วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

แสนสิริเผยงาน “NOW OR NEVER” ดันยอดโปรแซ่บ ก.ย. แตะ 1,000 ลบ.



        
แสนสิริ มั่นใจโกยรายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท ตามเป้าแน่นอน หลังเห็นกระแสความต้องการบ้านพร้อมอยู่มาแรงสวนกระแสเศรษฐกิจดันยอดโอนปีนี้โตต่อเนื่อง ปลื้มยอดขายคอนโดพร้อมอยู่ภายใต้แคมเปญ “NOW OR NEVER” คอนเซ็ปต์ “แซ่บ เผ็ด ร้อน กับยูนิตสุดฮอต” พุ่งเกินเป้า ยอดขาย 3 วัน ทะยานสู่ 600 ล้านบาท โตจากเป้า 300 ล้านบาท ที่ 200% จากการจัดงานที่สยามพารากอนเมื่อ 25-27 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายรวมบ้านพร้อมอยู่เดือน ก.ย.ในแคมเปญนี้พุ่งถึง 1,000 ล้านบาท พร้อมปิดการขายสวยงาม 4 โครงการ
       
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งานขายคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ภายใต้แคมเปญ “NOW OR NEVER” ที่จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้รับการตอบรับที่ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้บริษัทสามารถกวาดยอดขายไปได้ถึง 600 ล้านบาทได้ในเวลาเพียง 3 วัน สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 300 ล้านบาท ถึง 200% พร้อมยังสามารถปิดการขายโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ไปได้ถึง 4 โครงการ ซึ่งลูกค้าที่ซื้อทั้ง 4 โครงการจะทำการโอนภายในปีนี้ จึงทำให้บริษัทคาดการณ์ว่า จะมีการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส 4 ปีนี้ และทำให้มีตัวเลขรายได้รวม 36,000 ล้านบาท ตามที่วางเป้าหมายไว้ได้
       
       ทั้งนี้ ภายในงานโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคา 2-5 ล้านบาท ขายดีที่สุด ส่วนทำเลที 77 (T77) บนถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) มียอดขายต่อเนื่องมากที่สุดในกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นที่นิยมของทั้งชาวไทย และต่างชาติในการซื้อเพื่ออยู่เอง และลงทุนปล่อยเช่า เพราะใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ ขณะที่หัวหินเป็นเมืองตากอากาศที่มียอดขายสูงสุด เพราะเป็นเมืองที่คนกรุงเทพฯ นิยมไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดมากที่สุด
       
       “การตอบรับกิจกรรมส่งเสริมงานขาย “NOW OR NEVER” อย่างอบอุ่นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทรีสอร์ตคอนโดมิเนียมพร้อมเข้าอยู่ยังในระดับดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวอย่างไตรมาส 4 ของปี ทั้งจากผู้ที่ต้องการบ้านหลังที่ 2 เพื่อพักผ่อนในเมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงของไทย ตลอดจนยังชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่ของการลงทุนของนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ที่การลงทุนไม่เพียงแต่สามารถปล่อยเช่าคอนโดระยะยาวในฤดูกาลท่องเที่ยวได้ผลตอบแทนจากค่าเช่าในอัตราสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ยูนิตที่ซื้อลงทุนเป็นสถานที่พักผ่อนได้ในช่วงโลว์ซีซันได้อีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมภายในงาน คือ ทำเลโดดเด่น สามารถปล่อยเช่า หรือขายต่อได้ราคา แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ที่ทำให้มั่นใจว่ามูลค่ารวมของโครงการจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีจากการบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบโครงการ ตลอดจนโปรโมชัน และราคาที่เหมาะสมคุ้มค่าต่อการลงทุน”
       
       นอกจากคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 16 โครงการ ราคาระหว่าง 1.1-30 ล้านบาท ที่มามอบสิทธิพิเศษในกิจกรรมส่งเสริมการขายแคมเปญ “NOW OR NEVER” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แซ่บ เผ็ด ร้อน กับยูนิตสุดฮอต” ที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 25-27 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว แสนสิริ ยังได้จัดโปรโมชันสำหรับโครงการบ้านพร้อมอยู่ในทำเลต่างๆ ทั่วประเทศภายใต้แคมเปญเดียวกันในช่วงเดือนกันยายนอีกด้วย โดยสามารถปิดการขายโครงการแนวราบได้ 1 โครงการ คือ ฮาบิทาวน์ ท่าข้าม-พระราม 2 ซึ่งเมื่อรวมยอดขายแนวราบกับแนวสูงภายใต้แคมเปญนี้ตลอดเดือนกันยายนนี้ คาดว่าจะสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 1,000 ล้านบาท
       
       “แสนสิริเชื่อว่ารีสอร์ตคอนโดพร้อมอยู่ทั้งในหัวหิน พัทยา ภูเก็ต และเขาใหญ่ จะมียอดขายโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งชาวไทย และต่างชาตินิยมเดินทางไปพักผ่อนตากอากาศซึ่งอาจจะมีส่วนหนึ่งใช้เป็นโอกาสไปเลือกซื้อคอนโดตากอากาศด้วย ทั้งนี้ เพื่อเตรียมตอบรับต่อดีมานด์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แสนสิริจึงได้เตรียมจัดงานแคมเปญ “NOW OR NEVER” ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 1-7 ตุลาคมนี้ นำโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ 11 โครงการ มามอบข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงานเท่านั้น ซึ่งคาดว่างานนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างเช่นที่กรุงเทพฯ อีกเช่นเคย”

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

อนาคตใหม่ในกัมพูชา (2) "กัมปอตซิเมนต์" 2 ล้านตันป้อนใน ปท.


โรงงานผลิตปูนซีเมนต์นอกประเทศไทยแห่งแรกในกลุ่มอาเซียนของเครือเอสซีจีอยู่ที่กัมพูชาในนาม"บริษัทกัมปอตซิเมนต์ จำกัด" เริ่มลงทุนเมื่อปี 2550 ปัจจุบันเพิ่งบรรลุไลน์ผลิตเฟส 2 ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2 ล้านตัน/ปี

ลงทุนเพิ่ม 130 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้ เอสซีจีมีการลงทุนสร้างฐานผลิตปูนซีเมนต์ในอาเซียน 4 ประเทศด้วยกัน คือ กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา สปป.ลาว "อารีย์ ชวลิตชีวินกุล" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรีจินอล เอสซีจีซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ระบุว่า ไตรมาส 2/58 ความต้องการปูนซีเมนต์ในตลาดกัมพูชาเพิ่มขึ้น 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ รวมทั้งใช้ก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ

สถิติครึ่งปีแรก เอสซีจีมีรายได้จากการส่งออกปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างไปยังตลาดกัมพูชา 15% และมีรายได้จากฐานการผลิตในกัมพูชา 16% ของรายได้รวมจากฐานการผลิตทั้งหมดในอาเซียน แนวโน้มความต้องการใช้ยังสูงต่อเนื่อง เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเดินหน้าเพิ่มการลงทุน

"สมหวัง แม้นพิมลชัย" Country Director-Cambodia กล่าวว่า เครือข่ายเอสซีจีตอนนี้ครอบคลุมปูนซีเมนต์ ปูนผสมเสร็จหรือรีดดี้มิกซ์ แผ่นพื้นสำเร็จรูป และกระเบื้องหลังคาคอนกรีต ในปี 2549 เมื่อความต้องการใช้ใกล้ชนเพดานจึงเริ่มสร้างไลน์ที่ 2 ในปี 2556 แล้วเสร็จและเดินเครื่องผลิตจริง เดือน ส.ค. 2558 สำหรับไลน์ผลิตที่ 2 ลงทุนเพิ่ม 130 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังผลิตรวม 2.3 ล้านตัน/ปี

กลยุทธ์ชูคุณภาพเป็นตัวนำ

"ทุกวันนี้ การลงทุนในกัมพูชาจำนวน 2,500 ตัน/วัน นำเข้าปูนจากไทยอีก 2,500 ตัน/วัน ต่อไปจะลดบทบาทนำเข้า"

โอกาสทางธุรกิจทั้งซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง "สมหวัง" ฟันธงไว้เลยว่าตลาดกัมพูชายังเติบโตได้อีกมหาศาล หากโฟกัสเฉพาะชาวกัมพูชา 15 ล้านคนในปัจจุบัน รายได้เฉลี่ย 1,000 เหรียญสหรัฐ/หัว หรือ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แนวโน้มจีดีพีเติบโตปีละ 7.2% ต่อเนื่องใน 5 ปีหน้า ขนาดตลาดจะใหญ่มากเพราะมีสูงถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

กลยุทธ์การแข่งขันจึงต้องเริ่มจาก 1.คุณภาพสินค้า 2.ระบบจัดจำหน่าย ปัจจุบันมีดีลเลอร์หลัก 47 ราย กับซับดีลเลอร์พันกว่าแห่ง นำเสนอสินค้าใหม่สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องเลือกเซ็กเมนต์ให้ชัดเพราะความต้องการลูกค้าเริ่มหลากหลายมากขึ้น

"เราเป็นผู้นำในตลาดกัมพูชาอยู่แล้วทำยังไงให้ยั่งยืนคุณภาพต้องทำให้ดีจุดแข็งสินค้าเราทุกคนยอมรับว่าคุณภาพดีต้องทำงานหนักมากขึ้นในเรื่อง Quality Gap หรือการตัดเซ็กเมนต์"

คำอธิบายของกลยุทธ์ "ตัดเซ็กเมนต์" ปัจจุบันยอดขายปูนพอร์ตแลนด์หรือปูนโครงสร้าง มีสัดส่วน 87% เพราะราคาถูกกว่า ขณะที่ปูนพลาสเตอริ่งหรือปูนฉาบ มีสัดส่วนยอดขายแค่ 13% นั่นคือพฤติกรรมผู้บริโภคยังมีการนำปูนโครงสร้างไปใช้แทนปูนฉาบ ดังนั้น หากจัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้บริโภคใช้ปูนเฉพาะทางให้ถูกต้อง ผลักดันยอดขายปูนพลาสเตอริ่งเพิ่มเป็น 40% รายได้ก็จะโตโดยอัตโนมัติทันที

ทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่

"ศุภกิจ ภู่เจริญศิลป์" ผู้จัดการโรงงาน บริษัทกัมปอตซิเมนต์ ์ อธิบายว่า โรงงานได้รับสัมปทาน 50 ปีจากรัฐบาลกัมพูชา มีพื้นที่ 80 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์เท่ากับ 10,000 ตร.ม.) ล่าสุดสัมปทานยังเหลือเวลาอีก 42-43 ปี ตามแผนไลน์ผลิตมี 4 เฟส เพิ่งลงทุน 2 เฟส อีก 3-4 ปีก็เต็มกำลังผลิตแล้ว มีพนักงานคนท้องถิ่น 461 คน

ระบบการผลิตจะมีกระบวนการทำงานเหมือน "เซมิโอเพ่นฮับ" เจาะภูเขาโดยยังเหลือขอบด้านข้างไว้ ไม่ได้ใช้วิธีทลายเขาทั้งลูก ดังนั้น ด้านบนขอบภูเขาจึงเป็นเหมือนบัฟเฟอร์โซน ทำให้ฝุ่นกับเสียงไม่กระจายตัวออกมารบกวนชุมชนรอบข้าง "ข้อดีคือสิ่งแวดล้อมจะดีมากเพราะใช้ภูเขาไม่หมดทั้งลูก ต้นทุนแบบนี้จะสูงกว่าโรงผลิตปูนทั่วไป แต่เป็นนโยบายของเอสซีจี"

"พงศ์ธนา เดชวิทยาพร" ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ตบท้ายด้วยข้อมูลการทำตลาด จะต้องรักษาความเป็นผู้นำด้านสินค้าคุณภาพ โดยจะมีสินค้าใหม่ทยอยนำเสนอต่อเนื่อง อาทิ กระเบื้องเซรามิกส์ สมาร์ทบอร์ด อิฐมวลเบา เป็นต้น ถือเป็นจุดขายที่ได้เปรียบในเชิงการแข่งขันเพราะผู้บริโภคยอมรับตราสินค้าเป็นอย่างสูง

ผู้บริโภคยอมรับว่าสินค้าคุณภาพเราดี"ตำไรคุณเพียบละออ" แปลตรงตัวว่า สินค้าช้างคุณภาพดี



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

"พินทองทา" เปิดกรุที่ดินชินวัตร ลุยธุรกิจอสังหาฯให้เช่า "เขาใหญ่"


สัมภาษณ์
หลังเปิดตัวลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวจัดตั้งบริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นำที่ดินเก่าของ"ตระกูลชินวัตร" ที่เขาใหญ่ประมาณ 40 ไร่ เนรมิตเป็นโรงแรม-วิลล่า ภายใต้ชื่อ "โครงการ เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่" เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุด "เอม-พินทองทา คุณากรวงศ์ (ชินวัตร)" เตรียมรุกหนักธุรกิจนี้อีกครั้ง หลังเว้นช่วงไปรับบทคุณแม่มือใหม่

"โครงการที่เขาใหญ่นี้เอมดูเต็ม ๆ ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมเอมจะดูน้อยมาก จะเน้นหนักทำโรงแรมมากกว่า บริษัทเรนด์ฯจะมีเอมกับอิ้ง (แพรทองธาร) ช่วยกันดูส่วนพี่พงศ์ (สามี) จะรับผิดชอบดูแลบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โฟกัสการพัฒนาโครงการบ้านกับคอนโดมิเนียมเป็นหลัก ส่วนเรนด์ฯจะดูแลการลงทุนอสังหาฯเชิงพาณิชย์ ที่ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้ทำ "เอม-พินทองทากล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ"

สำหรับโครงการ "เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่" สร้างบนที่ดินประมาณ 40 ไร่ ติดถนนธนะรัชต์ เยื้องกับปาลิโอ้ เป็นที่ดินมรดกของคุณแม่ (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) ซื้อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้ลงทุนก่อสร้างตั้งแต่ที่ดินยังเป็นพื้นดินสีแดง เริ่มพัฒนาก่อน 10 ไร่มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท พัฒนาเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 60 ยูนิต รูปแบบห้องพัก54 ห้อง และพูลวิลล่า 4 หลัง มีบริษัทเรนด์ฯดูการบริหารโครงการให้ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีอัตราเข้าพักอยู่พอสมควร

ส่วนที่ดินเหลืออีกประมาณกว่า 20 ไร่ ยังเก็บไว้รอดูจังหวะตลาด อาจจะพัฒนาเอง หรือให้บริษัทเอสซีฯมาดำเนินการก็ได้ หากจะนำที่ดินมาสร้างเป็นบ้านขาย เราก็ให้เอสซีทำ ในลักษณะคงเป็นการขายที่ดินให้เอสซีนำไปพัฒนาต่อ แต่ยังเป็นเพียงแนวคิดนะคะ ปัจจุบันยังเป็นที่ดินของคุณแม่อยู่

"ที่ดินของคุณแม่มีหลายแปลงมาก (หัวเราะ) แต่เอมจำไม่ได้ว่ามีที่ไหนบ้างแล้ว ซึ่งเอมมาดูว่าเรามีแลนด์แบงก์ตรงไหนบ้าง ตรงที่นี่ (เขาใหญ่) มีศักยภาพหน่อย เอมเลยดึงมาพัฒนาก่อน เอมรอลูกโตอีกนิดหนึ่ง (หัวเราะ) จะมาลุยเต็มที่คราวนี้ บอกแม่ว่าค่อย ๆ ทำไปก่อน"
จากที่ดินเขาใหญ่ "พินทองทา" ได้อัพเดตโครงการคอนโดมิเนียมทำเลสาทรซอย 7 ภายใต้ชื่อ "ฮัดสัน" สไตล์โมเดิร์นนิวยอร์กใกล้สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง

"พินทองทา" เล่าว่า โครงการนี้เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เดิมเป็นอาคารเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สาทรแมนชั่นของครอบครัวและก็นำมารีโนเวตใหม่ เป็นอาคาร 12 ชั้น เพียง 49 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 50-220 ตารางเมตร โดยชั้น 11 และ 12 เป็นแบบเพนต์เฮาส์3 ห้องนอน ชั้นละ 1 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 1.3 แสนบาท มีบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนขาย

ปัจจุบันยังเปิดขายอยู่ มียูนิตเหลือขายประมาณ 3-5 ยูนิตในนี้มีเพนต์เฮ้าส์ 1 ยูนิต จากทั้งหมด 49 ยูนิต ซึ่งกลุ่มลูกค้ามาซื้อเป็นคนไทยที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า เนื่องจากเป็นห้องไซซ์ใหญ่ ปัจจุบันมีปรับราคาเล็กน้อย แต่ราคายังไม่ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ อยู่ในทำเลเดียวกัน เช่น โครงการคอนโดศาลาแดงวัน เป็นต้น

"ธุรกิจอสังหาฯที่เอมทำจะไม่ทับไลน์กับเอสซีฯ ของเราจะเน้นซื้อโครงการเก่าที่มีอยู่แล้วนำมารีโนเวตใหม่ ไม่เหมือนเอสซีซื้อที่ดินมาทำคอนโดฯอย่างที่สาทรเป็นอพาร์ตเมนต์กึ่งโรงแรมเดิม แล้วมารีโนเวตใหม่ทั้งหมด ยกเครื่องระบบลิฟต์ อะไรใหม่หมด เพราะถ้าเราทุบจะไม่ได้ ตามกฎหมายใหม่ที่จะสร้างสูงไม่ได้ติดระยะถอยร่นถนน"

สำหรับโครงการนี้ "พินทองทา" คาดหวังว่า ถ้าขายได้หมดจะมียอดขายรวมประมาณ 700 ล้านบาท



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อีก 17 ปี เมื่อกรุงเทพฯขยาย



การบรรยายพิเศษเรื่อง การสร้างโอกาสจากความเป็นเมือง (Urbanization) ซึ่งผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมืองเป็นผู้บรรยาย ในงานมหกรรมความรู้ ครั้งที่ 4 ที่จัดโดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา 

ประชาชาติธุรกิจ สรุปเนื้อหาในมุมมองของสื่อที่เกี่ยวข้องกับโอกาสธุรกิจมานำเสนอ โดยการบรรยายในครั้งนั้นได้สะท้อนให้เห็นในอีก 17 ปีข้างหน้าด้วยว่า เมื่อผังเมืองเปลี่ยน เทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้นรวดเร็วขึ้น การเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ขณะที่การคมนาคมต่าง ๆ โครงการรถไฟฟ้า ระบบรางที่เกิดขึ้น ทำให้การขนคนจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้ในเวลาอีกไม่นานนั้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

ประการแรก การพัฒนาระบบราง และจุดเปลี่ยนถ่าย สถานีต่าง ๆ จะกลายเป็นแนวโน้มในการฟื้นฟูเมืองรอบ ๆ สถานีทั้ง 246 สถานี ระบบรางจะร่วมกับระบบขนส่งรอง อย่างเช่น เรือ มอเตอร์ไซค์ รถตู้มากขึ้น 

มีธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ตามมา อย่างเช่น การส่งสินค้าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แบบถึงบ้านจะเพิ่มมากขึ้น ในอีกมุมความสะดวกสบาย ทำให้คนจะเคลื่อนไหวน้อยลง เพราะการบริการทุกอย่างจะวิ่งเข้ามาหา ผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมาเช่น พื้นที่การค้าหดตัวเล็กลง ห้างใหญ่ไม่มีความจำเป็น เพราะคนสั่งสินค้าได้ และจัดมาส่งให้ได้ ส่วนตลาดสดต่าง ๆ ก็อาจจะกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองแทนก็ได้ 

ระบบไอซีทียังทำให้ชีวิตเป็นการเรียนรู้ทุกเวลา การพัฒนาฐานข้อมูลของเมือง ทำให้คนเมืองใช้สมาร์ทดีไวซ์ได้ในทุก ๆ ที่สามารถรับข่าวสารได้ตลอด 24 ชั่วโมง เกิดพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบใหม่เพิ่มขึ้น 

เช่นพื้นที่แห่งการพักผ่อนรูปแบบใหม่ ที่การสื่อสารเข้าไปไม่ถึงก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

มีอิสระการทำงาน ทำที่ไหนก็ได้ ส่งงานที่ไหนก็ได้ การทำงานเริ่มยืดหยุ่นมากขึ้น 

ธุรกิจแบบที่เราจะเห็นในปัจจุบันบ้างแล้วคือการแชร์พื้นที่กันทำงานในรูปแบบต่าง เช่น โคเวิร์กกิ้ง สเปซ ที่จะผุดขึ้นอย่างมากในอนาคต ในทางตรงกันข้าม อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ก็จะน้อยลงไป อาจจะเป็นตึกแถวโบราณหรือที่พักอาศัยที่มีอินฟราสตรักเจอร์รองรับครบครัน และกระจายตัวไปตามชุมชน หมู่บ้าน คนอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ศูนย์กลาง หรือเข้าเมืองแบบในปัจจุบัน 

ระบบราชการต่าง ๆ จะหดลง จะมีการรวมศูนย์วันสต็อปมากขึ้น เกิดการรวมภาครัฐ เอกชน เช่น วันสต็อปการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่ร้านสะดวกซื้ออย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ 

รสนิยมการท่องเที่ยว จากการนั่งรถทัวร์ไปที่เดียวกัน ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ระบบไอซีทีจะช่วยติดอาวุธให้กับชาวชุมชนย่านเก่า สามารถที่จะเป็นผู้ประกอบการได้จริง ติดต่อกับลูกค้าและพื้นที่ย่านเมืองเก่าราคาสูงขึ้น แนวโน้มการพัฒนาที่ดินเป็นการเช่ามากกว่าการขายขาด 

เทรนด์อุตสาหกรรมในอนาคต เราจะได้เห็นอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้พื้นที่ขนาดเล็กๆ ดูแลเรื่องมลพิษ มีพื้นที่สีเขียว การใช้เครื่องพรินต์ 3 มิติเข้าช่วยลดขนาดของงาน โดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ ดังนั้นธุรกิจบางชนิดสามารถที่จะกลับเข้าสู่ย่านเมืองเก่า อาคารตึกแถวบ้านพักสามารถทำได้ จึงเป็นโอกาสของย่านเมืองเก่าในอนาคต 

การพัฒนาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เรื่องสิ่งแวดล้อม แนวโน้มจะหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น จากขยะในรูปแบบต่าง ๆ จากการพัฒนาทางจักรยาน ก็จะเป็นที่มาของการผลิตพลังงานและนำไปใช้ต่อไป

ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bangkok250.org/


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อนาคตใหม่ในกัมพูชา (1) จีดีพีหนุนส่งอสังหาฯบูมยาว


ฮ่องกง 2 หรือโครงการสีหนุวิลล์ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ถือเป็นอภิโปรเจ็กต์เพราะมีมูลค่าโครงการถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ กับระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (2554-2562) เป็นหนึ่งในตัวอย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ว่ากันว่ากำลังเข้าสู่ยุคบูมสุดขีด

และเป็นเหตุผลดึงดูดทั้งดีเวลอปเปอร์ตลอดจนผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหลากสัญชาติเข้าไปลงทุน อย่างน้อยที่สุด ภาวะเศรษฐกิจกัมพูชาก็เป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่ง โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่าแนวโน้มอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูงถึง 7.2% ติดต่อกันในระยะ 5 ปีหน้า (2558-2562)

สำหรับนักลงทุนไทย เครือเอสซีจี โดย "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศวิสัยทัศน์เมื่อ 9 ปีที่แล้วว่าเอสซีจีจะเป็นเบอร์ 1 ในตลาดอาเซียน วันนี้และปีนี้จึงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลงานและความสำเร็จในกัมพูชา

บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ต้อง 3 ชั้น

"เฉพาะปีนี้มีการพัฒนา 50 โปรเจ็กต์ในพนมเปญ ตลาดก่อสร้างที่นี่จึงใหญ่มาก"
คำกล่าวของ "คุณโอ้-สุชาติ กัลยาณคุณ" Branding and Marketing Manager เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยจุดเน้นอยู่ที่เป็นโครงการก่อสร้างในหมวดอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งประเภทโรงแรม ศูนย์การค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร รวมทั้งบ้านสร้างเองของผู้มีอันจะกินในกัมพูชา

นั่นหมายความว่า ภาคอสังหาฯ มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ทั้งโครงการจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ รวมทั้งโครงการแนวสูงทั้งคอนโดฯ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ถือว่ามาแรงทีเดียว 

เจาะข้อมูลอสังหาฯให้เช่าแบบรายเดือน รองรับนักลงทุนและผู้บริหารชาวต่างชาติที่ทำงานในกัมพูชา ที่เรียกกว่าลูกค้ากลุ่ม expat "คุณโอ้-สุชาติ" บอกว่า ปัจจุบัน พำนักอยู่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เกรด B+ ออกแบบเป็นห้องชุด พื้นที่ใช้สอย 45 ตร.ม. ค่าเช่าเดือนละ 800 เหรียญสหรัฐ ฟังก์ชั่นมีครบทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ถ้าไม่รวมระเบียง ค่าเช่าจะถูกลงไปอีก 50 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวอย่างของอสังหาฯ ให้เช่าที่เป็นตึกสูงตั้งแต่ 8-15-20 ชั้น

ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ นิยมสร้างแบบ 3 ชั้น เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกอย่างน้อย 3 คน ยุคนี้แม้ว่าคนรุ่นใหม่เมื่อแต่งงานแล้วมักจะแยกตัวออกมาสร้างบ้านอยู่เอง แต่ก็ยังนิยมสร้าง 3 ชั้นอยู่ดี โดยเทรนด์สร้างบ้าน หน้าตาแบบบ้านจะเหมือนเมืองไทย คำเฉลยเป็นเพราะสถาปนิกไทยเป็นคนออกแบบนั่นเอง 

ต่างชาติซื้อคอนโดฯ ได้ 69%

ถัดจากแนวราบมาคุยถึงแนวสูงดูบ้าง "พี่เหลี่ยม-พงศ์ธนา เดชวิทยาพร"Sales and Marketing Manager มีเกร็ดข้อมูลมาฝากว่า ตลาดคอนโดฯ น่าสนใจ เทียบกับเมืองไทย ให้ต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ได้ 49% แต่กัมพูชาให้มากกว่าถึง 69% ในขณะที่การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอกชนกัมพูชาถือครองกรรมสิทธิ์ได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้กับคนต่างชาติแต่อย่างใด

"ดีมานด์หลักมาจากลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีความต้องการเช่าคอนโดฯ หรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์สูงมาก อย่างน้อยซื้อคอนโดฯ เพื่อลงทุนให้เช่าก็ถือว่าคุ้ม"

ในส่วนของราคาที่ดิน เมืองไทยวัดขายเป็น ตร.ว. (เท่ากับ 4 ตร.ม.) ในกัมพูชามีหน่วยวัดเป็น ตร.ม. เห็นบอกว่าราคากลาง ๆ จะตก 5,000 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึงตร.ม.ละ 1-5 หมื่นเหรียญสหรัฐก็มี ราคาบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นกันที่ 7 หมื่นเหรียญ สูงสุด 3 แสนเหรียญสหรัฐ นับว่าไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว

ทำเลเกิดใหม่ 8 หัวเมืองหลัก

สำหรับภาพรวมธุรกิจก่อสร้าง ประเมินว่าสถิติปีนี้ทั้งประเทศมีมูลค่ารวม 33,463 ล้านบาท ตลาดใหญ่สุดกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงพนมเปญ มูลค่า 16,731 ล้านบาท สัดส่วน 50%

ที่เหลือเกลี่ยให้ 8 หัวเมืองหลัก สัดส่วนรวมกัน 34% อาทิ เสียมเรียบ 2,000 ล้านบาท สตึงเตร็ง 1,300 กว่าล้านบาท กำปงโสม 600 กว่าล้านบาท ฯลฯ กับหัวเมืองที่เหลือ รวมกัน 16% มูลค่าตลาด 5,000 กว่าล้านบาท

ในขณะที่แนวโน้มจีดีพีคาดว่าจะโตปีละ 7% ไปอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจก่อสร้างก็มีแนวโน้มเติบโตเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

ศุภาลัยผุดคอนโดพระราม 3 พาร์ค 24 จัดโปรหุ้นแลกห้อง

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป "ศุภาลัย" เปิดคอนโดฯแท่งใหม่ทำเลพระราม 3 ห้องชุดไซซ์เริ่มต้น 34 ตร.ม. เคาะขายเริ่ม 2.5 ล้าน "พาร์ค 24" แหวกสุด ๆ จัดแคมเปญหุ้นแลกห้อง ใจดีนำหุ้นใน SET 50 วางแทนเงินดาวน์ 20% แต่จำกัดจำนวนแค่ 20 ห้องเท่านั้น
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่โซนพระราม 3 แบรนด์ "ศุภาลัย ไลท์ รัชดา-นราธิวาส-สาทร" บนที่ดิน 4 ไร่เศษ ออกแบบเป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ 27 ชั้น 1 อาคาร มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท เตรียมจัดอีเวนต์พรีเซลโครงการ 22-28 ก.ย.นี้ ห้องชุดพื้นที่ใช้สอย 34-135 ตร.ม. รวม 566 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.5-11.8 ล้านบาท เฉลี่ย ตร.ม.ละ 70,900 บาท

สำหรับโปรโมชั่นช่วงพรีเซล ลูกค้าที่จองซื้อรับฟรี เครื่องปรับอากาศ วอลเปเปอร์ ชุดครัว เครื่องทำน้ำร้อน ฉากกั้นอาบน้ำแบบกระจกนิรภัย และวิดีโอดอร์โฟน (เฉพาะยูนิตที่กำหนด)

"จุดเด่นโครงการนี้ บริษัทนำแลนด์แบงก์ที่ถือในมือมานานกว่า 3 ปีมาพัฒนาโครงการ ดังนั้นต้นทุนที่ดินจึงเป็นต้นทุนเก่า โดยบริษัทไม่ได้นำมาบวกในราคาขาย ทำให้ห้องชุดในโครงการนี้มีราคาที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ หรือที่เรียกว่า Affodable"

นายไตรเตชะกล่าวว่า ปีนี้ศุภาลัยมีแผนเปิดตัวแนวราบและแนวสูงรวมกัน 27 โครงการ โฟกัสเฉพาะทำเลใจกลางเมืองเตรียมเปิดตัวใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 22,000 ล้านบาท ผลประกอบการครึ่งปีแรกทำได้ 10,200 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย บริษัทยังมั่นใจว่าสามารถทำได้ตามเป้า จึงไม่ได้ทบทวนหรือปรับลดเป้ารายได้แต่อย่างใด

ในขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 6% เพิ่มเป็น 7% แต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยจะเข้าไปช่วยให้คำแนะนำลูกค้าอย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตรสถาบันการเงิน

นายธงชัย บุศราพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ผลคืบหน้ายอดขายคอนโดฯ พาร์ค 24 เฟส 2 ทำได้มากกว่า 75% เหลืออีก 25% ดังนั้นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจผู้บริโภค จึงได้จัดแคมเปญ "พาร์ค 24 บีลีฟ อิน ไทยแลนด์" ภายใต้แนวคิด "หุ้นแลกห้อง" เงื่อนไขนักลงทุนที่ถือครองหุ้นในกลุ่ม SET 50 สามารถนำหุ้นมาเปลี่ยนเป็นเงินจองและเงินดาวน์ 20% โดยบริษัทจะคำนวณมูลค่าหุ้นจากดัชนีปิดสูงสุดของวันที่ 13 ก.พ. 58 ซึ่งดัชนีสูงสุดปิดที่ระดับ 1,615 จุด โดยจำกัดจำนวนห้องชุดเข้าร่วมแคมเปญเพียง 20 ยูนิต

รายละเอียด พาร์ค 24 เฟส 2 ออกแบบเป็นตึกสูง 29, 44 และ 51 ชั้น จำนวน 3 อาคาร รวม 1,174 ยูนิต ห้องชุดมีให้เลือกแบบ 1-2 ห้องนอน และดูเพล็กซ์ พื้นที่ใช้สอย 25-118 ตร.ม. เฉลี่ย ตร.ม.ละ 2.3 แสนบาท โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จและทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าได้ภายในปี 2561


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

"กทม."ตื่นเช็กบิล คอนโดเช่ารายวัน ขู่โทษติดคุก-ปรับ

คอนโดฯให้เช่ารายวันสะดุดตอไร้กฎหมายควบคุม "สคบ." โบ้ยดูแลเฉพาะปัญหาสัญญาไม่เป็นธรรม "สมาคมนิติบุคคลฯ" แฉเจ้าของโครงการบางรายโอนห้องครึ่งเดียว ที่เหลือปล่อยเช่าแบบโรงแรม แถมกันที่จอดรถไว้รับแขก"กทม." เต้น ส่งหนังสือเวียน 50 เขตตรวจเข้ม ชี้เลี่ยงกฎหมายโรงแรม-ภาษีเงินได้-ใช้อาคารผิดประเภท ขู่จับได้โทษหนักทั้งจำ-ทั้งปรับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสการนำคอนโดมิเนียมปล่อยให้เช่าแบบรายวัน กำลังได้รับความนิยมจากผู้ซื้อหรือเจ้าของห้อง เนื่องจากเป็นทางเลือกในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์รูปแบบหนึ่ง จากเดิมที่มักจะเป็นการปล่อยเช่าแบบรายเดือน ซึ่งผู้เช่ามีวัตถุประสงค์เช่าเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว มีการทำสัญญาเช่าอย่างน้อย 6 เดือน-1 ปี 

ล่าสุด มีคอนโดฯเกิดใหม่จำนวนมาก ทำให้ซัพพลายล้นเกินความต้องการเช่า จึงมีการปรับตัวโดยหันมาเจาะลูกค้าเช่าค้างคืนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก ขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำคอนโดฯให้เช่ารายวันกำลังสร้างปัญหาใหม่ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่เคยมีกฎหมายควบคุมโดยตรงมาก่อน 

สมาคมนิติฯชี้ผิด กม.เพียบ

นาย วิวัธน์ ศรีเจริญวงศ์ นายกสมาคมบริหารสินทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสมาชิกเป็นผู้รับจ้างบริหารนิติบุคคลอาคารชุด เปิดเผย"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในทางกฎหมายแล้ว การนำห้องชุดเปิดให้เช่ารายวันถือว่าผิดกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2478 เพราะไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรม มีผลทำให้ห้องชุดหรืออาคารชุดไม่ได้คุ้มครองผู้บริโภคตามข้อบังคับโรงแรม เช่น กรณีทรัพย์สินผู้เข้าพักสูญหายในพื้นที่ส่วนกลาง จะไม่มีผู้รับผิดตามกฎหมาย

ส่วนนิติบุคคลซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มีหน้าที่ดูแลได้เพียงพื้นที่ส่วนกลาง จึงไม่สามารถยุ่งเกี่ยวหากเจ้าของห้องนำห้องชุดปล่อยเช่ารายวัน แต่สามารถดูแลได้กรณีที่แขกเข้าพักของห้องชุดมาใช้บริการในพื้นที่ส่วนกลาง

"ผู้เช่ามีสิทธิ์ใช้พื้นที่ส่วนกลางตามโควตาของเจ้าของห้องจริง เช่น มีคีย์การ์ดสำหรับใช้สิ่งอำนวยความสะดวก 2 ใบ ผู้เช่าที่มาใช้ก็จะต้องมีไม่เกิน 2 คน ถ้าหากมีการใช้เกินสิทธิ์ นิติบุคคลสามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการได้ ถ้าหากสร้างความเสียหายให้ทรัพย์สิน นิติบุคคลก็จะเรียกเก็บค่าเสียหายกับเจ้าของห้องชุด และถ้านิติบุคคลพบว่าเจ้าของห้องนำห้องชุดไปโฆษณาลักษณะเดียวกับโรงแรม สามารถฟ้องร้องหมิ่นประมาทได้ เพราะถือเป็นการทำให้อาคารชุดเสียชื่อเสียง" นายวิวัธน์กล่าว

เจ้าของห้องชุดรวมตัวโวย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ซื้อคอนโดฯแห่งหนึ่ง โครงการตั้งอยู่ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง ย่านนนทบุรี โดยระบุว่า ประเด็นการนำห้องชุดปล่อยเช่ารายวันสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของห้องชุด ส่วนใหญ่ในโครงการเดียวกัน สาเหตุที่ทราบเพราะเจ้าของห้องชุดหรือเจ้าของร่วมพบข้อความโฆษณาในเว็บไซต์อ โกด้า และมีเพจเฟซบุ๊กด้วย โดยชูจุดขายเป็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา สระว่ายน้ำ และฟิตเนสส่วนกลางลอยฟ้า พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา อัตราค่าเช่าเสนอแพ็กเกจค่าห้องรวมอาหารเช้าด้วย

ทั้งนี้ เจ้าของร่วมที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า เป็นการใช้อาคารผิดประเภท ที่สำคัญมีผลกระทบด้านความปลอดภัยในโครงการ เพราะพฤติกรรมผู้เช่ารายวันมักจะทำตัวฝ่าฝืนกฎระเบียบการพักอาศัยตามปกติ ไม่เหมือนผู้เช่าแบบรายเดือน ดังนั้น จึงได้รวมตัวลงชื่อคัดค้านการนำห้องชุดให้เช่ารายวัน รวมทั้งมีการล่าลายชื่อเพื่อร้องเรียนปัญหาไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ดำรงธรรม กรมสรรพากร และแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน

สคบ.โบ้ยดูแลแค่สัญญาเช่า

แหล่งข่าวจากกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา สคบ. กล่าวว่า การนำห้องชุดปล่อยเช่ารายวันในลักษณะโรงแรม น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2478 แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าผู้กระทำผิดเป็นใคร หากเป็นผู้พัฒนาโครงการและนำอาคารชุดซึ่งไม่ได้จดทะเบียนโรงแรมออกให้เช่า รายวัน น่าจะมีความผิดแน่นอน เพราะถือเป็นการจดทะเบียนผิดประเภท แต่ถ้าหากเป็นเจ้าของห้องรับโอนกรรมสิทธิ์อาจจะต้องตีความก่อนว่าผิดกฎหมาย หรือไม่

"ในส่วน สคบ.ไม่ได้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ถ้าร้องเรียนมาที่ สคบ. ก็จะต้องถูกส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมากกว่า เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในขณะที่ สคบ.จะดูแลเฉพาะกรณีพิพาทด้านสัญญาระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเท่านั้น โดยปกติผู้ร้องเรียนจะเป็นผู้เช่าที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ"

กทม.สั่ง 50 เขตตรวจเข้ม

นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กทม.ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น งานด้านรายได้ งานด้านโยธา ให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการปล่อยให้เช่าคอนโดฯรายวันว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือ ไม่ อย่างไร เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.โรงแรม หากมีการร้องเรียนเข้ามาก็จะเข้าไปตรวจสอบทันที ส่วนการกระทำในลักษณะนี้มีโทษทางกฎหมายทั้งติดคุก ปรับ หรือทั้ง 2 กรณี

นางสมรรัตน์ อรรถนิตย์ ผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักการคลัง กทม. กล่าวว่า ผู้บริหาร กทม.ได้มีหนังสือสั่งการให้เข้าตรวจสอบเกี่ยวกับการปล่อยเช่าคอนโดฯรายวัน ตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมา จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เขตทั้ง 50 เขตดำเนินการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีตาม พ.ร.บ.โรงเรือนและที่ดิน พบว่า มีการลักลอบให้เช่าคอนโดฯที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ และก็จะมีการจัดเก็บตามอัตราสัญญาเช่า เช่น มีการปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท ก็จะจัดเก็บภาษี 15,000 บาท/ปี 

"การทำงานเรื่องนี้มีอุปสรรคไม่ สามารถเข้าไปตรวจสอบคอนโดฯได้ทันที ต้องผ่านนิติบุคคลก่อน จึงอยากขอความร่วมมือ สคบ.เข้าไปตรวจสอบว่ามีโครงการใดที่ใช้อาคารผิดประเภท และแจ้งให้ กทม.เข้าไปตรวจสอบและจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย ส่วนมาตรการอื่นที่จะเข้าไปดำเนินการกับเรื่องนี้ยังไม่มี ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตเข้าไปจัดการก่อน และอยากขอความร่วมมือกับเจ้าของอาคารให้แจ้งเข้ามา เพื่อ กทม.สามารถเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายได้"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า ความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดไว้ว่าโทษในส่วนของอาญา ที่เกี่ยวกับเจ้าของหรือผู้ดำเนินการ กับอาคารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 65 ว่าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเรื่องการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ต้องได้รับใบอนุญาต หรือแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบและปฏิบัติตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Cr.http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1442211606