้าน 10 ล้านบ้าน ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), บ้านลัดดารมย์ ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ ราคา 8 ล้านบาทของบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นราทั้งหลัง , บ้านทาวน์โฮม Garden Square สุขุมวิท 77 น้ำรั่วซึมราขึ้นทั้งหลัง บ้านราคา 15 ล้านของบริษัทแสนสิริ, บ้าน Palazzo หลังคาโรงจอดรถหล่นใส่รถ ของเอพี, บ้านสราญสิริ แจ้งวัฒนะ - ติวานนท์ มีรูรั่วรอบบ้าน ของแสนสิริ
       
       นอกจากนี้ มีอีกหลายโครงการที่ไม่ได้กล่าวถึง
       
       ทั้งนี้ ความผิดพลาดในงานก่อสร้างย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ความใส่ใจ บริหารหลังการขาย การดูแลลูกค้าเมื่อมีปัญหา กระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหา รีบส่งทีมช่างช่วยซ่อมบ้านให้กับลูกค้าเร็วแค่ไหนต่างหากที่จะทำให้ความรู้สึกของลูกบ้านดีขึ้นมาได้หลังจากที่บ้านมีปัญหา และที่กลายเป็นข่าวขึ้นมาส่วนใหญ่แล้วเกิดจากพนักงานไม่สนใจ ไม่รีบแก้ไขปัญหาให้ลูกบ้าน จนต้องร้องเรียนผ่านสื่อ ผ่านโซเชียลมีเดียทำให้ข่าวสารกระจายได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ปัญหาได้รับการดูแลทันที พร้อมกับภาพลักษณ์ที่เสียหายของบริษัท
       
       ดังนั้น ผู้ประกอบการควรรีบดำเนินแก้ไข หรือซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แล้วเสร็จ ดีกว่าที่จะให้ลูกค้าออกมาร้องเรียนผ่านสื่อต่างๆ เพราะสุดท้ายก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

Cr.http://manager.co.th/