วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

อสังหาฯ ซบสะเทือนธุรกิจบริหารทรัพย์สิน RIM ปรับกลยุทธ์เน้นรักษาลูกค้าเก่า ชี้ ตจว.แนวโน้มดี

อสังหาฯ ซบสะเทือนธุรกิจบริหารทรัพย์สิน RIM ปรับกลยุทธ์เน้นรักษาลูกค้าเก่า ชี้ ตจว.แนวโน้มดี
ธนันทร์เอก หวานฉ่ำ
        อินเตอร์ เรียลตี้ฯ เผยผู้ประกอบการชะลอพัฒนาโครงการใหม่กระทบธุรกิจบริหารทรัพย์สิน พร้อมงัดกลยุทธ์พัฒนาบริการมุ่งสู่ความเป็นเลิศรักษาฐานลูกค้าเก่า ย้ำตลาดต่างจังหวัดมีแนวโน้มดี เล็งเปิดสำนักงานสาขาขอนแก่น บริการโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดฯ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว 
      
        นายธนันทร์เอก หวานฉ่ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ เรียลตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด (IRM) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะซบเซา ผู้ประกอบการชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการต่างจังหวัด ซึ่งบางแห่งถึงขั้นต้องหยุดการขายเพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริหารทรัพย์สิน เนื่องจากโครงการใหม่ในตลาดมีน้อยลง ในขณะที่โครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว และให้ IRM เข้าไปบริหารทรัพย์สินหลายแห่งได้มีการทบทวนเรื่องรายได้ของนิติบุคคล รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งบางโครงการถึงกับเลิกจ้างบริษัทบริหารทรัพย์สิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากลูกค้าเข้าใจว่ามีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยในอาคาร และชุมชน
      
       ทั้งนี้ เพื่อรับมือต่อปัญหาดังกล่าว IRM ได้เน้นนโยบายในการรักษาลูกค้าเก่าด้วยการพัฒนาด้านบริการเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด ที่ผ่านมา ได้เน้นการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้บริการอย่างมืออาชีพ ซึ่งได้เชิญวิทยากรที่มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญด้านบริการมาฝึกอบรมต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อนโยบายการเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกค้าเรื่องการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยที่ผ่านมา ได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนแรงงานคนที่มีค่าจ้างแพงกว่า เช่น การลดจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยในบางจุดที่ไม่จำเป็น และมาใช้กล้องวงจรปิดแทน เป็นต้น
      
       นายธนันทร์เอก กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจบริหารทรัพย์สินตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบกับที่ก่อนหน้านี้ถือว่าผลประกอบการไม่โดดเด่นมากนัก เพราะปริมาณโครงการจัดสรรที่เข้ามาอยู่ในพอร์ตการบริหารของบริษัทฯ มีปริมาณใกล้เคียงกับที่ยกเลิกเพราะมีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ในกทม. กับต่างจังหวัดน่าจะได้รับผลกระทบด้านยอดขายเหมือนกัน แต่ในต่างจังหวัดอาจได้เปรียบค่าแรงงานที่ถูกกว่า จึงทำให้การบริหารทรัพย์สินในต่างจังหวัดมีแนวโน้มที่ดีกว่าส่วนกลาง
      
       นอกจากนี้ การแข่งของธุรกิจบริหารทรัพย์สินในต่างจังหวัดยังน้อยกว่า ในขณะที่มีโครงการที่ได้มีการพัฒนาก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมาก และส่วนใหญ่เจ้าของโครงการยังทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินเอง แต่ยังต้องการผู้ที่เป็นมืออาชีพ และชำนาญในธุรกิจนี้เข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว เมื่อ IRM เปิดตลาดในส่วนภูมิภาคจึงได้รับความสนใจจากโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมค่อนข้างสูง โดยภายในปีนี้มีเป้าหมายจะเปิดสำนักงานที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคดังกล่าว เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ มีการพัฒนาโครงการอสังหาฯ จำนวนมาก จึงมีโอกาสในการขยายตลาด และจากการไปสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการยังบริหารทรัพย์สินกันเอง เมื่อไปเปิดสาขาบริการในท้องถิ่นเชื่อว่าในอนาคตจะมีโครงการทั้งบ้านจัดสรร และคอนโดฯ สนใจรูปแบบการให้บริการ

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000104254&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

ค่าบาทอ่อนดันยอดขายอสังหาฯ ไทยกับลูกค้าต่างชาติโต แสนสิริลุยเปิดตลาดปักกิ่งรับดีมานด์ลูกค้าจีน

        แสนสิริ เผยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่ำกว่า 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน เอื้อต่างชาติซื้ออสังหา ฯไทยราคาถูกลง เชื่อช่วยดันยอดขายคอนโดไทยโตได้อีก เผยคอนโดภูเก็ตมาแรงในตลาดจีน และไต้หวัน เหตุนิยมซื้อเพื่อเป็นคอนโดตากอากาศ ด้านคอนโดกรุงเทพฯ ยังฮอตต่อเนื่องในกลุ่มนักลงทุนฮ่องกง และสิงคโปร์ ล่าสุด เตรียมส่ง 6 โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และภูเก็ตโรดโชว์ตลาดสิงคโปร์-ฮ่องกง-ไต้หวัน กระตุ้นต่างชาติชอปอสังหาฯ ไทยต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าบุกตลาดใหม่ “ปักกิ่ง” รับดีมานด์คนรวยจีนหวังกวาดยอดขายลูกค้าต่างชาติกว่า 3,000 ล้านบาทในปีนี้
       
       นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี 6 เดือน โดยธนาคารพาณิชย์ให้ความเห็นว่าค่าเงินบาทไทยจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มแข็งตัว ในขณะที่ค่าเงินประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซียอ่อนตัวลง จึงฉุดค่าเงินบาทไทยให้อ่อนลงไปด้วย ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองไทยที่ต่างชาติยังต้องการดูความชัดเจน ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ประมาณการค่าเงินบาทว่าจะแกว่งตัวในระดับ 35.75-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีนี้ และมีโอกาสไปถึง 38-40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2559
       
       “แสนสิริมองว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยโดยตรง เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติถูกลง จึงทำให้มีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจซื้ออสังหาฯ ไทยในอนาคตได้ นอกจากนั้น เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังเป็นปัจจัยบวกต่อชาวต่างชาติที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย เพราะสามารถซื้ออสังหาฯ ในราคาที่ถูกลงถึง 9% เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุให้ลูกค้าต่างชาติทั้งที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ และซื้ออสังหาฯ เพื่อการลงทุนปล่อยเช่าสามารถตัดสินใจในการซื้อคอนโดมิเนียมได้เร็วขึ้น”
       
       นายอุทัย กล่าวต่อว่า กลุ่มลูกค้าต่างชาติในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกงยังคงนิยมซื้อลงทุนในคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยพิจารณาจากทำเลใกล้รถไฟฟ้า และผลตอบแทนเรื่องอัตราเช่าเป็นสำคัญ ซึ่งโซนที่นิยมก็ยังคงเป็นทำเลสีลม เพลินจิต อโศก พร้อมพงศ์ และทองหล่อ เพราะเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ แต่ในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมาโซนพระโขนง และอ่อนนุชเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะทำเลติดรถไฟฟ้าสายหลักที่เดินทางไปยังย่านธุรกิจ และความบันเทิงได้ง่าย แต่ราคาคอนโดมิเนียมถูกกว่าถึง 30-60% ขณะที่ให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าถึง 5-7% ด้านลูกค้าต่างชาติในประเทศจีน และไต้หวันให้ความสนใจคอนโดมิเนียมในภูเก็ตมากกว่า เนื่องจากต้องการที่พักตากอากาศในเมืองชายทะเลที่สามารถปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เดินทางมาพักผ่อนได้ด้วย
       
       “แสนสิริเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติในช่วงนี้ จึงวางแผนจัดโรดโชว์โครงการคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ คือ เดอะ เบส พาร์คเวสท์ และเดอะ เบส พาร์คอีสต์ ในประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง รวมทั้งโรดโชว์โครงการในภูเก็ต คือ บ้านไม้ขาว เดอะ เดค ป่าตอง เดอะ เบส ไฮท์ ภูเก็ต และเดอะ เบส อัพทาวน์ ภูเก็ตในไต้หวันในเดือนกันยายนนี้”
       
       นอกจากนั้น แสนสิริจะเปิดตลาดปักกิ่ง ประเทศจีน เพิ่มขึ้นอีกตลาดหนึ่งเพื่อนำโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ตไปโรดโชว์ในเดือนนี้ด้วย เพราะมองว่ากลุ่มลูกค้าระดับบนชาวจีนน่าจะมองหาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่เพื่อมาพักผ่อนในช่วงไฮซีซันปลายปี รวมทั้งยังนับเป็นอีกช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าการโรดโชว์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็น 10%ในปีนี้ได้ หรือคิดเป็นมูลค่าการขายกว่า 3,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 5% ทั้งนี้ ระหว่าง 1 มกราคม-9 กันยายน 2558 แสนสิริมียอดขายจากลูกค้าต่างชาติแล้วถึง 2,000 ล้านบาท จากการขายโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 และโครงการคอนโดมิเนียมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา
       
       “อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายและรายได้ของแสนสิริได้รับผลกระทบจากการผันผวนของค่าเงินที่เกิดขึ้น บริษัทจึงมีการตั้งราคาขายคอนโดมิเนียมเป็นเงินบาท แต่ก็เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการตัดสินใจของลูกค้าต่างชาติ เพราะกระแสการซื้อลงทุนอสังหาฯ เพื่อลงทุนในประเทศไทยในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน และค่าเงินแกว่งตัวกำลังมาแรงมากในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้”

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103525&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

อินฟินิทฯ ผุดคอนโดฯ โซนดอนเมือง มูลค่ากว่า 2 พันล. เน้นกลุ่มวัยทำงาน

        “อินฟินิทฯ” เดินหน้าต่อยอดแบรนด์ ล่าสุด พัฒนาโครงการใหม่ “แฮปปี้ คอนโด ดอนเมือง เดอะเทอมินัล” มูลค่าโครงการกว่าพันล้านบาท เปิดตัว ต.ค.นี้ มั่นใจยอดขายทั้งปีตามเป้า 1,100 ล้านบาท
       
       น.ส.กรวิกา กอวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท เรียลเอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการแฮปปี้คอนโด แฮปปี้โฮม และแฮปปี้วิลล์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558 บริษัทแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ในชื่อโครงการ แฮปปี้ คอนโด ดอนเมือง เดอะเทอมินัล บนพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 5 อาคาร ความสูง 8 ชั้น รวมทั้งสิ้น 1,065 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 24-28 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.39-1.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2559
       
       “ผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างดี เพราะบริษัทมีการปรับแผน ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลยุทธ์ใหม่ในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะสามารถเร่งสร้างรายได้ ยอดขายให้เติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นจุดแข็งในด้านทำเลที่ตั้ง ขนาดห้อง วัสดุระดับพรีเมียม และ รูปแบบที่อยู่ที่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี”
       
       ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี และกลุ่มลูกค้าที่มีความาต้องการในที่อยู่อาศัยจริง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นสร้างที่อยู่อาศัยควบคู่กับการให้บริการในระดับคุณภาพภายใต้แนวคิด “อินฟินิท ความสุขไม่มีวันสิ้นสุด” ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่ 60% และ โครงการแนวราบ 40%
       
       สำหรับแผนในปี 2559 จะปรับปรุง (รีโนเวต) โครงการคอมมูนิตีมอลล์ “ดอนเมือง พลาซ่า” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แฮปปี้ อเวนิว ดอนเมือง” บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ครึ่ง จำนวน 4 ชั้น มูลค่าการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท โดยมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 99,000 ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดจองพื้นที่เช่าแล้วประมาณ 60% ทั้งนี้ ช่วงปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะกลับมาทำตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
       
       สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้แล้วกว่า 800 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 1,100 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม 64% และทาวน์โฮม 36% ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103530&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

อนันดาฯ ปลื้มยอดขายแคมเปญ "ANANDA URBAN PULSE" ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย


อนันดาฯ ทะลุเป้าไตรมาส 3 ปลื้มยอดขายแคมเปญ "ANANDA URBAN PULSE" ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย
บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โชว์ความสำเร็จบรรลุเป้าไตรมาส 3 ด้วยยอดขายเกินกว่า 4,400 ล้านบาท จากเป้าที่วางไว้ พร้อมประกาศความสำเร็จจากการจัดแคมเปญ “ANANDA URBAN PULSE” สามารถกวาดยอดขายในงานรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี มั่นใจกำลังซื้อคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ชี้คนรุ่นใหม่ยังต้องการใช้ชีวิตสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า เชื่อมั่นความแข็งแกร่งของแบรนด์ ไอดีโอ และทำเลที่ดีทีสุด ตอบโจทย์ Best Value for Money ครองใจลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยดีเสมอมา เชื่อว่าสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งปีตามที่ตั้งไว้

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า กล่าวว่า  กำลังซื้อคอนโดติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดีอย่างต่อเนื่อง ได้รับการตอบรับอย่างน่าพอใจจากกลุ่มลูกค้า Gen C ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์ชีวิตเมืองรูปแบบใหม่ภายในงาน ฉลองความสำเร็จการจัดงาน “ANANDA URBAN PULSE” ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2558 ที่รวมสุดยอดคอนโดติดรถไฟฟ้างานใหญ่แห่งปี โดยยอดผู้สนใจร่วมงาน 5 วันกว่า 6,500 คน เชื่อลูกค้ามีความมั่นใจในแบรนด์ ไอดีโอ รวมถึงความแข็งแกร่งทางด้านทำเลที่ดีที่สุด การออกแบบที่ทันสมัย และคุณภาพด้านการก่อสร้างเป็นอย่างดีเหมือนที่ผ่านมา

ซึ่งผลของการจัดแคมเปญใหญ่ ANANDA URBAN PULSE ในครั้งนี้ ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายจากคอนโดมิเนียมทั้งหมด รวมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบความสำเร็จตามเป้าที่ได้วางเอาไว้ และจากยอดขายดังกล่าวสามารถสะท้อนให้เห็นถึงดีมานด์สินค้าคอนโดมิเนียมในทำเลศักยภาพแนวรถไฟฟ้า ตลอดจนความมั่นใจของลูกค้าต่อศักยภาพสินค้าของบริษัทได้เป็นอย่างดี

สำหรับไฮไลต์ภายในงานนอกจากรวบรวมคอนโดมิเนียมของอนันดาฯ กว่า 8 โครงการในทุกแบรนด์ทุกทำเลติดรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด 4 โครงการ บน 4 ทำเลศักยภาพที่ดีที่สุด คิว ชิดลม เพชรบุรี  (Q Chidlom - Petchaburi) ไอดีโอ สุขุมวิท 115 (IDEO Sukhumvit 115) ไอดีโอ โอทู (IDEO O2)   ส่วนโครงการ คิว เทอร์ตี้ วัน (Q Thirty-One)เปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์และข้อมูลก่อนใคร เริ่มเปิดจองครั้งแรกปลายปี 58 ซึ่งทุกโครงการมีความโดดเด่นในเรื่องของทำเลที่ตั้งโครงการ ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งการคัดสรรทำเลที่ตั้งโครงการที่ดีที่สุด การออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพทุกตารางนิ้ว การดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

โดยยอดขายรวมของ 3 โครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและนำมาเปิดขาย สามารถสร้างมูลค่ายอดขายรวมกว่า 60% ของยูนิตที่เปิดขายสำหรับโครงการใหม่ (มูลค่าที่เปิดขายรวมทั้งหมด 4,450 ล้านบาท)

โครงการ ไอดีโอ โอ ทู ที่มีส่วนกลางกว่า 10 ไร่ และเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สามารถสร้างยอดขายได้ 240 ยูนิต (มูลค่า 688 ล้านบาท) หรือกว่า 43% จาก 1 อาคารที่นำมาเปิดขาย ซึ่งประสบความสำเร็จสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับโครงการ ไอดีโอ สุขุมวิท 115 ก็สามารถสร้างยอดขายได้สำเร็จสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้เช่นกัน โดยสร้างยอดขายทั้งสิ้น 342 ยูนิต (มูลค่า 865 ล้านบาท) หรือคิดเป็นกว่า 64% จากที่เปิดขายเพียง 50% ของโครงการ

สำหรับโครงการที่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองหรือบริเวณส่วนต่อขยาย ยอดขายโดยส่วนใหญ่จะมาจากลูกค้าที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่รอบโครงการเป็นหลัก ซึ่งโครงการไอดีโอ โอทู และ โครงการไอดีโอ สุขุมวิท 115 ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวดีเกินความคาดหมายที่ตั้งไว้

ส่วนโครงการ คิว ชิดลม-เพชรบุรี เป็นโครงการที่มีความโดดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้ง และนวัตกรรมการออกแบบ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความคุ้มค่า สามารถสร้างยอดขายได้ทั้งสิ้น 127 ยูนิต (มูลค่า 1,080 ล้านบาท) หรือคิดเป็น 72% จากที่นำมาเปิดขายเพียง 50% ของทั้งโครงการ ภายในช่วงระยะเวลาของการจัดงานเท่านั้น ซึ่งโดยปกติบริษัทตั้งเป้ายอดขายโครงการไว้ที่ประมาณ 40% ภายในระยะเวลา 3 เดือนแรก

สำหรับโครงการพร้อมอยู่ที่นำมาจัดโปรโมชั่นภายในงานก็ได้รับการตอบรับที่น่าพอใจจากลูกค้าเช่นกัน ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าอยู่ฟรีได้นานถึง 760 วัน พร้อมได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมายภายในงาน

"การจัดงาน ANANDA URBAN PULSE ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การกระตุ้นการรับรู้และการตัดสินใจของลูกค้าได้อย่างดีในช่วงต้นของครึ่งปีหลัง ซึ่งการจัดงานในช่วง 5 วันที่ผ่านมา บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก  การประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายมาจากการที่บริษัทสามารถพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุด การออกแบบที่ทันสมัย และความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งผมเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตอย่างแน่นอน  โดยที่ในไตรมาส 4 บริษัทยังมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่โดดเด่นอีกหลายโครงการ ซึ่งคาดหมายว่าบริษัทจะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนเช่นที่ผ่านมาและสามารถบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้อีกครั้ง" นายชานนท์กล่าว

คอนโดไทยขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด "ไซมิส" ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก

คอนโดขายระเบิดเศรษฐีจีนแห่ช็อปไม่หยุด"ไซมิส"ดึงเอเย่นต์ซื้อยกตึก"แสนสิริ-บีทีเอส"ดันเดอะไลน์ขึ้นฝั่ง
"คอลลิเออร์ส" ชี้นักลงทุนจีนช็อปอสังหาฯไทยไม่หยุด แนวโน้มกำลังซื้อโตปีละ 10% สอดคล้องสถิติคนจีนทำงานในไทย 1.7 หมื่นคน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น "แสนสิริ-บีทีเอส" ชิมลางเปิดขายคอนโดฯเดอะไลน์ 2 โครงการ กวาดลูกค้าฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันอยู่หมัด เล็งบุกเปิด


บูทล่าลูกค้าจีนแผ่นดินใหญ่ "ไซมิสแอสเสท" ปิ๊งไอเดียดึงเอเย่นต์จีนเหมาซื้อคอนโดฯเจริญราษฎร์ 2 ตึก

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ความเคลื่อนไหวนักลงทุนจีนเริ่มเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย เป็นปรากฏการณ์คึกคักมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งกลุ่มทัวร์ชาวจีนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปี คาดว่าจะสูงแตะ 8 ล้านคนในปีนี้ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาจเห็นโอกาสการลงทุนคอนโดมิเนียมให้เช่าใน กทม.และหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายป้องกันปัญหาฟองสบู่อสังหาฯในประเทศ จึงออกกฎอนุญาตให้ชาวจีนซื้ออสังหาฯได้ไม่เกินคนละ 2 ยูนิต กดดันให้มีการนำเงินออกมาลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

แสนสิริ-BTS ขายเพลิน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมทุนกับชาวไทยในฐานะดีเวลอปเปอร์รายโครงการ เช่น ทีซีกรีน พระราม 9 พัฒนา 2 เฟส 1,600 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท, เดอะโพรดิจี้ เพชรเกษม 62 กว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท, มิราเคิล หัวหินกว่า 1,300 ยูนิต ราคาเริ่ม 1.8 ล้านบาท และอีกหลายโครงการในพัทยา ใช้กลยุทธ์ดึงนักลงทุนรายย่อยจีนเป็นลูกค้าหลัก 

"แต่เดิมนักลงทุนจีนมีไม่มากเพียง 10% ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ แต่เมื่อแสนสิริกับบีทีเอสร่วมมือกันนำโครงการเดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต และเดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 เข้าทำตลาดชาวจีน ทำให้สัดส่วนนักลงทุนจีนเพิ่มมาเป็น 30% มีแนวโน้มว่าจะโตต่อเนื่องปีละ 10%" นายสุรเชษฐกล่าว

สอดคล้องกับสถิติจำนวนคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานระบุว่า ชาวจีนเป็นชาติอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 58 มีชาวจีนได้รับอนุญาตทำงาน 16,648 คน เทียบกับเดือน มิ.ย. 58 มี 13,565 คน ยังไม่นับรวมชาวไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง 7,004 คน 

บุกแน่ เปิดบูทจีนแผ่นดินใหญ่

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่าโครงการร่วมทุนของแสนสิริกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในปีนี้ตั้งเป้าขายคอนโดฯให้กับลูกค้าต่างประเทศ 3,000 ล้านบาท เน้นตลาดลูกค้าจีนโดยตรง ทั้งในตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ที่ผ่านมาเปิดตัวแล้ว 2 โครงการ 

"ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มีศักยภาพสูงมาก จีนมีประชากร 2,000 ล้านคน ถ้ามีเศรษฐีที่เป็นนักลงทุนเพียง 1% จะเท่ากับ 20 ล้านคนเทียบเท่า 1 ใน 3 ของประชากรไทยทีเดียว ดังนั้น ปีนี้จะได้เห็นบริษัทร่วมทุนแสนสิริกับบีทีเอสนำโครงการใหม่ไปเปิดตัวในจีนแน่นอน ขณะนี้มีเอเย่นต์ 1-2 รายแล้ว กำลังเจรจาหาเอเย่นต์เพิ่มเติม" นายอุทัยกล่าว

โดยโครงการแรก "เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต" มูลค่าโครงการ 5,700 ล้านบาท เป็นยอดจองของลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์) 1,400 ล้านบาท คิดเป็น 25% โครงการที่ 2 คือ "เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71" มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ลูกค้าจีน (ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน) จองเกือบ 1,000 ล้านบาท เต็มโควตา 49% ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของห้องชุดได้ โดยทั้ง 2 โครงการสามารถปิดการขายทั้งหมดในงานพรีเซลที่ประเทศไทย

สำหรับแผนบริษัทร่วมทุนจะเปิดตัวเพิ่มในปีนี้ 4 โครงการ และมีการวางแผนเปิดพรีเซลในประเทศจีน ได้แก่ 1) เดอะ ไลน์วงศ์สว่าง 2) เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค 3) เดอะ ไลน์ เพชรบุรี 18 และ 4) คอนโดฯกลางเมืองยังไม่เปิดเผยชื่อแบรนด์

เอเย่นต์จีนเหมาไซมิสฯยกตึก

นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทมีโครงการไซมิส สาทร-เจริญราษฎร์ทำเล ถ.เจริญราษฎร์ ห่างสถานี BTS สุรศักดิ์ 900 เมตร ออกแบบเป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ 5 อาคาร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท รวม 800 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ไร่ เตรียมเปิดพรีเซลเดือน ต.ค.นี้ 

กลยุทธ์การขายแบ่งโควตาให้เอเย่นต์ประเทศจีนไปแล้ว 2 อาคาร มูลค่า 1,200 ล้านบาท รวมกว่า 400 ยูนิตโดยเอเย่นต์รายดังกล่าววางเงินมัดจำ 5% หรือ 60 ล้านบาทไว้กับไซมิสฯ จากนั้นจะเปิดพรีเซลช่วงเดือน ต.ค. 58 ให้กับลูกค้าชาวจีน โดยเอเย่นต์ทำการตลาดเจาะนักลงทุนปล่อยเช่า การันตีค่าเช่า 5-7% เป็นเวลา 5 ปี เมื่อมีลูกค้าจีนสนใจจะต้องวางเงินค่าทำสัญญาและเงินดาวน์งวดเดียว 25% ให้กับไซมิสฯ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นการทำตลาดที่ประกันความเสี่ยงได้ดี 

"สำหรับลูกค้าจีน แม้จะเป็นตลาดนักลงทุนซื้อไว้ปล่อยเช่า แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะชื่อเสียงพฤติกรรมอยู่อาศัยคนจีนมีภาพลักษณ์ค่อนข้างเป็นลบ อาจกระทบต่อการขายลูกค้าเรียลดีมานด์ในส่วน 51% ดังนั้น จะเลือกทำเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถแยกอาคารขายให้ชาวจีนและดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้แยกเป็นส่วนตัวได้" นายขจรศิษฐ์กล่าว


8อสังหาพุงกางฟันยอดโอน7หมื่นล. "แสนสิริ-SC-AP"ลุยปักธงบ้าน-คอนโดครึ่งปีหลัง

อสังหาฯโชว์พาว ครึ่งปีแรกรายได้+กำไรท่วมตลาด สวนกระแส ศก.ฝืด เผยแค่ 8 บริษัท "เอสซีฯ-เสนาฯ-แสนสิริ-พฤกษาฯ-โกลด์-เอพี-คิวเฮ้าส์-LPN" ฟันยอดขายใหม่ 8.6 หมื่นล้าน ยอดโอนรับรู้รายได้เฉียด 7 หมื่นล้าน กำไรสุทธิเกือบ 9 พันล้าน ครึ่งปีหลังลุยเปิดตัวใหม่เพียบทั้งบ้าน-คอนโดฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์มหาชนทยอยแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/58 รวมถึงผลงานช่วงครึ่งปีแรก ภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่มีอัตราเติบโตทั้งยอดขาย รายได้ และกำไร สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจฝืดในปัจจุบัน

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกมียอดพรีเซล 5,930 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ (ยอดโอน) 5,931 ล้านบาท มาจากพอร์ตพัฒนาโครงการ 93% และพอร์ตอสังหาฯให้เช่า 7% กำไรสุทธิ 658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2557 ไฮไลต์อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวราคาเริ่ม 15 ล้านบาทของบริษัท ทำรายได้ถึง 67% 

แผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เน้นกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ และเตรียมเปิดใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 4,800 ล้านบาท โดยแตกแบรนด์บ้านเดี่ยวราคา 3-5 ล้านบาท "เพฟ-PAVE" โครงการแรกทำเลรังสิต ตั้งเป้ามีรายได้ 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 976.44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.33 ล้านบาท ล่าสุดตั้งแต่ต้นปีสามารถทำยอดพรีเซล 2,500-2,600 พันล้านบาท มั่นใจว่าทั้งปีจะทำได้ตามเป้า 4,500 ล้านบาท มียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อกกว่า 2,000 ล้านบาท 

ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวแนวราบอีก 4-5 โครงการ มูลค่ารวม 3-4 พันล้านบาท หลังจากเปิดคอนโดฯเดอะนิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี มูลค่า 2.23 พันล้านบาทเมื่อต้น ส.ค.ที่ผ่านมา 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 10,167 ล้านบาท เติบโต 65% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 46% จากไตรมาส 1/58 รายได้หลักมาจากทยอยส่งมอบคอนโดฯหลายโครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีกำไรรวม 901 ล้านบาท ขณะที่ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกมียอดขายรวม 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 33,000 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 17,138 ล้านบาท จากเป้ารายได้ปีนี้ 36,000 ล้านบาท

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ครึ่งปีแรกทำยอดพรีเซล 23,939 ล้านบาท เติบโต 33.5% ยอดรับรู้รายได้ 21,766 ล้านบาท เติบโต 15.7% กำไรสุทธิ 3,059 ล้านบาท เติบโต 4.2% บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาด 12% โดยครองตำแหน่งผู้นำทาวน์เฮาส์ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 33% และบ้านเดี่ยวมีส่วนแบ่งตลาด 13%

สำหรับครึ่งปีหลังมีแบ็กล็อก 20,508 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างขาย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 จำนวน 181 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท 

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีรายได้รวม 2,019.85 ล้านบาท เติบโต 100% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 3,666.99 ล้านบาท เติบโต 76% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2557 โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาฯ 1,720.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 249% เนื่องจากเปิดตัวใหม่ปีนี้ 9 โครงการ เทียบกับปีที่แล้วเปิดตัวใหม่เพียง 3 โครงการ และรับรู้รายได้จากโครงการบ้านจัดสรรของกลุ่ม บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน 

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/58 มีกำไรสุทธิ 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% มีรายได้รวม 5,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาจากการโอนคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการริทึ่ม สาทร, ริทึ่ม สาทร-นราธิวาส, แอสปาย สาทร-ตากสิน, แอสปาย สุขุมวิท 48 และบ้านกลางเมือง พระราม 9-รามคำแหง


วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Open House “Star View” by Eastern Star

        บริษัท อีสเทอร์นสตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เตรียมจัดงานปาร์ตี้สุดแสนโรแมนติก ภายใต้ชื่อ “Open House “Star View” by Eastern Star” ชมห้องตัวอย่างจริงบนโครงการสตาร์วิว คอนโดมิเนียมหรูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และสระว่ายน้ำสูงเสียดฟ้ายาวเกือบ 100 เมตร บนชั้น 44 พร้อมดื่มด่ำกับไวน์รสเลิศ ในบรรยากาศพระอาทิตย์ตกแบบพาโนรามา 360 องศา
       
       พิเศษสุด!!! กับข้อเสนอภายในงาน ห้องชุด 2 ห้องนอน 77 ตร.ม. จากราคา 8.3 ล้านบาท จองในงานเริ่มต้น 6.6 ล้านบาท ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ณ โครงการสตาร์วิว ถนนพระราม 3 

Cr.http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000097063&Keyword=%a4%cd%b9%e2%b4